วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย่ำต๊อกชมกรุงเวียนนา ตอน 2 ผ่านระบบซื่อสัตย์ขึ้นรถไฟใต้ดิน ชมความงามวังเชินบรุนน์

หลังจากพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เดินทอดน่อง รับอากาศเย็นๆ ถ่ายรูปชิคๆ กับสถาปัตยกรรมอันแสนงดงามและโรแมนติก รอบกรุงเวียนนา ย่ำต๊อกชมกรุงเวียนนา ตอน 1 เมืองที่คู่รักไม่ควรพลาด นครแห่งดนตรีและความโรแมนติก กันมาแล้ว

ในวันนี้ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จะขอทำตัวเป็นไกด์นำทาง พาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ที่รักทุกท่าน ไปทัศนาจรเมือง ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก เมื่อปี ค.ศ.2014 ที่ผ่านมา กันอีกหนึ่งวัน

และในตอนนี้ จะเป็นการพาทัวร์ ไปยังสถานที่ ที่ถือได้ว่า เป็นไฮไลต์แห่ง เวียนนา

นั่นก็คือ พระราชวังเชินบรุนน์ (Schonbrunn Palace) พระราชวังฤดูร้อนอันวิจิตรงดงามตระการตา ของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก แห่ง ออสเตรีย ที่มีห้องพักมากมายถึง 1,441 ห้อง และติดอันดับ 1 ใน 10 พระราชวัง ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก! โดยในแต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมความงดงามของพระราชวังแห่งนี้ มากถึง 2 ล้านคน จนกระทั่ง องค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1996

แต่แน่นอน...กรุงเวียนนา มิได้มีดีเพียง พระราชวังเชินบรุนน์ หากแฟนๆไทยรัฐออนไลน์ อยากลุ้นว่า นอกจากไฮไลต์แห่งเวียนนาแล้ว นครแห่งเสียงดนตรีและความโรแมนติก ยังมีดีอะไรอีก สามารถติดตามอ่านได้นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

เอาละ งั้น...วันนี้ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ขอเริ่มต้นที่

พิพิธภัณฑ์ศิลปะ พระราชวังเบลเวอเดียร์ (Belvedere Palace)

โดยพระราชวังแห่งนี้ ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของ เจ้าชายยูจีนแห่งซาวอย ผู้นำกองทัพอันแกร่งกล้าสามารถ ที่มีชื่อเสียงระบือไกลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของยุโรป ได้รับการออกแบบ และก่อสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโรโคโค หันหน้าเข้าหากันโดยคั่นกลางด้วยสวนอันงดงาม อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน พระราชวังแห่งนี้ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของกรุงเวียนนา ตั้งแต่ยุคกลาง จนถึงยุคปัจจุบัน

โดยมีผลงานของศิลปินชื่อก้องโลก เช่น กุสตาฟ คลิมท์ (Klimt) ออสการ์-โกลด มอแน (Oscar-Claude Monet) และ ออสการ์ โคคอชกา (Oskar Kokoschka)

ซึ่ง ณ ที่นี่ ผู้มาเยือนทุกคน สามารถเดินทอดน่อง ใช้สายตาละเลียดเสพงานศิลปะได้อย่างเต็มอิ่มและไม่รู้เบื่อ เพราะขนาดส่วนตัวผู้เขียน ซึ่งสารภาพตามตรงเลยว่า มีความรู้เรื่องศิลปะเพียงน้อยนิด แต่หลังจากที่ได้เดินชมความงามของงานศิลปะสมบัติของโลกที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งงานสถาปัตยกรรมภายในพระราชวังแห่งนี้ ก็ยังรู้สึกได้เลยว่า งานศิลปะเหล่านี้ มันช่างสวยงามชวนมองยิ่งนัก อ่อ...เกือบลืมบอกไปว่า บริเวณภายในสถานที่จัดแสดงงานศิลปะนั้น มีคำเตือนสำคัญ คือ ห้ามถ่ายภาพงานศิลปะ นะครับ!

ที่น่าสนใจอีกประการ ที่อยากเก็บมาเล่ากันคือ วิธีการสอนให้เด็กๆ เยาวชนออสเตรีย ได้ดื่มด่ำและซึมซับไปกับงานศิลปะ ของบรรดาครูที่นั่น เพราะเท่าที่ได้เห็นคือ ครูจะพาหนูน้อยนักเรียนที่มาทัศนศึกษา เข้าไปนั่งล้อมวงใต้งานศิลปะที่น่าสนใจ จากนั้น ก็จะเรียกถามทีละคนว่า แต่ละคนเห็น หรือมีความรู้สึกต่องานศิลปะชิ้นนั้นอย่างไร? ซึ่งส่วนตัวมองว่า วิธีการนี้เป็นที่วิธีการที่น่าสนใจมากในการอบรมบ่มเพาะเยาวชน

อ่อ...คำเตือนอีกเรื่องคือ ... ที่นั่นห้ามถ่ายภาพเด็กเล็กๆ ที่เป็นเยาวชน โดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ!

นอกจากนี้จุดไฮไลต์อีกจุดของพระราชวังเบลเวอเดียร์ ก็คือ สวนอันงดงามที่อยู่บริเวณด้านนอก ซึ่งแม้ช่วงที่คณะเราเดินทางไปจะเหยียบย่างเข้าสู่ฤดูหนาว บรรดาต้นไม้ต่างๆ เริ่มร่วงโรย แต่เค้าลางแห่งความงดงามนั้น ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ จนไม่สามารถที่จะอดใจ ขอบันทึกภาพเก็บไว้ในความทรงจำ

หลังดื่มด่ำงานศิลปะ ที่พระราชวังเบลเวอเดียร์ คณะเราจึงเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน เพื่อเข้าเยี่ยมชม

ไฮไลต์แห่งเวียนนา พระราชวังเชินบรุนน์ (Schonbrunn Palace)

อดีตที่พำนัก ของ สมเด็จพระจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา และบรรดาผู้ปกครองแห่งประเทศออสเตรีย พระองค์อื่นๆ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ตัวปราสาท 3 ชั้น ประกอบด้วยห้องทั้งหมด 1,441 ห้อง แต่เปิดให้คนทั่วไปชมเพียง 40 ห้อง ปัจจุบัน เป็นสถานที่รวบรวมผลงานทางศิลปะจำนวนมาก และภายในอุทยาน เคยเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์แห่งแรกของโลกอีกด้วย

โดยภายในพระราชวังนั้น การตกแต่ง บอกได้คำเดียวว่า งดงามวิจิตรตระการตายิ่งนัก และมีภาพเขียนชิ้นงามๆ ขนาดใหญ่จำนวนมาก ให้เสพด้วยสายตา จนแทบไม่อยากจะเดินจากไป ซึ่งทั้งหมดนี้น่าเสียดายที่ไม่สามารถนำมาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ได้รับชมได้ เนื่องจากภายในพระราชวังนั้น ห้ามถ่ายภาพอย่างเด็ดขาด

ขณะที่ ตัวพระราชวังขนาดยักษ์ ที่ทาด้วยสีเหลืองทองงามอร่าม นั้น ส่วนตัวบอกได้เลยว่า ไม่ว่าใครมาเห็น เป็นต้องรัวยิงชัตเตอร์ถี่ยิบเพื่อเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกแน่นอน แต่ขอเตือนก่อนว่า อย่ารัวชัตเตอร์เพลิน จนลืมเหลือเมมโมรี่ ไว้สำหรับถ่ายภาพด้านหลังปราสาทที่งดงามและโออ่าไม่แพ้กัน หนำซ้ำยังมีไฮไลต์สำคัญอีกจุดอยู่ คือ สวนขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยรูปปั้นตามศิลปะเทพกรีกและโรมันจำนวนมาก และทางเดินเขาวงกต ขึ้นไปสู่โกลเรียตต์ (Gloriette) ประตูชัย สัญลักษณ์แห่งชัยชนะของออสเตรีย ในสงครามกับรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1757 ซึ่ง ณ จุดนี้ เมื่อมองลงมา จะเป็นวิวร้อยล้าน ที่เห็นพระราชวังเชินบรุนน์ ได้งดงามยิ่งนัก เป็นจุดถ่ายรูปที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!

อ่อ และหากเดินชมความงามของอัญมณีแห่งเวียนนา อย่าง พระราชวังเชินบรุนน์ จนเหนื่อยและอยากจะเติมพลังกันสักนิด ขอแนะนำ ร้าน Wiener strudel show ร้านคาเฟ่เล็กๆ ที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่พระราชวัง ร้านนี้มีจุดเด่นคือ ตกแต่งร้านได้น่ารักน่าชัง มีกาแฟและชารสเลิศล้ำ แต่หมัดเด็ดจริงๆ อยู่ที่ แอบเปิ้ลสตรูเดิร์ล (Apple strudel) ซึ่งทางร้านจะมีการโชว์สาธิตวิธีการทำ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันด้วย หากใครเหนื่อยๆ แวะไปลองลิ้มกันได้เลย

พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace)

ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1275 สถานที่พำนักกว่า 600 ปี ของ ราชวงศ์ฮอฟบวร์ก ประกอบด้วย ปีกอาคาร 18 ส่วน และห้องพักมากกว่า 2,500 ห้อง ปัจจุบันบางส่วนที่ถูกเก็บรักษาไว้ และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ เช่น หอสมุดแห่งชาติออสเตรีย Imperial Treasury และพิพิธภัณฑ์ Sisi

ซึ่งภายในมีทั้งทรัพย์สมบัติและเครื่องประดับล้ำค่า ในพระคลังสมบัติหลวง รวมไปจนกระทั่งถึง เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมและศิลปะนับไม่ถ้วน ส่วนพิพิธภัณฑ์ซีซี (Sisi) จะเป็นการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ ของสมเด็จพระจักพรรดินีเอลิซาเบธ ในสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 1 ซึ่งทรงถูกลอบปลงพระชนม์ ในขณะพระชนมายุ 61 พรรษา ซึ่ง ณ สถานที่แห่งนี้ หากผู้ใดที่นิยมชมชอบประวัติศาสตร์ และงานศิลปะ ก็ไม่ควรพลาดที่จะเข้าชมอีกเช่นกัน

โดยเมื่อคณะเรา เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Sisi เสร็จสิ้นลงแล้ว พวกเราก็พากันย่ำเท้าต่อไปที่

จัตุรัสมิคาเอลเลอพลัตซ์ (Michaelerplatz)

จุดระเบิดชัตเตอร์ของคณะเราอีกจุดหนึ่ง เนื่องจากมีขบวนรถม้าที่มารอให้บริการนักท่องเที่ยว และร้านรวงต่างๆ ที่มาเปิด เพื่อเตรียมฉลองเทศกาลคริสมาสต์ที่ใกล้มาถึง จำนวนมาก

ซึ่ง ณ จุดนี้ ผู้เขียนบอกตามตรงว่า รู้สึกทึ่งเล็กๆ ในระบบบริหารจัดการของเหล่าขบวนรถม้ากลุ่มนี้อยู่เหมือนกัน เนื่องจาก ณ บริเวณนั้น มีขบวนรถม้าจำนวนมาก แต่สิ่งที่ไม่เห็นเลย คือ อุจจาระม้า ซึ่งปกติหากเป็นบ้านเรา คงมีตกอยู่เกลื่อนถนนเต็มไปหมดเป็นแน่แท้ และเท่าที่พบเห็นขบวนรถม้าเหล่านี้ พานักท่องเที่ยววิ่งในระยะทางค่อนข้างไกล แต่ในระหว่างทางนั้น ผู้เขียนก็ไม่พบเห็น อุจจาระม้า แต่ประการใดเหมือนกัน!

จาก จัตุรัสมิคาเอลเลอพลัตซ์ เดินต่อไปอีกเล็กน้อย มีจุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาด นั่นก็คือ Plague Monument อนุสาวรีย์ที่ตั้งงามเด่นเป็นสง่ากลางถนน ซึ่ง จักรพรรดิเลโอโปลด์ ที่ 1 ทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึก หลังจากออสเตรียพ้นจาก โรคระบาดร้ายแรง ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 75,000 คน ในช่วง ค.ศ.1679

และเมื่อเดินต่อไปอีกเล็กน้อย จะพบกับ ไฮไลต์สำคัญอีกจุดของเวียนนา นั่นก็คือ

มหาวิหารเซนต์ สตีเฟน หรือ ชเตฟานชโดม (Stephansdom) ในภาษาเยอรมัน

ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่ออุทิศให้กับนักบุญสตีเฟน จุดเด่นคือ มีหลังคากระเบื้องสีสันสดใส ตัวโบสถ์ทรงสูง มีหอคอยทางทิศใต้ ที่สูงโดดเด่นถึง 136.7 เมตร ภายในมีผลงานศิลปะเชิงศาสนาอย่างมากมาย และยังมีที่เก็บศพราชวงศ์ ของ สมเด็จพระจักรพรรดิฟรีดริชที่ 3 แห่งโรมันอยู่ด้วย และหากใครได้เข้าไป นอกจากจะถ่ายภาพเก็บความงดงามแล้ว อย่าลืม จุดเทียนเพื่ออธิษฐานขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วยนะครับ

ในเมื่อชมความงามกันจุใจแล้ว ก็ถึงเวลาช็อปปิ้งให้กระเป๋าฉีก เพราะบริเวณที่อยู่รายล้อม มหาวิหารเซนต์ สตีเฟน นั้น ล้วนรายล้อมไปด้วย สารพัดร้านค้าที่รอเงินจากกระเป๋าสตางค์ของคุณ แม้กระทั่งสินค้าแบรนด์เนม ของฝาก และ ร้านอาหารสารพัดสารพัน ซึ่งที่เด่นๆ ก็ เช่น ร้านเค้ก Demel ร้านขนมที่มีประวัติเก่าแก่ เนื่องจากเปิดกิจการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1786 และเป็นร้านขนม ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของ บรรดาราชวงศ์ฮอฟบวร์กในอดีต ฉะนั้น หากใครที่มาเยือนออสเตรีย คิดไม่ออกว่าจะซื้ออะไรกลับไปฝากคนที่บ้านดี ช็อกโกแลตจากร้านนี้น่าจะเป็นคำตอบ หรือหากเกิดคิดถึงอาหารไทย ในย่านช็อปปิ้งนี้ ก็มี ร้านอาหารไทยรสเด็ดชื่อว่า Patara ไว้คอยบริการ

และเมื่อเดินเที่ยว-ช็อปกันจนแทบหมดแรง เมื่อถึงเวลาย่ำค่ำ อากาศหนาวๆเช่นนี้ แถมใกล้ช่วงเทศกาลรื่นเริง มันจะมีอะไรจะดีไปกว่า การไปสัมผัสเทศกาลคริสต์มาส ของกรุงเวียนนา กันล่ะ!

ฉะนั้น ปิดท้ายทริป คณะของเราจึงไปสัมผัสการจัดงานเทศกาลคริสต์มาส ที่

ศาลากลางกรุงเวียนนา

ซึ่งเต็มไปด้วยร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกนานาชนิด และมีการประดับประดาศาลากลาง ด้วยไฟและต้นคริสต์มาส เอาไว้รอรับนักท่องเที่ยว อย่างสวยงาม นอกจากนี้ บรรดาเด็กๆ สามารถไปเล่นสเก็ตน้ำแข็ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ดี...ส่วนตัวอยากจะบอกว่า ความงามของ อาคารศาลากลางกรุงเวียนนา ก็ดี หรือต้นคริสต์มาส ก็ดี นั้น...หาได้มีความงดงามเทียบเทียม แม้ปลายเส้นผม ของบรรดาสาวๆ ชาวออสเตรีย แต่อย่างใด ผู้เขียนรับสารภาพตามตรงเลย ว่า สายตาของตัวเอง รู้สึกเพลิดเพลินไปกับความงามของสาวสวย ที่แห่มารวมตัว ณ สถานที่แห่งนี้ จนเกือบเสียอาการไปหลายครั้ง

ทำให้ ต้องยอมรับเลยว่า...กรุงเวียนนา ช่างโรแมนติกและสร้างความกระชุ่มกระชวย ให้แก่ชีวิตได้จริงๆ

ส่วนสถานที่อื่นๆ ที่ ผู้เขียนแอบออกไปสัมผัสมานอกเหนือจากนี้ และขอเก็บภาพความงดงามทางสถาปัตยกรรม มาฝากแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ก็มีทั้ง

1. ความงดงามของแม่น้ำดานูบ เส้นเลือดหลักของประเทศออสเตรีย ที่ผู้เขียนและพี่ร่วมทริป ยอมลงทุนออกจากโรงแรม ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ฝ่าความหนาวเหน็บ นั่งรถไฟใต้ดินไปสัมผัส

2. บูร์กเธียเตอร์ (Burgtheater) อีกหนึ่งในโรงละครที่ดีที่สุดอีกเเห่งหนึ่งของยุโรป ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1741 เเละยังเปิดทำการอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยมีการจัดแสดงละครโดยใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก

3. โรงละครโอเปร่า แห่งเวียนนา สถานที่จัดแสดงโอเปร่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีการจัดแสดงโอเปร่าทุกวัน แล้วหากเดินถัดไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว จะพบกับร้านไส้กรอกชื่อดังแห่งเวียนนา ที่มีชื่อว่า Bitzinger เปิดรอคุณอยู่ ซึ่งหากใครอยากสัมผัสไส้กรอกในแบบฉบับเวียนนาแท้ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ซึ่งผู้เขียนไปลองชิมมาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า “ของเขาดีจริงๆ”

4. อาคารรัฐสภาออสเตรีย ซึ่งถูกใช้เป็นที่ประชุมสภา มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดเด่น คือ รูปปั้นเทพีอะธีนา ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่

5. ตลาดขายสินค้ามือสอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก ตลาดแนชมาร์ก (Naschmarkt) มากนัก ซึ่งจะมีพ่อค้าแม่ขายหอบสินค้า มาทำการเปิดท้ายขายของกันในทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 17.00 น. โดยสินค้าที่นำมาขายนั้น มีมากมายจนสาธยายแทบไม่ถูก ตั้งแต่ เสื้อผ้าเก่า หนังสือเก่า แผ่นเสียง ซีดี ดีวีดี เกมเก่า เครื่องปั้นลายคราม ช้อนชามโบราณ หรือแม้กระทั่งงานศิลปะ โดยในช่วงใกล้ปิดตลาดนั้น บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะมีการลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ให้กับผู้ซื้อกันเลยทีเดียว และเสื้อผ้าบางตัว ถูกตั้งราคาขายเพียง 1 ยูโร เท่านั้น ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในสภาพดีอยู่ เรียกว่า ใครตาดีได้ ตาร้ายเสีย กันเลยทีเดียว

สรุปทริปย่ำต๊อก ณ เวียนนา

สำหรับผู้เขียน ต้องยอมรับว่า เมืองนี้มีความงดงามเกินกว่าที่จะบรรยายได้หมดจริงๆ ลำพัง เพียงคุณออกเดินแล้วถ่ายรูป กับสถาปัตยกรรมที่งดงามรอบเมือง เพียงเท่านี้ ก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวแล้ว

แต่ที่ชอบมากๆ ชนิดที่คิดว่า ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ที่เมืองไทยแน่นอน คือ ระบบความซื่อสัตย์และความไว้เนื้อเชื่อใจ

แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เชื่อหรือไม่ว่า ระบบขนส่งมวลชนที่เวียนนา หากเป็น รถไฟใต้ดิน การเดินเข้าใช้บริการ จะมีเพียงเครื่องให้คุณใส่บัตร สำหรับการเข้าใช้บริการเท่านั้น ไม่มีเครื่องกั้นแต่อย่างใด เรียกว่า หากจะเข้าไปใช้บริการฟรีๆ ก็สามารถทำได้ หรือหากเป็นรถราง ก็จะไม่มีที่หยอดเงินอัตโนมัติ หรือ มีคนมาคอยเก็บเงิน

โดย พี่แจ๊สซี่ ไกด์สาวชาวไทย ของเรา เล่าให้ฟัง ว่า คนออสเตรีย ถูกปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์มาตั้งแต่เด็ก ที่นี่ จึงยึดระบบความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นหลัก คือ หากรู้ตัวว่าบัตรโดยสารหมดอายุ ก็จะรู้หน้าที่ว่า จะต้องไปเติมเงินกันเอง

ซึ่งเรื่องนี้ ไม่เว้นแม้แต่ การซื้อหนังสือพิมพ์! ซึ่งหากดูตามรูป จะเห็นได้ชัดว่า หนังสือพิมพ์จะถูกใส่ถุงพลาสติกห้อยเอาไว้กับเสา แล้วมีที่หยอดเหรียญเอาไว้ เท่านั้น! อย่างไรก็ดี พี่แจ๊สซี่ เล่าว่า ระบบไว้เนื้อเชื่อใจนี้ หากเกิดมีใครโกงแล้วถูกจับได้ขึ้นมา จะถูกปรับเงินอย่างหนักเลยทีเดียว

ส่วนหากถามว่า มีสิ่งใดที่ไม่ชอบบ้าง เท่าที่พบ มีเพียงส่วนน้อยซึ่งสามารถมองข้ามไปได้สบายๆ เช่น คนที่นี่สูบบุหรี่ค่อนข้างจัด เรียกว่า หากคุณเดินสวนผู้คนตามท้องถนน รับรองได้ว่า มีกลิ่นบุหรี่ลอยมาแตะเข้าจมูกแน่นอน ซึ่งทำให้โดยรวม กรุงเวียนนา สำหรับผู้เขียน คือ นครหลวงแห่งเสียงดนตรี และ ความโรแมนติก จริงๆ

ฉะนั้น หากใครมีคู่รัก แล้วคิดอยากจะเติมความหวานให้แก่กัน หรืออยากมีภาพสถาปัตยกรรมโบราณสุดคลาสสิก เป็นฉากหลัง เพื่อเอาไว้ประดับในงานวิวาห์ หรืองานมงคลสมรส กรุงเวียนนา คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา แน่นอน!

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

เครดิตภาพบางส่วน การบินไทยจำกัด มหาชน และ ig: eatography