วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กตู่' ยันปรับ ครม.ไร้ปัญหากับใคร ปัดดึง 'วีระศักดิ์' ดีลการเมือง

นายกฯ ยันปรับ ครม.ครั้งนี้ ไม่มีปัญหากับใคร ปฏิเสธดึง "วีระศักดิ์" นั่งร่วมเรือแป๊ะ หวังดีลกับพรรคการเมือง แจง "บิ๊กโด่ง" ยังเป็นสมาชิก คสช. ไม่สน "เพื่อไทย-ปชป." จับมือ บอกเชิญเลย

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.60 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในครั้งนี้ ที่มี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทย เข้ามาร่วมว่า "ผมไม่สนใจว่าใครจะเป็นคนจากพรรคไหน ผมไม่รู้เพราะวันนี้ไม่มีพรรค พามาทำไม่ดีก็กลับไปพักผ่อน เป้าหมายของผมคือต้องการทำให้ประชาชน ที่ผ่านมาก็ทำงานมาด้วยกันอยู่แล้ว ก็เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผมไม่ได้มองหรือดีลการเมืองกับใคร เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง ผมไม่ดีลกับใครทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการแสดงผลงานออกมาให้เห็น ช่วงที่ผ่านมาก็ได้ทำงานร่วมกับคณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลการท่องเที่ยวมาโดยตลอด ก็น่าจะทำงานได้ดี สื่อเองก็ออกมาพูดไม่ใช่หรือว่า อยากเปลี่ยนแปลงบ้าง ทหารไม่ดีบ้าง ก็ลองหมุนดูแล้วกัน ทั้งนี้ผมก็คาดหวังว่าจะดีขึ้น ซึ่งเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไม่ได้มีความเสียหายอะไร ทั้งนี้การปรับ ครม. ไม่มีใครถูกใจทั้งหมด ผมเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก และไม่ใช่เป็นเรื่องของเพื่อน พ้อง น้องพี่ อะไร เป็นคนละเรื่องกัน"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนที่มีการปรับตำแหน่งของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ออกจากตำแหน่ง รมช.กลาโหม นั้น ที่ผ่านมา พล.อ.อุดมเดช ก็ทำงานร่วมกับตนถึง 3 ปีแล้ว ขณะเดียวกันวันนี้ พล.อ.อุดมเดช ก็ยังอยู่ใน คสช.สิ่งสำคัญวันนี้ตนกำลังเน้นไปสู่เรื่องของความปรองดอง ก็มอบหมายให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม มาดูเรื่องของความปรองดอง เป็นหัวหน้าคณะเรื่องความปรองดองในเรื่องของการปฏิรูป นอกจากนี้ในเรื่องของภาคใต้ ในส่วนของ คปต.ส่วนหน้า วันนี้ได้หารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไปแล้วว่าจะมอบหมายให้ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งลงพื้นที่ทำงานในภาคใต้อยู่แล้วรับผิดชอบ

"การวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปลี่ยนตัวจากทหาร ก็ใช้ทหารอีกแล้ว ผมถามว่าถ้าไม่เป็นทหารจะลงไปเดินในภาคใต้ได้หรือไม่ แล้วใครจะกล้าไปเดินร่วมกับเขา ที่ผ่านมา พล.อ.สุรเชษฐ์ ก็เดินลงไปทำงานในพื้นที่ภาคใต้อยู่แล้วเกือบทุกสัปดาห์ ดูแลเรื่องการศึกษาทำให้หลายอย่างมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดี อาจารย์เข้ามารับหน้าที่ดังกล่าว ก็จะได้สานงานต่อจาก พล.อ.อุดมเดช ซึ่งทั้งสองท่านก็เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่แล้ว ซึ่งผมได้พูดกับพล.อ.อุดมเดช ไปก่อนหน้าที่จะมีการปรับ ครม.ก็เข้าใจกันดี ท่านบอกยินดีครับและบอกว่าพร้อมที่จะช่วยทำงาน ซึ่งก็ขอบคุณในการทำงานร่วมกันมา ซึ่งผมก็เห็นว่ารัฐมนตรีทุกคน พูดกับผมเช่นนี้ก่อนหน้าที่จะปรับ ครม.ด้วยซ้ำไป ซึ่งมีหลายรายที่พูดกันไปก่อนความจริง ผมไม่ควรจะพูดกับใครด้วยซ้ำ เพราะเรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของผม" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ยืนยันอีกครั้งว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.เกษตรฯ ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ที่ผ่านมาทำงานหลายอย่างในเชิงโครงสร้าง หลายอย่างมีการปรับรูปแบบในการทำงาน หลายอย่างเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร ซึ่งมีโครงการหลักในหลายโครงการ มีการเปลี่ยนแปลง มีรายได้เพิ่มเติม แต่สิ่งที่มีความจำเป็นวันนี้ คือ เราจะต้องเพิ่มเติมในระยะที่ 2 ตนก็อยากได้คนใหม่มาทำงานบ้าง ขณะเดียวกันนโยบายเดิมที่ทำไว้ ก็ต้องทำต่อไป ซึ่งเราทำในเชิงโครงสร้างของกรอบใหญ่ไปแล้ว

"อยากได้คนใหม่ๆ หัวใสมาทำต่อ และไม่ว่าจะอย่างไร พล.อ.ฉัตรชัย ก็อยู่กับผมอยู่แล้ว ผมก็สามารถที่จะสอบถามติดตามเรื่องต่างๆ ได้ทั้งหมด ไม่ต้องกังวล ยืนยันไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น อย่างที่บอกกับใครก็ไม่ถูกใจสื่อทั้งสิ้น ยืนยันไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น อย่างที่บอกกับใครก็ไม่ถูกใจสื่อทั้งสิ้น ความมุ่งหมายในการปรับ ครม.ทั้งหมดนั้นคือต้องการคนใหม่เข้ามา เพื่อให้เกิดภาพของการเปลี่ยนแปลง ประชาชนรับรู้และรับทราบว่าการปรับ ครม.ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสิ่งสำคัญอยู่ที่รัฐบาล นายกรัฐมนตรีที่จะขับเคลื่อน ดังนั้นไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ต้องขับเคลื่อนโดยนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องรอบรู้มีวิสัยทัศน์สามารถทนและอดทนต่อคำติฉินนินทา ซึ่งผมก็ยังมีอยู่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ใครจะว่าอะไรผมก็ต้องทำ เพราะนี่คือบ้านเมือง เป็นประเทศไทยของผมและทุกคนก็ต้องอดทน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า มองอย่างไรกับการที่ 2 พรรคใหญ่ อย่าง ประชาธิปัตย์ กับเพื่อไทย บอกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะจับมือกันทางการเมือง โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เป็นเรื่องของเขา ผมไม่สนใจว่าใครจะร่วมกับใครก็เชิญ ผมไม่เกี่ยวข้องเพราะผมจะทำงานให้ประเทศของผม เรื่องอื่นค่อยว่ากัน"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ติงผู้สื่อข่าวหลังให้ตั้งคำถามต่อ แต่กลับไม่มีคำถามใดๆ โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ตกลงผมต้องยอมสื่อทั้งหมดหรือ ไม่ให้สัมภาษณ์ก็ไม่ได้ พอจะให้สัมภาษณ์ต่อก็บอกว่าเดี๋ยวข่าวออกไม่ทัน สรุปหากินกับผมอย่างเดียว แล้วไม่สงสารผมบ้างหรือที่พูดจนเหนื่อย แล้วทีเมื่อคืนวันที่ 27 พ.ย.ก็ออกข่าวกันเสียงแจ๋วๆ ว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน มีเจตนาอย่างไรผมไม่รู้ ขอให้กลับไปคิดมาใหม่"