วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สปส. ยังไม่ขยายเก็บเงินสมทบเพิ่มเป็น 1,000 รอสรุปผลประชาพิจารณ์

นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม

สปส. ยันยังไม่เก็บเพิ่มเงินสมทบผู้ประกันตน 1,000 บาท กับขยายอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี หลังเปิดเวทีประชาพิจารณ์ครบ 12 ครั้ง เร่งทำความเข้าใจประชาชนก่อนเดินหน้า ปฏิรูประบบบำนาญชราภาพให้เหมาะสม ด้านสภาองค์การลูกจ้าง ออกตัวหนุนแนวคิด สปส. อ้างเงินบำนาญชราภาพ 2,000 บาท ไม่พอยาไส้ ซื้อกินได้แค่บะหมี่สำเร็จรูป    

กรณีสำนักงานประกันสังคม มีแนวคิดขยายอายุเกษียณเป็น 60 ปี และเล็งเก็บเงินสมทบผู้ประกันตนเพิ่มเป็น 1,000 บาท โดยเปิดเวทีรับฟังความเห็น 12 ครั้งทั่วประเทศตั้งแต่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้ถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาเบรกเก็บเพิ่มเงินสมทบไปก่อนหน้านี้นั้น

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้จัดเสวนารับฟังความคิดเห็นการปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคม ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากจัดครั้งแรกใน กทม. เมื่อวันที่ 31 ส.ค. และได้เวียนจัดเวทีในส่วนภูมิภาค 10 ครั้ง ก่อนวนกลับมาเปิดเวทีสุดท้ายเพื่อนำความเห็นของผู้ร่วมประชุมทั่วประเทศ ถึงแนวทางการปฏิรูประบบบำนาญ ขยายอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และขยายเพดานเงินเดือนที่ใช้ในการคำนวณยอดเงินสมทบ เพื่อให้เงินบำนาญของผู้ประกันตน เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในวัยเกษียณ

 กล่าวว่า จะมีการรวบรวมความเห็นทั้ง 12 ครั้ง เสนอคณะอนุกรรมการสิทธิประโยชน์ และสำนักงานประกันสังคมจะนำมาสรุปวิเคราะห์ ว่า เห็นด้วยเพราะอะไร ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ข้อเสนอแนะใหม่คืออะไร อะไรทำได้ อะไรที่ต้องรอ ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน

ประเด็นใหญ่คือการขยายอายุบำนาญชราภาพจากอายุ 55 เป็นอายุ 60 ปี กับเรื่องการขยายเพดานส่งเงินสมทบจากเพดานเงินเดือน 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท ส่งสมทบสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ต้องบอกว่าไม่มีใครเห็นด้วย 100 % ส่วนขยายการส่งเงินสมทบมีคนเห็นด้วยมากกว่า แต่ สปส. ไม่ทิ้งความเห็นของคนที่ไม่เห็นด้วย แม้เป็นเรื่องที่ทำได้เร็ว แต่จะไม่รีบ เพราะจะต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจก่อน

ด้าน นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์กรลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สปส. มีแนวทางขยายอายุรับบำนาญจาก 55 ปีเป็น 60 ปี และเตรียมจะปรับเงินสมทบเพิ่มขึ้น แต่มีคนคัดค้าน ทั้งที่หากศึกษาจะพบว่าเป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนในระยะยาว การเพิ่มฐานเงินเดือนในการเก็บเงินสมทบ 5% จาก 15,000 บาท ไปเป็น 20,000 บาท เมื่อคิดอัตราแล้วเก็บเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท แต่จะทำให้ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น ตนอยากให้เก็บ 1,500 บาทด้วยซ้ำไป เพราะจะทำให้เงินรายเดือนที่จะได้ตอนเกษียณเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้บำนาญชราภาพขั้นต่ำ อยู่ที่เดือนละ 2,000 บาท เงินแค่นี้ กินได้แค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

นนายอารักษ์ พรหมณี อดีตที่ปรึกษา รมว.แรงงาน ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิระบบบำนาญ กล่าวว่า ผู้ที่จะรับเงินบำนาญ จะต้องจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือนหรือ 15 ปี และมีอายุ 55 ปี แต่ในกรณีหากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ถึง 15 ปี ก็สามารถรับเป็นเงินบำเหน็จ ซึ่งก็คือ เงินในส่วนที่ผู้ประกันตนออมไว้ หรือที่เรียกว่า การคืนเงินสมทบสะสม แต่ก็มีคนบอกว่าต้องเรียกว่าเงินบำเหน็จ สุดท้ายตอนนี้ก็เกิดคำถามว่า ทำไมไม่เปิดให้ผู้ประกันตนเลือกว่า จะรับเงินบำเหน็จ หรือบำนาญ ส่วนกรณีที่ประกันสังคมสร้างเงื่อนไขการรับเงินบำเหน็จและบำนาญ ก็เพราะโดยหลักกฎหมายต้องการให้เกิดการออมเงินขึ้น เพื่อไว้ใช้ยามเกษียณ

“ไทยมีผู้สูงอายุเป็นลำดับ 2 ในอาเซียน เป็นลำดับ 3 ในเอเชีย ในปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ จะมีคนสูงอายุมากถึง 20% จะเห็นว่า ตั้งแต่ปี 2554 ประชากรสูงอายุอยู่คนเดียวตามลำพังมากขึ้น พึ่งพาลูกหลานน้อยลง คนสูงอายุทำงานมากขึ้น ทุกวันนี้ใน จ.เชียงใหม่ มีคนญี่ปุ่นมาอยู่ 3–4 พันคน เพราะค่าใช้จ่ายน้อยกว่าบ้านเขา ส่วนคนไทย สปส. ก็ต้องดูว่าทำอย่างไร ให้เงินบำนาญชราภาพเพียงพอ ต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณ” นายอารักษ์ กล่าว.