วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภาษีบุหรี่พ่นพิษขู่ปิดตำนานโรงงานยาสูบ รายได้ส่งคลังปี 61 วูบ 50%

โรงงานยาสูบแจงภาษีสรรพสามิตใหม่ ส่งผลให้รายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ลดลง เพราะบุหรี่ต่างประเทศใช้วิธีลดราคาขายลงมาเท่าราคาบุหรี่ไทย ทำส่วนแบ่งการตลาดลดวูบในชั่วพริบตา ปี 61 รายได้ที่นำส่งรัฐสูญหายไป 50% และอาจไม่มีรายได้อีกเลย อาจต้องพับแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในปี 63

นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สรรพสามิต พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ก.ย. จนถึงขณะนี้ทำให้มาร์เกตแชร์ (ส่วนแบ่งการตลาด) ของโรงงานยาสูบลดลงจาก 80% มาอยู่ที่ 65% ขณะที่ยอดขายบุหรี่ต่างประเทศมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 34% ภายในเวลา 1 เดือนเศษๆเท่านั้น เนื่องจากโครงสร้างของอัตราภาษียาสูบใหม่เป็นช่องทางให้บุหรี่ต่างประเทศ สามารถลดราคาขายลงมาต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้บุหรี่ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบ มียอดจำหน่ายลดลง ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากโรงงานยาสูบ

นางสาวดาวน้อยกล่าวว่า คาดว่าปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากเงินนำส่งรัฐในรูปแบบภาษีต่างๆ จากโรงงานยาสูบ 12,725 ล้านบาท ได้แก่ รายได้ที่โรงงานยาสูบนำส่งรัฐ ค่าแสตมป์ยาสูบ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น (กระทรวงมหาดไทย) ภาษีเงินได้ชำระแทนผู้ประกอบการค้า และภาษีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยปีงบประมาณ 2560 โรงงานยาสูบ มีรายได้นำส่งกระทรวงการคลัง 9,000 ล้านบาท คาดว่า ปีงบประมาณ 2561 จะลดลง 50% จนในที่สุดจะไม่มีรายได้นำส่งให้อีกเลย เพราะปริมาณการผลิตบุหรี่ลดลง

“ยอดการผลิตบุหรี่ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 28,000 ล้านมวน ปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 17,000 ล้านมวน ปี 2563 จะลดเหลือ 8,500 ล้านมวน ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการลงทุนก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ ที่ตั้งเป้าเปิดกิจการปี 2563”

ขณะเดียวกัน ผลพวงจากการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ ทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ เนื่องจากมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจยาสูบ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ 20,000 ครัวเรือน ที่สูญเสียรายได้จากความต้องการใบยาสูบลดลง รวมไปถึงประชาชน และร้านค้ายาสูบทั่วประเทศ 500,000 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น จึงขอเสนอให้กระทรวงการคลัง แก้ไข พ.ร.บ.สรรพสามิตให้เป็นธรรมมากกว่านี้ และให้กรมสรรพสามิตเรียกผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ มาตกลงเรื่องราคาจำหน่ายอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ฉบับใหม่ เปลี่ยนจากเดิมที่เคยเก็บภาษี 9 เท่าของราคาสำแดงนำเข้า (CIF) หรือราคาหน้าโรงงานมาเป็นการคำนวณฐานภาษี จากปริมาณและมูลค่าราคาขายปลีกแนะนำแทน ทำให้เกิดช่องว่างให้บุหรี่ต่างชาตินำเข้าบางยี่ห้อปรับลดราคาขายลง หรือ “ดัพม์ราคา” ได้ เนื่องจากมีภาระภาษีที่ลดลง เช่น บุหรี่ตรา L&M ขนาด 7.1 จากเดิมมีภาระภาษีสรรพสามิต 45 บาทต่อซอง ราคาใหม่มีภาระภาษีเหลือเพียง 35.21 บาท หรือลดลง 21.76% ทำให้ราคาขายปลีกลดลงจาก 72 บาทต่อซอง เหลือเพียง 60 บาทต่อซอง

นางสาวดาวน้อยกล่าวว่า กฎหมายใหม่ มีช่องโหว่เปิดทางให้เอกชนรายใหญ่จากต่างชาติ บริหารต้นทุนกำไร โดยนำภาระภาษีที่ถูกลง จากแบรนด์พรีเมียม จากยี่ห้อมาร์โบโร่ (Marlboro) ซึ่งเป็นบุหรี่ในเครือข่ายของตนเองมาชดเชยให้กับยี่ห้อแอลแอนด์เอ็ม (L&M) ทำให้ บุหรี่ยี่ห้อแอลแอนด์เอ็ม จึงขายปลีกในราคาเดียวกับบุหรี่ของโรงงานยาสูบ ซึ่งนอกจากบุหรี่ยี่ห้อแอลแอนด์เอ็มแล้ว ยังมีบุหรี่ Winston (วินส์ตัน) ที่มีพฤติกรรมเดียวกัน ขณะที่บุหรี่ของโรงงานยาสูบทุกยี่ห้อ ต้องปรับราคาตามภาษีใหม่

“บุหรี่ไทยของโรงงานยาสูบ มีภาระภาษีมากขึ้นทุกยี่ห้อ เช่น กรองทิพย์ จากเดิมมีภาษี 53.82 บาทต่อซอง ก็เพิ่มขึ้นเป็น 59.51 บาทต่อซอง ส่งผลให้ราคาขายปลีกแพงขึ้น จากซองละ 86 บาท เป็นซองละ 95 บาท”.