วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯตู่อารมณ์บูด ตะคอกใส่ชาวประมง

ตัวแทนยางบุกรร. ฝ่าด่านยื่นถาม6ข้อ

“บิ๊กตู่” ขนคณะลงพื้นที่ปัตตานี วางมาตรการ รปภ.เข้มข้น ใช้รถกันกระสุน แถมตั้งจุดตรวจถี่ยิบ อ้อนคนใต้อย่าเกลียด “บิ๊กป้อม”-ทหาร ย้ำแก้ปัญหาราคายางเต็มที่ถ้ากินได้กินไปแล้ว นอตหลุดตะคอกชาวประมงมาเสียงดังใส่ อารมณ์บูดซ้ำตามงานไม่คืบหน้า ส่วนบรรยากาศที่ทำเนียบหงอย กลุ่มอกหัก “ธนะศักดิ์-ณรงค์-ออมสิน” ขนของกลับเกลี้ยง “บิ๊กฉัตร-สุวพันธุ์” ส่งคนดูลาดเลาห้องทำงาน “บิ๊กโย่ง-บิ๊กอู๋” ฟิตจัดพร้อมลุยงานใหม่ “จุติ” โดดหนีข้อเสนอผนึก 2 พรรคใหญ่ เหน็บไม่เล่นด้วยถ้า พท.ให้ “โอ๊ค” นั่งหัวหน้า “มาร์ค” สำทับอุดมการณ์ต้องตรงกัน “นิพิฏฐ์” เสียงอ่อยแค่คณิตศาสตร์การเมือง พท.เซ็งพวกจ้องรับใช้เผด็จการ “เต้น” บอกยังไม่ต้องรีบเปิดหน้าไพ่ ให้ถามประชาชนก่อนว่าเอาไหม

แม้การปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 5” จะถูกฝ่ายการเมืองและภาคสังคมรุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังคงเดินแต้มทางการเมืองต่อ ล่าสุด นำคณะลงพื้นที่ จ.ปัตตานี และจัดประชุม ครม.สัญจรที่ จ.สงขลา

“บิ๊กตู่” นั่งรถกันกระสุนลุยปัตตานี

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 27 พ.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบินที่ 6 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และเลขาธิการ คสช. เดินทางด้วยเครื่องบินซี 130 ตรวจราชการที่ จ.ปัตตานี เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาประชาชน ติดตามความก้าวหน้าโครงการตามนโยบายรัฐบาล โดยนายกฯ และคณะลงเครื่องที่สนามบินกองบิน 56 จ.สงขลา ก่อนเดินทางโดยรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียน 5 กจ 2203 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์กันกระสุนไปยังตลาดกลางปศุสัตว์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

รปภ.เข้มตั้งจุดตรวจกันถี่ยิบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กำหนดการเดิมนายกฯ และคณะ ต้องลงเครื่องที่สนามบินบ่อทอง (กองกำลัง ทางอากาศเฉพาะกิจที่ 9) จ.ปัตตานี แต่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย และมีน้ำท่วมลานบินสนามบินบ่อทองจึงต้องเปลี่ยนแผน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังตั้งจุดตรวจเข้มรถยนต์ทุกคัน และบุคคลต้องสงสัย ถึงขั้นห้ามนำร่มเข้าไปในงานป้องกันผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ ตลอดเส้นทางมีตำรวจประจำทุก 10 เมตร และทุก 100 เมตรจะมีรถฮัมวีพร้อมเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวัง

อ้อนอย่าเกลียด “บิ๊กป้อม”-ทหาร

ต่อมานายกฯ และคณะเดินทางถึงตลาดกลางปศุสัตว์จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประชาชนมาต้อนรับกว่า 2,000 คน มีการแสดงทางวัฒนธรรมชุด “ระบำลังกาสุกะ” พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นกล่าวบนเวทีระหว่างทำพิธีเปิดป้ายตลาดกลางปศุสัตว์ฯ ว่า วันนี้มาทำความเข้าใจนโยบายรัฐบาล ไม่ได้มาหาเสียง พร้อมกล่าวแนะนำตัวรัฐมนตรีที่ร่วมคณะมา พอมาถึง พล.อ.ประวิตร นายกฯกล่าวว่า งานความมั่นคงดีขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปเศรษฐกิจจะตามมา ขออย่าไปเกลียดท่านเลย บ้านเมืองจะได้มีแต่คนดีๆ อย่ารังเกียจทหาร ตั้งแต่ทหารเข้ามามีการพัฒนาขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าเชื้อชาติไหนเลือดเราสีเดียวกัน เป็นคนไทยทั้งสิ้น ขออย่าให้ใครมาแบ่งแยกขัดแย้งกันอีก ส่วนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าคิดแต่เตรียมการเลือกตั้ง ขอให้ทำเพื่อประชาชนก่อน หากท้องถิ่นอยากอยู่ต่อต้องช่วยกันทำ การเดินหน้าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของท่าน แต่ขอให้เลือกคนมีวิสัยทัศน์ ทำงานสุจริต อย่าเลือกแต่คนที่สัญญา เพราะอาจทำได้แต่ผิดกฎหมาย หรือกระทบต่องบฯประเทศได้

แก้ปัญหายางพาราทำเต็มที่แล้ว

นายกฯกล่าวว่า วันนี้มีปัญหามากที่เข้ามาแทรกแซง จริงบ้างไม่จริงบ้าง คนใต้สนใจการเมือง แต่ต้องคิดเรื่องการบ้านไปพร้อมๆด้วย อย่างปัญหายางพารายืนยันแก้ปัญหาเต็มที่ ไม่เคยบิดเบือนเพื่อให้ตัวเองรอด ถ้าทำแล้วประชาชนได้อะไร แต่ขอให้เข้าใจการแก้ปัญหาต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าออกมาเดินประท้วง “ปล่อยให้ตูนเขาวิ่งไปเถอะ เดี๋ยวจะผิดกฎหมายอีก” รัฐบาลกำลังหาทางแก้ปัญหาตรวจสอบยางในสต๊อก เพิ่มการใช้ในประเทศให้ได้แสนตันเร็วที่สุด ให้ทุกกระทรวงไปหาแนวทางใช้ยาง หากไม่ทำถือว่าไม่ปฏิบัติตามนโยบายนายกฯ และอยากให้ทุกบ้านปลูกมะพร้าวเพราะวันนี้เราผลิตไม่พอ บางสวนเลิกทำปล่อยมะพร้าวร่วงลงดิน เกิดปัญหาหนอนหัวดำ สั่งการให้ตรวจสอบบ้านใดเป็นต้นกำเนิดหนอนหัวดำ จะสั่งปรับ ดูแลสวนด้วย

ตะคอกใส่ชาวประมงเสียงดัง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนท้ายว่า คนใต้น่ารัก ยิ้มได้เมื่อภัยมา แต่ตนไม่ใช่ภัยของท่าน ขอให้คิดถึงบ้างวันละนิดก็พอ จากนั้นนายกฯ เดินลงไปพบปะพูดคุยกับประชาชน ระหว่างนั้นนายภรัณยู เจริญ อายุ 34 ปี ชาวประมงจังหวัดปัตตานี เข้ามาพูดคุยถึงปัญหาประมง อยากให้แก้ไขกฎระเบียบที่กำหนดให้ชาวประมงออกเรือทำประมงได้ 220 วันต่อปี ถือว่าน้อยเกินไป ทำให้ผู้ประกอบอาชีพประมงประสบภาวะขาดทุน ขอให้แก้กฎหมายเพิ่มวันออกเรือ แต่ระหว่างอธิบายได้พูดเสียงดังเพราะต้องแข่งกับเครื่องขยายเสียง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่พอใจตวาดใส่ว่า พูดจาดีๆ ไม่ใช่มาขึ้นเสียงกดดัน รัฐบาลพร้อมรับฟังปัญหา กำลังดำเนินการอยู่ แต่คำนึงถึงภาคประมงทั่วประเทศและโลกด้วย ไม่ใช่แก้ปัญหาของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น จนทำให้ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องรีบเข้าไปคุยพร้อมแนะนำให้ยื่นเรื่องที่ศูนย์ดำรงธรรม

อารมณ์บูดต่อเนื่องงานไม่คืบ

จากนั้นนายกฯเดินทางมาที่พื้นที่เกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปโรงงานน้ำมันปาล์ม ที่บริษัท ปาล์มพัฒนาชายแดนใต้ ต.บางเขา อ.หนองจิก ติดตามโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน หลังจากรับฟังบรรยายสรุปแล้ว นายกฯ กล่าวว่า 3 ปีผ่านมาความคืบหน้าหลายอย่างช้าเกินไป จากนี้ไปให้ทุกฝ่ายเร่งรัดให้งานคืบหน้าทุกด้าน ต้องกระจายการพัฒนาไปถึงประชาชน เช่น การพัฒนาปศุสัตว์ต้องจัดหาพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ที่มีคุณภาพให้ประชาชน ให้หน่วยงานราชการวางแผนร่วมกับเกษตร เพื่อกำหนดพื้นที่การเพาะปลูกให้เหมาะสม ลดการนำเข้าแต่ต้องไม่ให้สินค้าล้นตลาด จากนั้นนายกฯ เดินเยี่ยมชมนิทรรศการ พร้อมสอบถามรายละเอียดในแต่ละจุดด้วยน้ำเสียงเข้มและเสียงดัง เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์อารมณ์ไม่ค่อยดี

บอกถ้ากินยางได้กินไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายกฯ เดินเยี่ยมชมมาถึงบูธธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่เตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมที่มีรายได้น้อย เช่น สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อพี่น้องมุสลิม และมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกระดับ ที่เตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา วันที่ 28 พ.ย. ด้วย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้ำว่า การช่วยเหลือต้องมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ไม่ใช่ช่วยเหลือแล้วสูญเปล่า แต่ช่วยแล้วต้องสร้างความเข้มแข็ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ในบูธได้มอบเสื้อปาเต๊ะให้นายกฯ เป็นที่ระลึก นายกฯ จึงพูดหยอกล้อว่า “ใส่แล้วจะหนุ่มขึ้นไหม” รัฐบาลคิด รัฐบาลรู้ รัฐบาลพูด แต่ถ้าไม่ร่วมมือก็ไปไม่ได้ หวังรับจากรัฐอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรวมกลุ่มกันพร้อมกล่าวติดตลกว่า “ทุกวันนี้แก้ปัญหายางพาราอยู่ ถ้ากินได้กินไปแล้ว ต้องขอโทษด้วยที่พูดเสียงดังบ้าง”

ย้ำแม้ความเห็นต่างต้องรับฟัง

กระทั่งเวลา 15.30 น. พล.อ.ประยุทธ์และคณะ เดินทางไปประชุมติดตามงานด้านความมั่นคงและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการพบปะผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ที่กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยนายกฯ กล่าวก่อนประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องใช้ความมั่นคงและพัฒนา ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ประสบความสำเร็จ แม้ความเห็นต่างก็ต้องรับฟัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กำหนดการลงพื้นที่ จ.ปัตตานี ล่าช้ากว่ากำหนดเกือบ 3 ชั่วโมง ทำให้ต้องตัดบางรายการออกไป เช่น การสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระสุริโยทัย และทันทีที่เสร็จสิ้นการประชุมความมั่นคง นายกฯ นำคณะเดินทางไปยังสนามบินบ่อทอง ขึ้นเครื่องบินซี-130 ไปยังท่าอากาศยานทหารกองบิน 56 จ.สงขลา เพื่อเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดภาคใต้และชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมบีพี สมิหลา บีช

ชาวสวนยางบุกยื่นคำถามนายกฯ

ต่อมาเวลา 17.30 น. ที่โรงแรมบีพี สมิหลาบีช จ.สงขลา ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นประธานการประชุมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กรอ.) นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ตัวแทนชาวสวนยาง จ.สงขลา 4 อำเภอเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกฯ เป็น 6 คำถามถึงปัญหายางพาราตกต่ำ อาทิ 1.นายกฯ รู้จัก 5 เสือวงการยางหรือไม่ 2.รู้หรือไม่ว่าชาวสวนยางเดือดร้อนอยู่ขณะนี้ 3.พอใจการทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลหรือไม่ 4.มีแนวทางแก้ไขปัญหายางทั้งระบบหรือไม่ 5.คิดว่าราคายางที่เป็นธรรมและเหมาะสมควรเป็นกิโลกรัมละเท่าไหร่ และ 6.นายกฯ รักเมตตา สงสารชาวสวนยางหรือไม่ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่ให้เข้ายื่นหนังสือกับนายกฯ ขอให้ยื่นผ่านเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ดำรงค์ธรรม จ.สงขลา พร้อมกับตำหนิเจ้าหน้าที่ด้วยว่าปล่อยให้ตัวแทนชาวสวนยางบุกเข้ามาได้อย่างไร

แย้มมี รมต.ร่วมสัญจร 14 คน

ช่วงเย็นที่โรงแรมบีพี สมิหลาบีช จ.สงขลา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา จะมีรัฐมนตรีมาร่วมประชุมประมาณ 14 คน เพราะมีบางคนลาและติดภารกิจต่างประเทศ แต่ถือว่าครบองค์ประชุม ตามระเบียบข้อบังคับการประชุม ครม. ดังนั้นสามารถพิจารณาเห็นชอบและอนุมัติ วาระการประชุมได้ตามปกติ

มึนแก้ปัญหาอควาเรียมไม่ตก

ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเพื่อแก้ปัญหาโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียมที่ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 10 ปีแต่ยังไม่เสร็จ นพ.ธีระเกียรติกล่าวว่า เรื่องนี้องคมนตรีให้มาดูว่าเกิดอะไรขึ้น และนายกฯย้ำว่าเรื่องนี้ต้องจบ แต่ยังมืดแปดด้านไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะจากการสอบถามพบว่าไม่มีอะไรมารองรับ มีเพียงไอเดียและงบฯที่ขอแต่ละครั้ง ทำไปเรื่อยๆ ดังนั้นหากเสนอเรื่องนี้เข้า ครม. คงต้องให้ถอนเรื่องออก และเริ่มกระบวนการหาความจริง รวมทั้งหาแนวทางว่าจะเดินต่อไปอย่างไร ต้องดูว่าตามกฎหมายแล้วทำได้หรือไม่

บรรยากาศที่ทำเนียบหงอย

สำหรับบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นไปด้วยความเงียบเหงา เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์นำคณะเดินทางไปประชุม ครม.สัญจรปัตตานี-สงขลา ขณะที่รัฐมนตรีที่ถูกปรับพ้นจากตำแหน่งไป อาทิ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย อดีตรองนายกฯ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีต รมต.สำนักนายกฯ และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมต.สำนักนายกฯ ที่ถูกปรับย้ายไปเป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ให้ทีมงานขนของใช้และสัมภาระออกจากห้องทำงานตั้งแต่ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ส่วนรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่ ยังไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่เพราะยังไม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนทำหน้าที่ แต่มีทีมงานของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ขนข้าวของบางส่วน เช่น พระพุทธรูป เข้ามายังตึกบัญชาการ คาดว่าจะใช้ห้องทำงานเดิมของนายออมสิน และเป็นห้องทำงานที่นายสุวพันธุ์ เคยใช้มาก่อน ส่วนนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯอีกคน คาดว่าจะใช้ห้องทำงานของนายสุวิทย์ ส่วน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ จะใช้ห้องทำงานของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ทั้งนี้ นายกฯมีกำหนดการนำ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 30 พ.ย. หลังจากเข้าเฝ้าฯแล้วทั้งหมดจะกลับมาถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกที่ทำเนียบรัฐบาล

“บิ๊กโย่ง-บิ๊กอู๋” พร้อมลุยงานใหม่

ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บรรยากาศยังเป็นไปด้วยความหงอยเหงา ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างต่างมีสีหน้าเศร้า โดยเฉพาะอาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ชั้น 9 ซึ่งเป็นห้องทำงานของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว คณะทำงานทยอยเก็บของต่อเนื่อง ขณะที่ทีมงานของ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พัฒนาสังคมฯคนใหม่ ได้มาสำรวจห้องทำงาน และทยอยนำสิ่งของบางส่วนมาไว้

ที่กระทรวงแรงงาน นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการนำทีมข้าราชการเข้าพบ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงานว่า ได้บรรยายสรุปยุทธศาสตร์ของกระทรวงแรงงาน และพร้อมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์หลักทันที อาทิ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว การส่งเสริมคนไทยให้มีงานทำอย่างยั่งยืน การสร้างมาตรฐานการจ้างงาน และการจัดการฐานข้อมูลให้เป็นฐานเดียวกัน (Big data) โดยจะมีการวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ มอบนโยบายแก่ส่วนราชการในสังกัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ

“จุติ” เหน็บไม่เล่นด้วยกับ “โอ๊ค”

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุติไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า สองพรรคใหญ่ต้องจับมือกันเพื่อสกัดนายกฯคนนอกว่า ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว คิดว่ายังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่พรรคการเมืองจะมาตกลง หรือนำเสนอประเด็นลักษณะนี้ การพูดของนายนิพิฏฐ์ไม่ทำให้มีปัญหาอะไรในพรรค เพราะคนในพรรคมีความคิดหลากหลาย เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่สองพรรคใหญ่จะจับมือกัน นายจุติตอบว่า ไม่สามารถพูดได้ตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีนโยบายอย่างไร ยังกอดคนเผาบ้านเผาเมืองไว้หรือไม่ จะมีใครเป็นหัวหน้าพรรค ถ้าเป็นนายพานทองแท้ ชินวัตร คงรับไม่ได้ เวลานี้ประเทศไทยต้องการคนเก่งและคนดีมาทำงาน อย่าไปเกี่ยงอะไรกันทุกอย่างอยู่ที่กติกา ต้องช่วยกันทำการเมืองให้สะอาด ทำให้คนยอมรับอาชีพนักการเมืองมากขึ้น จะได้มีคนดีคนเก่งหน้าใหม่เข้ามา

จี้ “ครม.บิ๊กตู่ 5” แก้สินค้าเกษตร

นายจุติกล่าวต่อว่า ขณะนี้เมื่อมีการปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 แล้ว สิ่งที่นักการเมืองควรทำคือ 1. เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตร เพราะปลายเดือน ธ.ค.นี้ ข้าวก็จะออกสู่ตลาดแล้ว 2. ปัญหาเฉพาะหน้า คือเสนอการแก้ไขปัญหาราคายางพารา หลังจากเปลี่ยนแปลง รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.พาณิชย์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 3. อยากเห็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปรับกลยุทธ์ด้านพืชผลการเกษตร 4. รัฐบาลควรปฏิรูประบบราชการ ตามที่ประกาศไว้เมื่อ 3 ปีก่อนและ 5. ใช้โอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นำร่องให้ประชาชน นำผลิตผลการเกษตรมาจัดกระเช้าของขวัญให้กัน

“นิพิฏฐ์” แจง “มาร์ค” แล้วเข้าใจดี

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งว่า ต้องมีเสียงจากสมาชิกรัฐสภา 375 คน คือทั้งจาก ส.ส. และ ส.ว. แต่ในสภาผู้แทนราษฎรต้องมี 250 คนขึ้นไป หากไม่พึ่งเสียง ส.ว. 250 คน ดังนั้นพรรคใหญ่ต้องรวมตัวกัน เป็นเรื่องของคณิตศาสตร์การเมือง จึงจะทำให้นายกฯคนนอกเข้ามาไม่ได้ในวงเสวนาเมื่อวันที่ 26 พ.ย. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ไม่ปิดกั้นประเด็นนี้ แต่ยังเห็นว่าแนวทางนี้เกิดขึ้นยาก เพราะจุดยืนสองพรรคแตกต่างกันมาก ทางออกที่ดีที่สุดคือ ส.ว. 250 คน ที่ คสช.แต่งตั้ง อย่าเป็นตัวแปรทางอำนาจให้ คสช. ขอให้เป็นตัวเติมเต็มให้กับความต้องการของประชาชน ไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤติการเมือง หลังจากมีข่าวออกมาได้พูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ท่านเข้าใจแนวคิดว่าต้องการสื่อสารให้ประชาชนรับทราบปัญหาล่วงหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“อภิสิทธิ์” ลั่นอุดมการณ์ต้องตรงกัน

ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งข้อความผ่านไลน์ออฟฟิเชียลส่วนตัวว่า แสดงความเห็นความห่วงใยกันมาเยอะกรณีการเข้าร่วมเสวนาของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ทุกคนในพรรครวมทั้งคุณนิพิฏฐ์ ยืนยันตรงกันว่าอุดมการณ์ไม่ตรงกันก็ร่วมกันไม่ได้ สิ่งที่พูดเป็นการตอบคำถามสมมติ ซึ่งทางคณิตศาสตร์ก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ขอบคุณทุกท่านที่สะท้อนความรู้สึกมา

พท.เซ็งพวกจ้องรับใช้เผด็จการ

ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอให้สองพรรคใหญ่จับมือกันป้องกันการสืบทอดอำนาจ ว่า โดยหลักการ ฝ่ายประชาธิปไตยคือ พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องเคารพเสียงประชาชนที่เลือกมา เรามีเสียงทั้งหมด 500 เสียง ก็ควรร่วมมือกัน เพื่อให้ได้นายกฯคนที่ประชาชนเลือก พรรคไหนได้เสียงข้างมากก็ควรได้เป็นนายกฯ แต่หากยังมีพรรคที่เห็นแก่ตัวเองคอยรับใช้เผด็จการ ก็จะได้นายกฯคนนอก ถ้า 500 คนไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีโอกาสที่จะได้นายกฯคนนอก ดังนั้น ทุกพรรคต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย เห็นด้วยในหลักการที่พรรคการเมืองต้องรวมกันสกัดกั้นนายกฯคนนอก แน่นอนว่าอาจมีพรรคการเมืองที่แตกแยกออกไปสนับสนุนฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็ต้องคอยติดตามดูกัน

“เต้น” บอกไม่ต้องรีบเปิดหน้าไพ่

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ประเด็นการจับมือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์นั้น ยังไม่มีอะไรมากไปกว่าการปรารภและแสดงความคิดเห็นของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กับนายจาตุรนต์ ฉายแสง ทั้ง 2 คน ยืนยันว่าเป็นท่าทีส่วนบุคคล ไม่ได้ยึดโยงเป็นมติพรรคคิดว่าเป็นเรื่องที่ใครก็พูดถึงได้ และไม่จำเป็นต้องรีบมีข้อสรุปว่าจะเอาอย่างไร เพราะขนาดผู้มีอำนาจลงมือร่างกติกา ตลอดจนดำเนินการต่างๆ แม้กระทั่งคำถาม 6 ข้อ ที่ชัดจนหลายฝ่ายเชื่อว่ามีหวยล็อกนายกฯคนนอกสืบทอดอำนาจแน่ๆ แต่ถามเท่าไหร่ก็ไม่มีใครยอมรับหรือไม่มีการปฏิเสธแบบฟันธงตรงไปตรงมา เท่ากับว่าเขาเก็บไพ่ทุกใบไว้เล่น จึงไม่เห็นประโยชน์ที่ฝ่ายการเมืองจะรีบทิ้งไพ่ ตัดพื้นที่ของตัวเองให้แคบลง ทั้งที่ยังไม่รู้ชัดว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไหร่

ถามประชาชนก่อนว่าเอาไหม

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า ประเด็นนี้ยังไกลเกินกว่าที่ทั้ง 2 พรรคจะให้ความชัดเจน พรรคเพื่อไทยยังไม่รู้จะเจออะไรอีกบ้างก่อนถึงเลือกตั้ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่แน่ว่าจะคุยกันรู้เรื่อง เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ไปไกลถึงขั้นประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ตั้งแต่ไก่โห่ วันนี้แต่ละพรรคพูดชัดๆกับประชาชนก่อนดีกว่าว่าเอาหรือไม่เอานายกฯคนนอก และจะสนับสนุนการสืบทอดอำนาจหรือไม่ เพื่อยืนยันในหลักการประชาธิปไตย ถ้าหลักพื้นฐานยังทำให้ชัดไม่ได้ ก็ไร้ประโยชน์ที่จะพูดเรื่องนี้กันต่อนักการเมืองต้องกล้ายืนแยกแถวให้ชัดระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ใครที่ปากพูดประชาธิปไตยแต่ใจเข้าคิวอยู่กับขบวนสืบทอดอำนาจ ก็ต้องรู้ไว้ด้วยว่าประชาชนจะจับได้ ถ้าเป็นแบบนั้นถึงจับมือกันก็ไม่มีความหมาย

“จ้อน” แนะพรรคใหญ่คิดใหม่

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ยังเร็วไปที่จะตัดสินใจว่าใครจะจับมือกับพรรคไหนต้องรอดูผลการเลือกตั้งว่า เสียงประชาชนสนับสนุนใคร การร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงความสอดคล้องทางนโยบายเป็นสำคัญ ขณะนี้พรรคการเมืองต้องสุขุมในการแสดงท่าที รอเสียงประชาชน เชื่อว่าการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จะเปิดโอกาสให้เเต่ละพรรคนำเสนอบุคคลมาเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก การเลือกตั้งครั้งต่อไปต่างจากอดีต ต้องได้รัฐบาลเพื่อการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลที่นำไปสู่ความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นจะคิดเเค่ว่า คสช.หรือคิดเเค่เผด็จการ เป็นหลักคิดใหญ่คงไม่ได้เเล้ว ต้องมองประเทศกว้างกว่านั้น อดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนที่พรรคใหญ่มีส่วนทำให้เกิดวิกฤติ ต้องมองไปข้างหน้าภายใต้การปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ควรรวมตัวกันตั้งป้อมใดๆ

“มีชัย” ตีมึนไม่เชี่ยวการเมือง

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงท่าทีพรรค การเมืองใหญ่อาจจับมือกันเพื่อต่อต้านนายกฯคนนอก ว่า ไม่มีความรู้เรื่องนั้น ส่วนกฎหมายลูก ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ไม่เกี่ยวกัน การตั้งรัฐบาลอยู่ในรัฐธรรมนูญ ส.ว. 250 คน ตามบทเฉพาะกาล 200 คน บวก 50 คน และ ส.ส.อีก 500 คน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลักการ ถ้าพรรคการเมืองทำให้ประชาชนเห็นดีเห็นงามด้วย ก็ได้เสียงข้างมาก ตนไม่เชี่ยวชาญการเมืองเมื่อถามว่า กรธ.จะทำความเห็นแย้งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ สนช.แก้ไขหลักการเดิม โดยต่ออายุให้ 5 ตุลาการ ที่หมดวาระไปแล้วหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ขอรอเห็นร่างก่อนว่าจะทำอะไรได้บ้าง

“สมชัย” เมิน กรธ.เชียร์มิสยูนิเวิร์ส

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กรธ.ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มายัง กกต.เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ในหนังสือระบุให้ส่งความเห็นกลับไปยัง กรธ.ภายใน 12.00 น. ของวันที่ 27 พ.ย. การดำเนินการลักษณะนี้ทำให้รู้สึกว่าเหมือนเป็นเพียงทำให้ครบขั้นตอนการทำกฎหมายเท่านั้น หาก กรธ. จริงใจจะรับฟังความคิดเห็น ควรยกร่างให้เสร็จ และเปิดรับฟังความเห็นซัก 2 เดือน ไม่ใช่ใช้เวลาเต็มที่ 8 เดือน แล้วอ้างว่ารับฟังความคิดเห็นแล้ว เพราะไม่ได้ฟังจากผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ปฏิบัติจริง ทำให้รู้สึกว่าคนที่มีหน้าที่ร่างกฎหมาย ไม่ได้อยากรับฟังความคิดเห็น มองว่าความเห็นต่างเป็นการโต้แย้ง การรับฟังเป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่ทำเป็นพิธีกรรม ดังนั้น ตนไม่มีความเห็นอะไร เอาเวลาไปเชียร์มิสยูนิเวิร์สน่าจะเป็นประโยชน์กว่า

คสช.กำชับการใช้สื่อออนไลน์

อีกเรื่อง พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. กล่าวว่า ที่ประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. ที่มี พล.อ.สสิน ทองภักดี รองเลขาธิการ คสช. เป็นประธานการประชุม ให้ความสำคัญถึงการใช้สื่อออนไลน์ในการส่งข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้สังคมเกิดการสับสน รวมถึงการชี้แจงข้อมูลการดำเนินงานของรัฐบาลและโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์ให้สังคมรับทราบความคืบหน้า และพิจารณาใช้ประโยชน์จากมาตรการหรือโครงการภาครัฐให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้รองเลขา คสช. กำชับให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 4 (กกล.รส.ทภ.4) อำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัย การประชุม ครม.สัญจรด้วย

มทภ.1 สนองงานรัฐบาล-คสช.

ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานการประชุมและมอบนโยบายให้กับผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงในระดับผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองพัน รวมทั้งรองผอ.รมน.จังหวัดฝ่ายทหาร ทั้ง 26 จังหวัด ในพื้นที่รับผิดชอบ พล.ท.กู้เกียรติ กล่าวมอบแนวทางการปฏิบัติงานในปี 2561 ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงให้ความสำคัญในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ อำนวยความสะดวกในการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช. จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง พร้อมบรรเทาความเดือนร้อนประชาชนในทุกเรื่อง และขอให้ทุกหน่วยดูแลความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชา ในเรื่องกฎระเบียบ วินัย ไม่ให้กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยและกองทัพ