วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มีที่เมืองกาญจน์ ควรค่าเก็บไว้เรียนรู้ หินปล่องภูเขาไฟ ปะปนแร่พลอย-นิล

แหล่งเรียนรู้แห่งเดียวในภาคตะวันตก พบหินปล่องภูเขาไฟ อายุ 3 ล้านกว่าปี พื้นที่อ.บ่อพลอย เมืองกาญจน์ มีแร่นิล พลอย ปะปนจำนวนมาก นักธรณี ชงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการให้เกิดประโยชน์แก่เด็ก-เยาวชนได้เรียนรู้...

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ดร.ปริญญา พุทธาภิบาล อาจารย์ประจำสาขาธรณีศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญ ด้านบรรพชีวินวิทยา และด้านศิลาวิทยา จากประเทศรัสเซีย ได้เก็บตัวอย่างหินบริเวณปล่องภูเขาไฟ พื้นที่หมู่ 1 ต.บ่อพลอย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ภายหลังเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน คณะอาจารย์และนักศึกษาสาขาธรณีศาสตร์ เข้ามาสำรวจแล้วครั้งหนึ่ง พบก้อนหินนั้นมีแร่จำพวกนิล และพลอย ปะปนเป็นจำนวนมาก

ดร.ปริญญา เปิดเผยว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งหินต้นกำเนิดพลอย เกิดจากหินทะลักขึ้นมาจากความลึกของปล่องภูเขาไฟหลายสิบกิโลเมตร จากชั้นที่เป็นเนื้อของโลกได้นำแร่จำพวกพลอย และนิล ขึ้นมาด้วย ซึ่งหินเหล่านี้แข็งตัวขึ้นจากลาวา และบริเวณโซนที่อยู่โดยรอบเป็นโซนของภูเขาไฟที่มีลาวา ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้เพียงแห่งเดียวในภาคตะวันตก หากสามารถสงวนเอาไว้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาควิชาการ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องเข้ามาร่วมกันบูรณาการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กๆ และเยาวชนรวมทั้งนักศึกษา

ทั้งนี้จากการคำนวณตัวอย่างของหินพบว่า มีอายุประมาณ 3,140,000 ปี ส่วนแร่พวก นิล และพลอย ที่ผสมอยู่ในก้อนหินนั้นมีอยู่อีกจำนวนมาก และหากขุดลงไปใต้ดินอาจจะพบต้นกำเนิดของแร่ต่างๆ ที่สำคัญอีกมากมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารเป็นใบ ภบท.5 เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เดิมเป็นของนายกุหลาบ โพธิแสนสุข อายุ 71 ปี ชาว อ.บ่อพลอย ต่อมาเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐ ได้มายึดคืนจำนวนหนึ่งเพื่อนำที่ดินไปใช้เป็นลานจอดรถโครงการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวปล่องภูเขาไฟ โดยเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่งเข้ามาพบนายกุหลาบเพื่อขอซื้อที่ดินนำไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวปล่องภูเขาไฟ โดยเสนอราคาประมาณเกือบสามล้านบาท แต่นายกุหลาบไม่ได้สนใจ ต้องการที่จะสร้างให้เป็นสถานที่เรียนรู้ให้กับนักเรียนนักศึกษา แต่สุดท้ายถูกหน่วยงานรัฐนำป้ายมาปักตรวจยึดคืน จนปัจจุบันเหลือที่ดินเพียง 6 ไร่เท่านั้น.