วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรงงานยาสูบ เจ๊ง! เจอพิษก.ม.สรรพสามิตฉบับใหม่ เปิดช่องบุหรี่นอกขายถูก

โรงงานยาสูบ โอดรับผลกระทบก.ม.ภาษีสรรพสามิต ฉบับใหม่ เปิดช่องบุหรี่นอกลดราคาขายต่ำกว่าเป็นจริง คาดปี 61 เจ๊ง 1.57 พันล้าน รัฐสูญเสียรายได้กว่า 12,725 ล้าน กระทบสร้างสวนป่าเบญจกิติ จ่อชงทบทวนโครงสร้างภาษี...

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ เปิดเผยถึงผลกระทบภายหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ว่า กฎหมายภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ได้ส่งผลกระทบต่อรัฐและโรงงานยาสูบ อีกทั้งเป็นช่องทางให้บุหรี่ต่างประเทศลดราคาขายต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้บุหรี่ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบมียอดจำหน่ายลดลง ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากโรงงานยาสูบ โดยคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ 2561 รัฐจะสูญเสียรายได้จากเงินนำส่งรัฐในรูปแบบภาษีต่างๆ เป็นมูลค่ากว่า 12,725 ล้านบาท ได้แก่ รายได้ที่โรงงานยาสูบนำส่งรัฐ ค่าแสตมป์ยาสูบ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น (มหาดไทย) ภาษีเงินได้ชำระแทนผู้ประกอบการค้า ภาษีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมถึงเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (สสท.) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (กกท.) และเงินสนับสนุนสร้างสวนป่าเบญจกิติ

นอกจากนี้ทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ เนื่องจากมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจยาสูบจำนวนมาก นับตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบกว่า 20,000 ครัวเรือน ที่สูญเสียรายได้จากความต้องการใบยาสูบลดลง รวมไปถึงประชาชนผู้ประกอบการร้านค้ายาสูบทั่วประเทศอีกกว่า 500,000 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น หากเกิดสภาวะเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะส่งผลต่อองค์กรของรัฐและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากรายได้และภาษีที่รัฐได้รับน้อยลง ทำให้แผนการย้ายโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ล่าช้าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และส่งผลกระทบต่อการส่งมอบพื้นที่เพื่อสร้างสวนป่าเบญจกิติ เนื่องจากขาดสภาพคล่องทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม คณะผู้บริหารโรงงานยาสูบมิได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามหาทางรับมือกับผลกระทบต่างๆ เพื่อให้กิจการของโรงงานยาสูบสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ แต่ขณะนี้ไม่รู้ว่าจะปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างไร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ จากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งโรงงานไม่สามารถปรับลดราคาบุหรี่ให้ต่ำกว่าซองละ 60 บาทได้ เพราะจะเป็นการขายขาดทุน อีกทั้ง พ.ร.บ.ยาสูบฉบับใหม่ มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่สามารถโฆษณาได้ ทำให้การทำการตลาด หรือการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเรื่องยาก จึงต้องการให้กระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต ทบทวนกฎกระทรวงเกี่ยวอัตราการจัดเก็บภาษีใหม่ให้มีความเหมาะสม และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทั้งนี้มีความจำเป็นต้องเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาทบทวนโครงสร้างอัตราภาษีใหม่ และศึกษาถึงผลกระทบให้รอบด้านครบทุกมิติ ตลอดจนผลดี ผลเสีย และความเสียหายต่อประเทศชาติ เพราะท้ายที่สุดภาครัฐเองที่จะต้องสูญเสียรายได้เป็นมูลค่ามหาศาล จนทำให้บุหรี่ต่างประเทศสามารถครอบงำตลาดบุหรี่ในประเทศไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ และทำลายโรงงานยาสูบซึ่งเป็นสมบัติของชาติที่สร้างรายได้ให้รัฐนำไปพัฒนาประเทศมายาวนานกว่า 78 ปี

พร้อมระบุว่า หากไม่มีการทบทวนภาษีสรรพสามิตใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงงาน ซึ่งหลังจากกฎหมายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ยอดผลิตในปี 2561 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านมวน ลดลงจากปี 2560 ที่ 2.8 หมื่นล้านมวน และคาดว่าในปี 2562 จะเหลืออยู่ที่ 8.5 พันล้านมวน ส่งผลให้คาดว่าจะขาดทุนประมาณ 4-5 พันล้านบาทต่อปี โดยในปี 2561 คาดว่าจะขาดทุน 1.57 พันล้านบาท ซึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายจากการนำไปดูแลสวนป่า 500 ล้านบาท ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ 400 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นการดูแลโรงพยาบาลยาสูบ

ขณะเดียวกันมองว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เป็นการเปิดโอกาสให้บุหรี่ต่างประเทศบางยี่ห้อได้รับประโยชน์ โดยสามารถลดราคาขายได้ ซึ่งภายหลังจากใช้กฎหมายใหม่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของโรงงานยาสูบ ลดลงเหลือ 65.92% จากปี 2560 อยู่ที่ 80% ขณะที่สัดส่วนการตลาดของบุหรี่ต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นเป็น 32.53% ซึ่งขัดแย้งกับหลักการกฎหมายที่ต้องการให้ขึ้นราคาเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น.