วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลยุติธรรม พร้อมปฏิรูป เน้นประโยชน์ประชาชน

เลขาฯ ศาลยุติธรรม เผยรับได้ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ย้ำ ปธ.ศาลฎีกาตระหนักหน้าที่อำนวยความยุติธรรม-รวดเร็ว-เสมอภาค หัวใจสำคัญถ้าคนพร้อมลงมือได้ทันที ไม่ต้องรอแผนปฏิรูป ระบุศาลทหารก็มีเสนอปฏิรูป ขอบเขตรับคดี

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 60 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงทำงานของศาล และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ระหว่างเป็นประธานมอบประกาศนียบัตรแก่สื่อมวลชน ในการจัดกิจกรรมสัมมนาความรู้ทางกฎหมายและระบบพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมแก่สื่อมวลชน โครงการพัฒนาสื่อมวลชนเพื่อการประชาสัมพันธ์ศาลยุติธรรม (สศย.) รุ่นที่ 1 ว่า จริงอยู่ศาลเป็นส่วนหนึ่ง เป็นกระบวนการยุติธรรมในส่วนท้ายๆ หลังจากที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน มีความเห็นควรสั่งฟ้อง-สั่งไม่ฟ้อง ส่งพนักงานอัยการให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาล หรือคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง ศาลก็มีบทบาทหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน

ดังนั้น เมื่อศาลมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม สิ่งแรกที่ศาลต้องทำคือ การกระทำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 68 ว่า ความยุติธรรมนั้น ต้องสามารถส่งมอบให้กับประชาชนได้ โดยชี้ขาดและทำให้เกิดความเป็นธรรม นอกจากนี้ ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งคนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ว่ารวยหรือจน มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร หรือศาสนาใด เพศอย่างไร สีผิวอะไรก็ตาม ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน

ขณะเดียวกัน เรื่องความสะดวกรวดเร็วที่ประชาชนควรจะได้รับนั้น นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ก็ให้เป็นนโยบายเกี่ยวกับการปปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาไว้ ซึ่งบทบาทที่จะอำนวยความยุติธรรมประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ศาลก็ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยมีประสิทธิภาพ ให้ความเป็นธรรม และรวดเร็วด้วย ซึ่งการให้ประชาชนเข้าถึงได้ด้วยความสะดวกรวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายที่เกินควร เป็นหัวใจในการทำงาน

ส่วนการให้ความเป็นธรรมนั้น ประธานศาลฎีกา ก็เพิ่งประชุมผู้พิพากษาทั้งหมด และให้นโยบายผู้บริหารไปว่าในปี 2561 จะทำคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งขณะนี้ในศาลอุทธรณ์ก็สามารถทำคดีให้เสร็จได้ภายใน 1 ปีอยู่แล้ว ขณะนี้ก็เหลือศาลฎีกากำลังไล่ทำคดีค้างเก่า ส่วนศาลชั้นต้นในภาพรวมก็ดีขึ้นในปี 2560 ก็ปฏิบัติภารกิจมอบความยุติธรรมในคดีกว่า 1.7 ล้านคดี

"โดยอนาคตแม้รัฐธรรมนูญกำหนดเรื่องการปฏิรูปไว้ แต่ศาลเองก็ไม่ได้รอแผนปฏิรูปโดยสิ่งใดที่เห็นว่าเราสามารถทำได้ และเกิดความสะดวกรวดเร็วกับประชาชน เราจะดำเนินการทันที โดยไม่ต้องรอว่ามีแผนปฏิรูปก่อน หรือมีกฎหมายก่อนถึงจะทำ เพราะบางเรื่องการที่จะมอบสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชน ไม่ต้องรอแผนปฏิรูปแต่อาศัยความพร้อมของคนในการทำงาน หรือการกำหนดกฎ-ระเบียบภายใน ถ้าเราลงมือได้ทันทีประชาชนก็ได้รับประโยชน์ ตรงนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญ ส่วนบทบาทหน้าที่สื่อมวลชน ก็มีส่วนที่จะช่วยใประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าใจในภารกิจ"

นายสราวุธ ยังกล่าวถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตามแผนปฏิรูปประเทศ ในส่วนของศาลยุติธรรมด้วยว่า ตนในฐานะตัวแทนของศาลยุติธรรม และหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ก็ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการปฏิรูปฯ ซึ่งใน 10 ประเด็นคณะปฏิรูปฯ มีส่วนที่เกี่ยวกับศาลก็หลายเรื่องเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น

เช่น การกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตามมาตรฐานของแต่ละหน่วย คือ เหมือนกับจะให้ประกาศว่าแต่ละหน่วยงานจะใช้เวลาดำเนินการแต่ละขั้นตอนนานเท่าใด เมื่อประชาชนมาติดต่อก็จะได้รับรู้ว่า เริ่มเมื่อใด จบเมื่อใด โดยในส่วนของศาลเองเราก็เห็นด้วย และพร้อมสนับสนุนทั้ง 10 ประเด็น เช่น เรื่องการรับฟังหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์, ความเหลื่อมล้ำของประชาชนที่มาจากฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคน ตัวอย่าง ปรับคนรวย 10,000 บาท คงไม่มีผลกระทบอะไร แต่ถ้าคนยากจนปรับ 500 หรือ 1,000 บาท ก็อาจได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอเรื่องบทลงโทษว่า ไม่จำเป็นต้องติดคุกเพียงอย่างเดียว โดยจะมีมาตรการอื่นอีกได้หรือไม่ เพื่อให้ศาลกำหนดเป็นวิธีการลงโทษ เพราะมีปัญหาคนล้นเรือนจำ ซึ่งทุกวันนี้มีคนถูกคุม-ขัง ประมาณ 300,000 กว่าคน สถานที่จึงคับแคบไม่เพียงพอ และขณะที่ส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดถึง 75-80% คณะปฏิรูปฯ จึงเข้ามาดูด้วยว่าจะแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างไร

เมื่อถามว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมได้พูดถึงการปฏิรูปศาลทหารด้วยหรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า การปฎิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมในระบบศาล ไม่ว่าจะเป็น ศาลยุติธรรม, ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลปกครอง และศาลทหารนั้น ในคณะกรรมการปฏิรูปฯ ก็มี พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ซึ่งเป็นทหาร ท่านก็พูดชัดเจนว่าในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งนี้ จะรวมถึงศาลทหารด้วย

ซึ่งในศาลทหารนั้น มีอยู่ 2 ประเด็นที่ชัดเจน คือ เรื่องระยะเวลา ซึ่งต่อไปจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาว่าการพิจารณาคดีจะต้องเสร็จในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งจะกำหนดเป็นมาตรฐานในทุกศาล ส่วนประเด็นที่ 2 คืออำนาจของศาลทหารโดยคณะกรรมการปฏิรูปฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ รวมทั้งกรมพระธรรมนูญศาลทหาร ไปดูว่าในต่างประเทศเรื่องอำนาจศาลทหารควรจะมีขอบเขตอย่างไรบ้าง เพราะประเด็นเรื่องอำนาจพิจารณาคดีศาลทหารก็เป็นข้อเรียกร้องจากองค์กรระหว่างประเทศ กรณีที่มีการตั้งคำถามว่าคดีอะไรบ้างที่ควรอยู่ในอำนาจศาลทหาร และคดีที่เกี่ยวพันกับพลเรือน ต้องไปศาลทหารมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งแน่นอนว่าในหลักปัจจุบันนั้นคือ ถ้าทหารกระทำความผิดกับพลเรือน จะต้องขึ้นศาลพลเรือน จึงมีแนวคิดต่อไปว่า ในบางกรณีที่ทหารกระทำความผิด แต่เป็นเรื่องทั่วๆ ไป เช่น การกระทำความผิดอาชญากรรมที่เป็นคดีอาญาทั่วไป ไม่เกี่ยวกับวินัยทหาร หรือภาวะการสงคราม ควรทบทวนหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปฯ ก็เสนอเป็นประเด็นไว้ว่าควรจะมีการทบทวนปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้แนวทางใด โดยคณะกรรมการปฏิรูปฯ กำลังพิจารณาอยู่