วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เราเสียอะไรจาก "บาทแข็ง"

ทันทีที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแข็งค่าสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง เสียงแห่งความกังวลจากภาคธุรกิจเอกชนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกไทยทำได้ยากขึ้น เพราะราคาสินค้าไทยจะแพงมากกว่าคู่แข่ง โดยสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิขณะนี้ที่เงินบาทอยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เราส่งออกที่ตันละ 920 เหรียญฯ แต่ปีก่อนค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาท เราตั้งราคาขายได้ที่ตันละ 800 เหรียญฯ วันนี้ข้าวหอมของกัมพูชาและเวียดนามถูกกว่าเรามาก ลูกค้าจึงเริ่มไปซื้อข้าวจากคู่แข่งแทน”

โดยหากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเปิดทำการวันแรกของปี 2560 นี้ วันที่ 4 ม.ค.ซึ่งเงินบาทอยู่ที่ 35.893 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กับล่าสุดวันที่ 24 พ.ย.ที่ 32.675บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น 3.218 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นประมาณ 8.96%!!

จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ส่งออกจะรู้สึก “ขาดทุนกำไร” เพราะเมื่อแปลงรายได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาท เม็ดเงินจริงที่ได้หายไปมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินจำนวนนั้นเป็นรายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

หากประมาณว่ามูลค่าการส่งออกของไทยเฉลี่ยในปี 2560 นี้อยู่ที่ 15,000-16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อเดือน หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับว่ารายได้ของเราที่ได้จากการส่งออกของไทย ที่แปลงจากรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาทไทยจะหายไป 15,000-16,000 ล้านบาทในเดือนนั้นๆ

ขณะเดียวกัน หากเทียบค่าเงินบาทกับเงินสกุลภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในช่วงตลอดปี 2560 นี้

เราจะพบว่า มีหลายช่วงต่อทีเดียวที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆของสกุลเงินภูมิภาค และบางช่วงค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค

และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ แนวโน้มของเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง!!

ขณะที่ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมสำหรับการส่งออกของไทยควรอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปีหน้าคาดว่าจะแข็งค่าในกรอบ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาคเอกชนต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ผันผวนมากเกินไป โดยหากยังแข็งค่าต่อเนื่อง ธุรกิจส่งออกหลายส่วนของไทยอาจจะอยู่ในสภาวะ “เจ็บหนัก”

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของ ธปท.ให้เหตุผลของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นว่า “มาจากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมทั้งการเคลื่อนไหวของเงินทุนตามความมั่นใจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสถานการณ์ ขณะเดียวกัน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นอีกส่วนที่ทำให้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าเพิ่มขึ้น”

ขณะที่ภาคการส่งออกนั้น ธปท.ใช้ทฤษฎีนี้มาตลอดว่า “การขยายตัวเพิ่มขึ้นของการส่งออกมาจากภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้ามากกว่าผลจากอัตราแลกเปลี่ยน” ดังนั้น นโยบายการดูแลเงินบาทของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็น “การปล่อยไปตามกลไกและแรงกระเพื่อมจากตลาด ขณะที่การดูแลเป็นการประคองตามอาการ” เท่านั้น

มาตรการที่ออกมาดูแล “ตลาดเงินและค่าเงินบาท” จึงไม่ได้บวกความพยายามที่จะใช้ “ค่าเงิน” กระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่พยายามที่ใช้วิธีกระตุ้นให้เอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) “รู้จักบริหารความเสี่ยง และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยตัวเอง”

วันที่โครงสร้างเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนสู่ยุคเทคโนโลยี การเพิ่มโอกาสการแข่งขันของธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการแข่งขันกันตัดราคา เป็นอีกการแข่งขันที่สำคัญ และมีความเข้มข้นสูงมาก เราควรปล่อยให้ “เงินบาทที่แข็งค่า” เป็นอุปสรรคส่วนหนึ่งของการค้าที่ทำให้เราโค้ดราคาสู้คนอื่นได้ยาก หรือเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอน “รายได้” ในรูปเงินบาทของไทยให้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่ใครๆหวัง...หรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมานโยบายหลายเรื่องของ ธปท.ลงมาคลุกคลีกับผู้ประกอบการและติดดินมากขึ้น แต่ “อัตราแลก เปลี่ยนค่าบาท” กลับไม่ใช่ แม้วันนี้การส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ถ้าเราดูแลค่าเงินบาทได้ไม่ดีพอ “เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น” จะไม่กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” ของธุรกิจส่งออกไทย.

ประอร นพคุณ