วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พลังสูงวัยสร้างเมือง ปลดล็อกสังคมคนแก่

“ผู้สูงอายุสมัยนี้จะให้กินอะไรก็ได้ ให้อยู่ยังไงก็ได้...ไม่ใช่ทางออกของสังคมไทยอีกต่อไป เพราะถ้าคนสูงอายุป่วยขึ้นมา คนวัยทำงานจะลำบากไปด้วย ดังนั้นไม่ใช่อะไรก็ได้”

ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ บอกอีกว่า จากสภาพแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทยในปัจจุบัน มีส่วนผลักดันให้ผู้สูงอายุลดภาระพึ่งพิงจากลูกหลานอยู่แล้ว

สังเกตว่า...ปัจจุบัน “ผู้สูงวัย” หลายรายมีการทำงานในวัยเกษียณและพยายามแสดงตัวให้ลูกหลานเห็นว่ามีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ซึ่งเมื่อคนสูงวัยเหล่านี้มีความตั้งใจจริงในการทำงานและทำตัวให้มีคุณค่า ก็แสดงว่าผู้สูงอายุมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อเป็นเช่นนั้น...จะเรียกผู้สูงอายุว่าเป็น “ภาระสังคม” ก็ไม่ได้ เพราะพวกเขามีส่วนสร้างสังคม ยกเว้นคนที่ป่วยนอนติดเตียงหรือมีภาวะพึ่งพิงจริงๆเท่านั้น ในส่วนของคนสูงวัยที่มีกำลัง มีแรงและพึ่งพาตนเองได้ คนรุ่นใหม่ก็ควรจะไปสนับสนุน...ส่งเสริม แต่กรณีคนสูงวัยที่พึ่งพาตนเองไม่ได้ จำเป็นต้องอาศัยคนรอบข้างช่วยดูแล

ประเด็นสำคัญมีว่า...คนรอบข้างที่กล่าวมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นคนในชุมชน เพราะชุมชนรู้จักสมาชิกชุมชนดีกว่ารัฐส่วนกลาง

รายงานการวิจัยและวิเคราะห์สถานการณ์ผู้สูงอายุของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยระบุว่า ประเด็นประชากรเป็นประเด็นที่ชาติต่างๆ ในโลกพูดถึงกันมากในสหัสวรรษที่ 2000 เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรทั่วโลกได้ลดต่ำลง ในขณะที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น

“การสูงวัย” ของ “ประชากร” ย่อมมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละประเทศ...ในปี 2558 ประชากรโลกมี 7,349 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 901 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของประชากรทั้งหมด ส่วนทวีปเอเชียซึ่งมีประชากรราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก มีประชากรสูงอายุประมาณ 508 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของประชากรสูงอายุทั้งโลก

ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. เสริมว่าสถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบันของประเทศไทย...ในปี 2558 ประชากรไทยมีจำนวนราว 65.1 ล้านคน มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรทั้งหมด

อีกทั้งการคาดประมาณประชากรของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุด้วยว่า ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 และจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2574 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น...สังคมไทยต้องวางแผนรับมือให้ได้ แต่ต้องเตรียมรับมือตั้งแต่ตอนนี้

“หากแบ่งเป็นภาค ที่ภาคเหนือถือว่ามีประชากรสูงวัยจำนวนมากที่สุดมีอยู่เกือบร้อยละ 22 ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประมาณเกือบร้อยละ 17 ภาคกลางมีราวร้อยละ 20 และภาคใต้มีราวร้อยละ 16”

ที่ผ่านมา...“รัฐ” จะต้องมีการจัดสวัสดิการและคอยดูแลคนกลุ่มนี้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพ เนื่องจากใน 100 คนของผู้สูงอายุไทยพบว่า ร้อยละ 20 มีปัญหาเรื่องความดันสูง...มีปัญหาสุขภาพอื่นๆ

ดวงพร ย้ำว่า การจัดการรับมือกับผู้สูงวัย เราจึงจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือ ร่วมมือกันทุกภาคส่วน แต่ส่วนของท้องถิ่นจะต้องรับมืออย่างใกล้ชิดที่สุด ผู้สูงวัยมีศักยภาพในการดำรงชีวิตอยู่ พึ่งพาตนเองได้

การประชุมเชิงปฏิบัติการมุ่งสู่สูงวัยสร้างเมืองและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 60 แห่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย (ศวภ.) ได้ร่วมกันพัฒนาศูนย์เรียนรู้การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุ

เดินหน้าตามแนวทางการพัฒนา 6 ประการ...การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุและผู้ที่เกี่ยวข้อง, การปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ, การพัฒนาระบบบริการในการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ, การจัดตั้งกองทุน และจัดให้มีสวัสดิการในการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ, การพัฒนาระบบข้อมูลและการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลผู้สูงอายุ, การพัฒนากติกา ระเบียบแนวปฏิบัติเพื่อหนุนเสริมการดำเนินกิจกรรมเสริมความเข้มแข็ง ชุมชนท้องถิ่น

น่าสนใจว่าการออกแบบและพัฒนาให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี...เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่ยืนนาน อยู่ที่ 10 กลยุทธ์หลัก “5 อ.” และ “5 ก.” ซึ่ง 5 อ. ประกอบด้วย การส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ, อาหารสำหรับผู้สูงอายุ, การส่งเสริมการออกกำลังกายผู้สูงอายุ, การออมเพื่อผู้สูงอายุ และฝึกอบรมอาสาสมัคร และอาสาสมัครเยี่ยมบ้าน

ส่วน 5 ก. จะหมายถึง 5 กลไก ประกอบด้วย การป้องกันและลดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ, การตั้งและพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุ, การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ, การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน, การบริการกายอุปกรณ์ หรือการมีศูนย์อุปกรณ์ช่วยเหลือ...ฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญให้หน่วยงานในพื้นที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน

ยกตัวอย่างการดำเนินงานของชุมชนท้องถิ่น เปลี่ยนภาระเป็นพลัง สูงวัยสร้างเมือง “อาสาอยู่เคียง แม่สะเรียงอยู่สุข” สโลแกนเด่นประจำเทศบาลตำบลแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ธนาพล ศิริกุลปิยรัตน์ รองปลัดเทศบาลตำบลแม่สะเรียง เล่าให้ฟังว่า ทางเทศบาลได้ยึดถือและนำเอาสโลแกนนี้มาคอยเป็นแรงผลักดันการพัฒนาชุมชนสร้างสุขสูงวัยสร้างเมือง

เพื่อให้คนในชุมชน...ผู้สูงอายุอยู่ร่วมกันอย่างอาสาขันแข็ง พร้อมพบความสุขทุกครัวเรือน

ตำบลแม่สะเรียงมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 4 ทางเทศบาลจึงได้มีการจัดทำวิจัยชุมชนเพื่อรวบรวมข้อมูล ทำเป็นแผนพัฒนาชุมชนเพื่อผู้สูงอายุในด้านต่างๆ จนได้เข้ามาเป็นหนึ่งในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และนำเอาหลัก 5 อ. มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน

สิ่งหนึ่งที่เรามีความโดดเด่นมากคือ การอาสาแบบ 4 มิติ คือ กาย จิต สังคม และ ปัญญา ร่วมมือระหว่างเทศบาล ชุมชน อสม. ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เข้ามาเป็นจิตอาสาเพื่อไปดูแลผู้สูงอายุในชุมชน การอาสาเยี่ยมบ้าน

“จุดประสงค์สำคัญก็เพื่อให้ความรู้ การอาสาบริการรับส่งผู้สูงอายุในสภาวะฉุกเฉินและในสภาวะปกติ เช่น การอำนวยความสะดวกเพื่อนำพาผู้สูงอายุมาเข้าร่วมกิจกรรม และสุดท้ายคือการอาสาปรับ สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงอายุ อาทิ การจัดสรรพื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์”

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ประกิจ เสาร์แก้ว นายก อบต.ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า การดูแลคนสูงวัยของตำบลป่าไผ่เน้นที่นโยบายคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเด็กและคนชราต้องได้รับการดูแลก่อน แล้วผู้สูงอายุทางเราก็ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เราถือว่าผู้สูงอายุเป็นปูชนียบุคคล...มีไว้เพื่อเคารพ

“การเคารพของเราคือ เคารพแบบส่งเสริมให้เขาดูแลสุขภาพตนเอง กินอาหารดี ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ...ออมทรัพย์เพื่อตนเอง”

ผู้สูงวัยยุคใหม่...ต้องช่วยตัวเองให้ได้ ถ้าช่วยตัวเองได้ จะช่วยผ่อนแรงลูกหลาน เทศบาลเรามีแบบกึ่งเมือง กึ่งชนบท เราก็ต้องพัฒนาความเข้าใจแล้ว เรียกว่า...“รู้จักความแก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีศักดิ์ศรี”

ประกิจ บอกว่า เทศบาลตำบลป่าไผ่ใช้โรงเรียนผู้สูงอายุ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้มีอาชีพที่ดี มั่นคง แต่ต้องไม่หนัก เน้นที่การทำเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้สูงอายุที่นี่อยู่บนวิถีพอเพียง

ต่างเรียกกันว่า “ทำโรงเรียนสูงอายุทีได้สองแสน” แสนที่หนึ่งแสนสุข คือสุขกับสิ่งที่ทำ สนุกกับงาน แสนที่สอง...แสนจะปลอดภัย ผักสะอาดนำมาปรุงอาหาร คนกินก็อุ่นใจ ปลอดภัย ปลอดโรค ปลูกแบบไม่ใช้ยาฉีดสารเคมี ชุมชนไหนจะเอาไปปรับใช้หรือทำแบบเดียวกันนี้ก็ได้ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด.