วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บุหรี่นอกดัมพ์ราคาทุ่มตลาด ก.พาณิชย์ทำอะไรอยู่

คุณดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ และสหภาพแรงงานยาสูบ ร่วมกันออกมาเรียกร้อง ให้กระทรวงการคลังระงับการใช้กฎหมายภาษียาสูบใหม่ ที่ใช้บังคับตั้งแต่ 16 กันยายน 2560 โดยโทษว่า ทำให้โรงงานยาสูบเสียส่วนแบ่งตลาดให้บุหรี่นอก ทำให้มีกำไรน้อย หากไม่ระงับใช้ภาษียาสูบตอนนี้ จะทำให้โรงงานยาสูบอยู่ไม่ได้ เพราะไม่สามารถสู้บุหรี่ต่างชาติได้

ฟังข้อเรียกร้องของ คุณดาวน้อย ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบแล้ว ผมว่าตลกดี

คุณดาวน้อย อ้างว่า หลังจากที่ภาษีใหม่ใช้บังคับตั้งแต่เดือนกันยายน (เพิ่งผ่านไป 2 เดือนเศษ) ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของโรงงานยาสูบลดลงอย่างชัดเจน จากที่เคยมีส่วนแบ่งถึง 80% ลดลงมาเหลือ 55% ขณะที่ บุหรี่ต่างชาติรายใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 32% จากเดิม 14-15%

ถ้าฟังข้อมูลแค่นี้ คนอาจเข้าใจว่า ภาษีบุหรี่ใหม่เอื้อบุหรี่ต่างชาติ

แต่ ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม กับข้อมูลที่ คุณดาวน้อย พูดโดยสิ้นเชิง

ภาษีบุหรี่ใหม่ ให้โอกาสโรงงานยาสูบได้เปรียบบุหรี่ต่างชาติ เป็นเวลานานถึง 2 ปี ปัจจุบันโรงงานยาสูบผูกขาดบุหรี่ตลาดล่างที่ขายซองละ 40-50 บาท แต่เพียงผู้เดียว ทำให้โรงงานยาสูบ ครองส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ในไทยสูงถึง 80% เพราะ บุหรี่ต่างประเทศราคาถูกที่สุดก็ขายซองละ 72 บาทขึ้นไป ราคาต่างกันซองละ 22-32 บาทขึ้นไป โรงงานยาสูบเลยสุขสบายกับรายได้มหาศาลมาตลอด

ก่อนที่ กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง จะปรับขึ้นภาษีบุหรี่ เพื่อให้คนไทยสูบบุหรี่ลดลง ตาม นโยบายรัฐบาล และ องค์การอนามัยโลก ถ้าราคาบุหรี่แพงขึ้น คนจะซื้อบุหรี่สูบน้อยลง กรมสรรพสามิตก็ได้คิดปกป้องบุหรี่ไทยของโรงงานยาสูบอยู่แล้ว

กฎหมายภาษีบุหรี่ใหม่ จึง แบ่งภาษีเป็น 2 อัตรา คือ ช่วง 2 ปีแรก บุหรี่ที่ขายซองละไม่เกิน 60 บาท เสียภาษี 20% บุหรี่ที่ขายซองละเกิน 60 บาทขึ้นไป เสียภาษี 40% เพราะ กรมสรรพสามิต รู้อยู่ว่า บุหรี่โรงงานยาสูบในตลาดล่างขายซองละ 40-50 บาท แต่บุหรี่นอกขายอยู่ซองละ 72 บาทขึ้นไป ถ้าโรงงานยาสูบขึ้นราคาเป็นซองละ 60 บาท ก็ยังเสียภาษีในอัตรา 20% อยู่ดี ต่ำกว่าบุหรี่นอกต้องเสียภาษี 40% เท่าตัว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

โรงงานยาสูบดันขึ้นราคาบุหรี่ไปเป็นซองละ 63 บาท ทำให้ต้องเสียภาษีในอัตรา 40% ในขณะที่ บุหรี่นอกยักษ์ใหญ่กลับลดราคาจากซองละ 72 บาท ลงมาเหลือซองละ 60 บาท เพื่อเสียภาษีในอัตรา 20% จึงแย่งส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ไทยไปได้ เพราะบุหรี่นอกคนไทยนิยมอยู่แล้ว เมื่อขายราคาต่ำกว่าบุหรี่ไทย คนก็ไปซื้อมากขึ้นเป็นธรรมดา

เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็น การบริหารราคาที่ผิดพลาดอย่างสงสัย ของ ผู้บริหารโรงงานยาสูบ มากกว่าจะเป็น ความบกพร่องของกฎหมายภาษีบุหรี่ใหม่

ขณะเดียวกันก็ต้อง “ตำหนิ” กระทรวงพาณิชย์ และ กรมการค้าภายใน ที่ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรจะต้องพิจารณา การทำงานของกระทรวงพาณิชย์ด้วย ก็คือ ปล่อยให้บุหรี่นอกดัมพ์ราคาบุหรี่ลงมามากมายอย่างนี้ได้อย่างไร จากที่เคยขายซองละ 72 บาทขึ้นไป กลับลดราคาลงมาขายซองละ 60 บาท ต่ำกว่าบุหรี่ไทย ถือเป็น “ทุ่มตลาด” เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งบุหรี่ไทย แต่ กรมการค้าภายใน และ กระทรวงพาณิชย์ กลับไม่ทำอะไรเลย เป็นความบกพร่องที่น่าสงสัยเหมือนกัน

ข้ออ้างเรื่อง ขาดทุน ผมตรวจสอบมาแล้ว เดือนกันยายนโรงงานยาสูบมีรายได้สูงกว่าปกติ เพราะมีการกักตุนบุหรี่ก่อนขึ้นภาษี เดือนตุลาคมรายได้ก็ลดลงมา เพราะกักตุนไปตั้งแต่เดือนกันยายนแล้ว แต่เดือนพฤศจิกายนรายได้กลับขึ้นมาเป็นปกติแล้ว

สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเร่งแก้ไขก็คือ สั่งให้กระทรวงพาณิชย์เข้มงวดการใช้กฎหมายป้องกันการทุ่มตลาด ของ บริษัทบุหรี่ต่างชาติ เพื่อปกป้องบุหรี่ไทย ไม่ใช่ปล่อยให้ดัมพ์ราคากันอย่างเสรี เหมือนเห็นกฎหมายไทยเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก.

“ลม เปลี่ยนทิศ”