วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบ่งปันทั่วถึง-เป็นธรรม

จากการสดับตรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยทั่วไป ส่วนใหญ่เห็นว่าการปรับคณะรัฐมนตรีโดยภาพรวม ถือว่าพอใช้ได้ อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นการแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถในตำแหน่งที่เหมาะสม แต่จะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปากท้องของประชาชนได้หรือไม่ ตามที่มีเสียงเรียกร้องมาโดยตลอด นับแต่รัฐบาล คสช.บริหารประเทศ ต้องติดตามกันต่อไป

นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้ เน้นในทุกด้าน แสดงว่าไม่ได้เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เน้นความฉับไวด้วย แต่ถ้าเน้นการกล้าริเริ่มตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ เช่นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง อาจจะผิดหวัง เพราะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นข้าราชการไม่อยากตัดสินใจ ส่วนรัฐมนตรีที่มาจากทหาร อาจไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพอ

นอกจากปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาด นักวิชาการบางคนกล่าวว่านักลงทุนส่วนใหญ่ ยังขาดความเชื่อมั่นในการเมืองไทย จึงไม่กล้าลงทุน รัฐบาลจึงควรเริ่มผ่อนคลายข้อห้ามทางการเมือง สร้างบรรยากาศสู่การเลือกตั้ง และสร้างความเชื่อมั่น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ดัชนีหุ้นไทยพุ่งทันที หลังจากรัฐบาลพูดถึงวันเลือกตั้งที่ชัดเจน

ส่วนด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานของรัฐต่างประสานเสียงว่า เศรษฐกิจไทยกำลังดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะการส่งออกในไตรมาส 3 ขยายตัวถึง 12.5% สูงสุดใน 19 ไตรมาส แต่การ ลงทุนและการใช้จ่ายภาคเอกชน ยังขยายตัวอย่างเชื่องช้า แม้แต่การลงทุนภาครัฐซึ่งดีมาโดยตลอด ก็เริ่มมีอาการรวน เพราะบางโครงการล่าช้า แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโต 3.9%

เศรษฐกิจที่เชื่อว่าจะโต 3.9% ยังถือว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งโตเฉลี่ย 6-7% ยิ่งกว่านั้น ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังพบว่าผู้ประกอบการใน 5 ภาค ส่วนใหญ่ 53.4% มองว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว มีเพียง 28.4% ที่บอกว่าฟื้นแล้ว ส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวชัดเจน ในไตรมาส 2-3 ของปีหน้า

ผลการวิจัยของบริษัทนีลสัน พบว่ามูลค่าการขายสินค้าบริโภค ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ติดลบมาตั้งแต่ปี 2559 และลดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม 2560 เพิ่งจะฟื้นตัวเล็กน้อยในเดือนกันยายน แต่กลับติดลบอีกในเดือนตุลาคม เป็นหลักฐานแสดงว่าประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะระดับฐานราก ไม่ได้รับอานิสงส์จากการพุ่งทะยานของการส่งออกและจีดีพี

นี่คือปัญหาที่ท้าทายความจริงจังจริงใจ และความสามารถของรัฐบาลประยุทธ์ 5 ที่ผ่านมา นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องระดับฐานรากได้แล้ว ยังซ้ำเติมด้วยการก่อความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก ปัญหาก็คือจะแบ่งปันรายได้ประชาชาติให้คนทุกกลุ่ม โดยทั่วถึงและเป็นธรรมได้อย่างไร ไม่ใช่แค่นั่งอมยิ้มภูมิใจกับตัวเลขจีดีพีที่เพิ่มขึ้น.