วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ญ.วัยทองเสี่ยงนะจ๊ะ โรคกระดูกพรุนถามหา

ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดมุมมองน่าสนใจเกี่ยวกับ “โรคกระดูกพรุน” กับ “ผู้หญิงวัยทอง” ที่มีความเสี่ยงมากกว่า

“เรารู้อยู่แล้วว่าวัยทองเป็นเรื่องของฮอร์โมน เป็นตัวที่ปรับสภาพของร่างกายให้สมดุล พอฮอร์โมนลดลงในผู้หญิงก็คือวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนที่ลดลงก็ทำให้การปรับตัวของกระดูกออกไปในเชิงลบ”

เกิดการกัดกร่อนกระดูก มีการดึงแคลเซียมในกระดูกมากกว่าการสะสมหรือการสร้างเพิ่ม เหมือนกับว่า...มีการทำลายมากกว่าการสร้าง กระดูกที่แข็งแรงเดิมก็จะอ่อนแอลง เพราะเนื้อกระดูกความหนาแน่นน้อยลง กระดูกโปร่งบาง จนกระทั่งถึงว่า “กระดูกพรุน”

ความเสี่ยงก็คือว่า “ฮอร์โมน” ที่ลดลง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนแปลงในเชิงลบ พอกระดูกพรุน ความแข็งแรงน้อยลง โอกาสที่จะแตกหักก็มีมากขึ้น

ถามถึงการป้องกัน รักษา เมื่อถึงเวลาที่เป็นปัญหาขึ้นมาแล้วจะทำได้มากน้อยแค่ไหน? อย่างไร?

คุณหมอสมบัติ อธิบายว่า เวลาที่กระดูกพอถึงวัยนี้ ความหนาแน่นลดลงแล้ว ก็ขึ้นกับว่าต้นทุนเดิมของเค้าเท่าไหร่ ตั้งแต่เด็กๆมามีการออกกำลังกายที่ดี อาหารที่ดี มีการสะสมแคลเซียมเข้าไปในกระดูกที่ทำหน้าที่เสมือนธนาคารแคลเซียม กินอะไรเข้าไปก็สะสมแคลเซียมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุประมาณ 35 ปี ช่วงที่กระดูกมีมวลแคลเซียมกระดูกหนาแน่นมาก...

ทำอย่างไรจึงจะป้องกัน ก็ต้องเสริมตั้งแต่เล็กๆ ให้รู้เลยว่า...ถ้ามวลกระดูกของเราแข็งที่สุดตอนอายุ 35 ปี โอกาสที่อายุมากขึ้นแล้วจะน้อยลงๆ ถึงแม้จะน้อยลงตามสภาพหรือตามฮอร์โมนก็ตาม แต่ก็ยังน้อยลงจากจุดที่สูง...โอกาสที่กระดูกจะแตกหักก็มีน้อยกว่า

พูดง่ายๆคือ...ต้องมีการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยกลางคน ก็อายุสักราวๆ 35-50 ปี...แต่พีคสุดๆของความหนาแน่นกระดูกจะอยู่ที่อายุ 35 ปี เพราะเมื่อถึงวัยปลายแล้วก็จะแย่ลง จะลดลงเรื่อยๆ ในช่วงอายุหลังจาก 50 ปี ก็คือ...วัยหมดประจำเดือน

นอกจากสะสมให้มากขึ้นแล้วก็ต้องทำให้คงอยู่ด้วย ต้องเสริมอาหารให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดกระดูกพรุน เช่น เหล้า เบียร์ แอลกอฮอล์ทั้งหลาย บุหรี่ก็ด้วย หรือพวกที่กินกาแฟหนักๆเข้มข้นเกินวันละ 2-3 แก้ว ก็มีโอกาสถือว่ามีความเสี่ยง

หรือ...กลุ่มพวกที่ทำงานทั้งวัน นั่งๆนอนๆ ไม่ออกกำลังกายเลยก็มีความเสี่ยง หรือไม่ถูกแดดเลยก็เสี่ยงเช่นกัน อีกปัจจัยหนึ่งก็เป็นผลมาจากสารยาบางอย่าง เช่น สเตียรอยด์ที่เคยได้ยินมาบ่อยๆ อาจเป็นสเตียรอยด์ที่รักษาโรคโดยตรง หรือที่ซ่อนเร้นมากับพวกยาบางอย่าง อาทิ ยาลูกกลอน สมุนไพรบ้าง ที่ไม่ได้คุณภาพ

เหล่านี้...ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เจอโรคกระดูกพรุนบ่อยเหมือนกัน

แน่นอนว่าหากหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายก็ทำให้โอกาสเกิดน้อยลง สำหรับแนวทางการรักษาหลักๆจะมี 2 ระยะ...ระยะแรกรักษาเรื่องของกระดูกพรุน เราก็ต้องตรวจให้ได้ก่อนว่าคนนี้เป็นกระดูกพรุน ซึ่งวิธีการตรวจก็จะมี 2 แบบด้วยกัน คือ...การสกรีนด้วยอัลตราซาวนด์ที่ข้อมือ ข้อเท้า เรียกว่า...เป็นการตรวจกรอง

“ตรวจกรองแล้วมีแนวโน้มไม่ค่อยดีก็ไปตรวจที่เครื่องตรวจวัดมวลกระดูก ที่กระดูกสันหลังกับสะโพก เราต้องตรวจให้ได้ว่ามวลกระดูกของเขานั้นลดลงไหม น้อยลงไหม ตรวจได้แล้วก็ต้องมารักษาเรื่องของกระดูกพรุน จะเป็นด้วยยาก็ตาม...ด้วยแคลเซียม วิตามินดี การออกกำลังกายก็ตาม ปรับพฤติกรรมต่างๆแล้ว ถ้าดีขึ้น...โอกาสกระดูกหักก็น้อย”

ถัดมา...ระยะที่สอง การรักษากระดูกหักเนื่องจากกระดูกพรุน เป็นสิ่งที่ยากกว่ากระดูกหักธรรมดา ต้องมีเทคนิคในการที่ว่าจะทำยังไงถึงจะยึดกระดูกตรงนั้นได้ดี หรือว่าอาจจะไม่ต้องยึดแต่มีตัวเสริมช่วยไหม มียาช่วยไหม เช่น ยา ฮอร์โมนบางชนิด อาจจะมีเรื่องของการผ่าตัดเข้ามาเกี่ยวข้อง

แล้วก็ต้องมีวิธีการที่ว่าจะดูแลอย่างไรเพื่อป้องกันการหักซ้ำ กระดูกพรุนพบว่าที่หักบ่อยก็คือข้อมือ สะโพก สันหลัง...กระดูกข้อมือหักไม่ค่อยอันตรายนัก กระดูกสันหลังยุบก็มีบางส่วนอันตรายบางส่วนก็ไม่อันตราย ที่อันตรายก็คือส่วน “สะโพก” ถ้าหัก แน่นอนว่าคนไข้ก็จะลุก เดิน ยืน ไม่ได้ นอนอย่างเดียว เจ็บปวดด้วย แล้วก็มีความเสี่ยงกับโรคประจำตัวและโรคแทรกที่จะกำเริบขึ้นมาได้

ต้องย้ำว่า...คนไข้กลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มที่จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ให้กลับเข้าที่โดยเร็ว จะยึดต่อกระดูกด้วยโลหะ หรืออาจจะต้องเปลี่ยนเป็นข้อเทียมไปเลยในบางกรณี ทีนี้กระบวนการเหล่านี้จะทำอย่างไรจึงจะปลอดภัยก็จะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเรารู้แล้วว่าเกิดในผู้สูงวัย ...กระบวนก็ต้องมีการดูแล วางแผนเลยว่า ถ้ากระดูกสะโพกหักเข้ามาก็ต้องผ่าตัดแน่ แต่จะผ่าแบบไหนถึงจะดี

“ก่อนผ่าต้องเตรียมคนไข้ให้ดี และต้องเตรียมในเวลาที่เร็วด้วย...ไม่เหมือนสมัยก่อน หากต้องผ่าก็ต้องมานอน 7-10 วัน ยังไม่ได้ผ่าตัดทำให้เกิดการล่าช้าในการรักษาก็จะเกิดผลเสีย”

ปัจจุบันนี้มีแนวโน้มว่าต้องทำเร็ว เร็ว...เพื่อลดความเสี่ยงป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ หัวใจสำคัญก็คือกระบวนการดูแลที่เร็วบวกกับการผ่าตัดที่ถูกวิธี สำคัญก็คือ...หลังผ่าตัดการดูแลให้ฟื้นตัวเร็วด้วยยา เทคนิคต่างๆ ด้วยกายภาพบำบัด เป็นส่วนที่ต้องทำเป็นขบวนการที่มีการดูแลร่วมกันจากหลายๆแผนกแบบองค์รวม...

อย่างมีระเบียบระบบ เป็นมาตรฐานการดูแลเพื่อให้เกิดผลดี

ถามต่อไปอีกว่าคนไทยมีสถิติเป็นสักกี่มากน้อย? คุณหมอแจงว่า ตอนนี้ตัวเลขคร่าวๆมีว่าผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่ผู้หญิงจะเป็นมากกว่าเพราะอายุยืนกว่านิดหน่อย

ทีนี้...ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาจจะพุ่งสูงไปอีกเท่าตัว อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์...หมายความว่า เดินมา 5 คน อายุเกิน 60 ปี 1 คน แล้ว สถานการณ์ที่ว่านี้จะเกิดขึ้นภายในอีก 5-7 ปีข้างหน้า

จากสถิติคนไข้สะโพกหักในผู้สูงอายุในวันนี้คาดกันว่า อีก 10 ปีข้างหน้าจะหักวันละประมาณ 100 คนทั่วประเทศ...ตอนนี้คร่าวๆ ประเทศไทยมี 77 จังหวัด จะอยู่ที่ 77 คน...หนึ่งคนต่อหนึ่งจังหวัด แล้วจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งถึง 100 คนต่อวัน...คิดต่อปีก็หักอยู่ที่ 36,500 คน

“ตัวเลขนี้น่ากลัวนะ แนวโน้มจะเป็นแบบนั้น...ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะทีเดียว”

คุณหมอสมบัติ ฝากย้ำทิ้งท้ายว่า ป้องกันดีกว่าแก้ไข โดยเฉพาะโรคกระดูกพรุน ต้องเก็บสะสมแคลเซียมไว้ในกระดูก เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวเอาไว้เป็นของใครของมัน นั่นก็คือ...หนึ่ง...ต้องดูแลตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก วัยกลางคนขึ้นไป เพื่อให้สุขภาพทั่วไปแข็งแรง เพื่อให้กระดูกแข็งแรง เมื่อกระดูกแข็งแรงแล้วโอกาสที่จะหักก็น้อยลง

“และสอง ถ้าอยู่ในช่วงเลยไปแล้ว...ก็อาจจะมีเรื่องของกระดูกบาง กระดูกพรุนก็ต้องวินิจฉัยให้ได้ รักษาให้ถูกทาง สิ่งหนึ่งซึ่งเน้นอยู่เสมอก็คือออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม” ที่สำคัญ...เรารู้ว่า “กระดูกหัก” ในผู้สูงอายุเกิดจากการหกล้ม จึงต้องฝึกกายภาพบำบัด ดูแลตนเอง กายบริหารเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทรงตัวได้ดีเพื่อให้โอกาสที่จะหกล้มมีน้อยลง พร้อมๆกับจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านทั่วไปให้เกิดโอกาสการหกล้มน้อยที่สุด เริ่มจากที่บ้านดูแลให้ดีที่สุด มีตัวช่วยสำหรับผู้สูงวัย

“โรคกระดูกพรุน” กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น จากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น เป็น...“ภัยเงียบ” อย่างแท้จริง...ก่อให้เกิดความพิการหรือทุพพลภาพตามมา และคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง ดังนั้น ควรป้องกันและรักษาภาวะกระดูกพรุนทันทีเมื่อทราบว่าเป็น และเมื่อเกิดกระดูกหักก็ให้เข้ารับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมโดยเร็ว.