วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ครูจอมทรัพย์หน้าเศร้า ตร.นครพนมคุมตัวสอบเครียด เผยจะชี้แจงทีหลัง

ตร.นครพนม คุมตัวครูจอมทรัพย์ รับทราบข้อหาหนักทั้ง ซ่องโจร เบิกความเท็จ นำตัวไปสอบเครียด เจ้าตัวยืนยัน ขอชี้แจงภายหลัง คณะทำงานเดินหน้าสอบหาความผิดเพิ่ม ยังไม่มีกำหนดนำไปฝากขัง...


เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 พ.ย.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ตำรวจนครพนมคุมตัว นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม ที่ 218/2560 ฐานความผิดในข้อหา ร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในข้อสำคัญในคดี ในการพิจารณาคดีอาญา และซ่องโจร ลงจากรถพบว่า ครูจอมทรัพย์ ยังคงมีสีหน้าเศร้า แต่ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว ว่า "ขอเวลาจะมีการชี้แจงอีกครั้ง"

จากนั้นตำรวจได้ควบคุมตัวครูจอมทรัพย์ขึ้นไปยัง ห้องประชุมชั้น 5 ดำเนินการสอบสวน ตามกระบวนการที่มีการตั้งคณะทำงานไว้ จำนวน 7 ชุด เพื่อมีการพิจารณา เกี่ยวข้องข้อหาความผิดต่างๆ ส่วนในวันนี้ มี พ.ต.อ.ธีทัต อิ่มทั่ว รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เป็นประธานคณะทำงานดำเนินการสอบสวน แต่ยังไม่มีรายงานว่า จะมีการประกันตัว หรือนำตัว ครูจอมทรัพย์ ไปฝากขังในช่วงเวลาใด ต้องรอกระบวนการสอบสวนแล้วเสร็จ


ขณะเดียวกันในส่วนของบุคคลที่ร่วมขบวนการ ที่ยังไม่มารายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหา ยังมีอีกจำนวน 3 ราย มีคนที่ 1 คือ นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี สามีครูจอมทรัพย์ คนที่ 2 คือ นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี ซึ่งเคยเป็นพยานในการช่วยเหลือครูจอมทรัพย์ ภายหลังตำรวจได้แจ้งความดำเนินคดี อยู่ระหว่างการออกหมายเรียก ส่วนคนที่ 3 คือ นายสุริยา นวลเจริญ อายุ 55 ปี หรือครูอ๋อง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทครูจอมทรัพย์ และยังเป็นบุคคลสำคัญ ที่มีหลักฐานว่า เป็นผู้บงการ จัดตั้งขบวนการรับทำผิดแทนครูจอมทรัพย์

โดยทางตำรวจ ได้มีการเสนอออกหมายจับ และศาลจังหวัดนครพนม ได้มีการออกหมายจับไปเรียบร้อย ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้เข้าไปติดตามจับกุมที่บ้านพัก ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร แต่ยังไม่พบตัว เชื่อว่ายังหนีไปกบดาน นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาอีก 2 คน ที่มีการเข้ามอบตัวแล้ว คือ นายสับ วาปี อายุ 61 ปี พร้อมภรรยา คือ นางจัน วาปี อายุ 59 ปี ซึ่งทั้ง 2 ราย เคยเป็นพยานช่วยเหลือครูจอมทรัพย์ เบื้องต้นทางตำรวจได้มีการสอบสวน พร้อมแจ้งข้อหาหนัก ไว้ถึง 3 ข้อหาหลัก คือ แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน เบิกความเท็จต่อศาล และความผิดเป็นอั้งยี่และซ่องโจร ส่วนข้อหาอื่นๆ ต้องรอคณะทำงานสอบสวนพิจารณาตามขั้นตอน หากพบเข้าข่ายจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมภายหลัง.