วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ณรัชต์" ชูนโยบาย "3 ส. 7 ก." ปรับใหญ่ "143 เรือนจำ"

“เป็นเรื่องที่ดี รัฐบาล คสช.ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ในฐานะอดีต รมว.ยุติธรรม ได้เข้ามาแก้ปัญหาในเรือนจำ นำกำลังทหารปิดล้อมตรวจค้น ขนย้ายสิ่งของต้องห้ามโทรศัพท์และยาเสพติดทำให้เป็นศูนย์ คาดโทษเสนอย้าย ผบ.เรือนจำ ที่ถูกหน่วยนอกจับกุม เป็นการจัดระเบียบใหญ่เรือนจำทั่วประเทศ ทำให้ทำงานง่ายขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก ถ้าเป็นรัฐบาลพลเรือนทำไม่ได้ วันนี้การดูแลผู้ต้องขัง ผบ.เรือนจำ ต้องปกครองด้วยความเข้าใจและเข้าถึง ยืนยันว่าจะไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ไม่ใช้ตำแหน่งหาช่องว่างค้าขาย ตั้งบริษัทมาประมูลงานในเรือนจำไม่เบียดเบียนลูกน้อง ผบ.เรือนจำไม่มีความจำเป็นต้องมาดูแลผู้ใหญ่หรือเข้ามาหาขอให้อยู่ในพื้นที่ พร้อมตัดสินใจแก้ปัญหา ผู้บริหารจะลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเอง และไม่ขาย “จิตวิญญาณคนราชทัณฑ์” ไม่อะลุ่มอล่วยจนเกินเหตุ มีกรอบขีดเส้นไว้ชัดเจน ไม่ใช่ผู้ใหญ่ฝากมาจนไม่เห็นหัวลูกน้อง และไม่ให้ยกนักโทษให้มีสถานะอยู่เหนือกว่าผู้คุมเรือนจำ”

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดใจงานใหม่ที่ท้าทาย สิ่งที่สังคมเคลือบแคลงสงสัย และหาทางเยียวยาสภาพเรือนจำที่ทรุดโทรม มีอายุการใช้งานมานาน โครงสร้างอาคารต่างๆ จากมาตรฐานสากล จำนวนผู้ต้องขังมีมาก ติดอันดับที่ 6 ของโลก ไม่ได้สัดส่วนเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ควบคุมผู้ต้องขัง

กรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขัง 321,165 ราย ข้าราชการราชทัณฑ์ 12,126 ราย ความจุของเรือนจำรองรับผู้ต้องขังได้ 112,348 รายของเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง ปัจจุบันเกินความจุของเรือนจำ 2 เท่า หลักสากลเจ้าหน้าที่ 1 คน ดูแลผู้ต้องขัง 5 คน แต่เรือนจำไทยเจ้าหน้าที่ 1 คน ดูแลผู้ต้องขัง 50-100 คน

ความแออัดยัดเยียดของผู้ต้องขังในเรือนจำอยู่ในสภาพ “ผู้ต้องขังล้นคุก” มีผลกระทบความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำ และมีผลต่อการบริหารจัดการเรือนจำ การดูแลสวัสดิการ และดูแลผู้ต้องขัง ทำได้ยากลำบาก ไม่สามารถควบคุมวินัยผู้ต้องขัง หรือสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังได้เต็มที่ เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เจ้าหน้าที่เรือนจำน้อย สถานที่แออัดเก่าแก่ ผู้ต้องขังที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเป้าหมายหลักของเรือนจำ จะต้องควบคุมบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม และอบรมขัดเกลาให้คนกระทำผิดกลับใจเป็นสุจริตชน ออกสู่สังคม

ที่ผ่านมาผู้ต้องขังที่พ้นโทษกลับไปทำผิดซ้ำจำนวนมาก กรมราชทัณฑ์มีนโยบาย “คืนคนดีสู่สังคม” แต่ปัจจุบันกลายเป็น “คืนคนเดิมสู่สังคม” เป็นเรื่องที่ต้องรีบแก้ไข ทั้งการสร้างงาน สร้างอาชีพ อบรมสั่งสอนให้กับผู้ต้องขัง เวลาที่พ้นโทษออกมาอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้

เป็นงานใหญ่ที่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อดีตนายตำรวจ นักวิชาการ และมือบริหาร ที่ถูกวางตัวมารับผิดชอบ กรมราชทัณฑ์ โดยเฉพาะทิศทางทำงานที่รัฐบาลและสังคมคาดหวังจะได้เห็นคนรุ่นใหม่มาจัดการเรือนจำแดนสนธยาให้ปราศจากยาเสพติด ทารุณนักโทษ เหมือนอดีตที่ผ่านมา

พ.ต.อ.ณรัชต์ชูนโยบาย “3 ส. 7 ก.” 3 ส. ได้แก่ 1.สะอาด เรือนจำต้องสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ พร้อมให้บริการประชาชน ปราศจากยาเสพติด โทรศัพท์มือถือ สิ่งของต้องห้ามในเรือนจำ และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีจิตใจที่สะอาด 2.สุจริต ไม่เรียกรับผลประโยชน์ ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ไม่ทำธุรกิจการจัดซื้อจัดจ้างขายของกับหน่วยงาน ไม่เบียดเบียนผู้ใต้บังคับบัญชา และ 3.เสมอภาค ขอให้ปฏิบัติกับผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค

7 ก. ได้แก่ 1.กักขัง ภารกิจหลักของกรมราชทัณฑ์ควบคุมผู้กระทำผิดตามกฎหมายมิให้หลบหนี ผบ.เรือนจำ หรือ ผอ.ทัณฑสถาน จะต้องรู้ 3 อย่าง ได้แก่ รู้คน รู้พื้นที่ และรู้สถานการณ์ 2.แก้ไข กรมราชทัณฑ์จะยึดแนวทางนโยบาย 5 ก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงกรมราชทัณฑ์ ตามที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม และองคมนตรี มี “กฎเหล็ก” เรื่องการห้ามมียาเสพติด โทรศัพท์มือถือ และสิ่งของต้องห้ามต่างๆ เข้ามาจัดระเบียบเรือนจำ และสร้างการยอมรับของสังคม เมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษ

3.กฎหมาย ยึดหลักกฎหมาย และควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล 4.การวางกรอบ แก้ไขปัญหาโดยจำกัดพื้นที่สีเทาให้น้อยที่สุด และอยู่ในความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชา 5.กลั่นกรอง วิเคราะห์และจัดวางระบบการจำแนก การจัดชั้น การพักการลงโทษ และลดวันต้องโทษของผู้ต้องขัง เพื่อประเมินความเสี่ยง

ที่ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำหรือสร้างความเดือดร้อนของสังคม 6.กำลังใจ ใช้หลักเมตตาธรรม สิทธิประโยชน์ผู้ต้องขัง ดูแลด้วยความเป็นธรรม และเป็นไปตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ขอให้เรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ถวายงานประสบผลสำเร็จดีที่สุด 7.กลับตัว ผู้ต้องขังที่ได้รับการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัย สามารถกลับตนเป็นคนดี อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างเป็นสุข โดยไม่กระทำผิดซ้ำซาก

สานต่อโครงการของพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงห่วงใยและใส่พระทัยปัญหาเรือนจำ โครงการ “ห้องสมุดพร้อมปัญญา 98 แห่ง” ของ สมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการ “TO BE NUMBER ONE” ของ ทูลกระหม่อม หญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และ “โครงการกำลังใจในพระราชดำริฯ” ของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ต้องขัง

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ย้ำกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “เห็นข่าวคนที่ติดคุกอยู่ในเรือนจำกลับออกไปก่อคดีอีก เป็นภาพลบของเรือนจำ ที่กำหนดกรอบในการพิจารณาจำแนกพักการลงโทษ และลดวันต้องโทษของผู้ต้องขัง ไม่ปล่อยคนแบบนี้ออกมาอยู่ในสังคม “กรมราชทัณฑ์” เป็นปลายน้ำกระบวนการยุติธรรม ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัย นำสำนวนเสนออัยการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ก่อนเข้าสู่ศาลพิพากษาคดี ผิดสั่งฟ้อง ส่งเข้ามาคุมตัวไว้ที่เรือนจำ ต้องยอมรับการทำงานในเรือนจำ เจอแต่คนไม่ดี “สีเทา” มีหลายเรื่องที่ทำกันจนเป็นวัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนแปลงยาก แม้จะเป็นคนใหม่ แต่สิ่งใดที่ปรับได้ต้องทำ ต้องมีกรอบ มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน คนที่ไม่ผิดถูกจับเป็นแพะ ถูกกลั่นแกล้ง กระทำความผิดเล็กน้อยสมควรได้รับการพ้นโทษก่อน ได้สั่งให้จัดกลุ่มนักโทษ กลั่นกรองนักโทษที่ออกจากเรือนจำ ส่วนนักโทษที่ใจทมิฬ ทารุณ ข่มขืนและฆ่า ที่ออกไปแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาต้องอยู่นานๆ”

“ปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก ผู้คุมน้อย นักโทษเยอะ เรือนจำแออัด ทำให้การอบรมพัฒนานิสัยของผู้ต้องขังไม่เต็มประสิทธิภาพ แก้ไขฟื้นฟูเยียวยาไม่ได้ผล การสร้างอาชีพทำได้ยาก ขอให้ ผบ.เรือนจำ ผอ.ทัณฑสถาน ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เรือนจำและทัณฑสถาน โดยให้ยึดว่า “งานได้ผลคนเป็นสุข” งานได้ผลคือ ไม่มีการแหกหักหลบหนี เรือนจำสะอาด ภายใต้ “นโยบาย 5 ก้าวย่าง” คนเป็นสุขคือ ผู้ใต้บังคับบัญชามีความสุขสบาย ได้พักผ่อนพอสมควร คุณภาพชีวิตผู้ต้องขังพอใช้ได้ นอกจากงานหลัก ที่ควบคุมนักโทษไม่ให้หลบหนี และสร้างงานให้เตรียมพร้อมเมื่อพ้นโทษออกจากเรือนจำ และการให้บริการประชาชนที่เป็นญาติที่มาเยี่ยมผู้ต้องขังให้ดีที่สุด เพื่อให้นักโทษได้รับกำลังใจต่อสู้ความยากลำบาก มีแรง ที่จะฝึกงานเพื่อกลับสู่สังคม ทำให้ญาติเข้าใจเรือนจำ ไม่ถูกมองสกปรก ทุจริต เลือกที่รักมักที่ชัง ผู้คุมต้องลดราวาศอกลงโทษผู้ต้องขัง คิดหาทางทำอย่างไรที่จะให้ผู้ที่พ้นโทษกลับมาเป็นคนดี”

เป็นความตั้งใจของ พ.ต.อ.ณรัชต์ เปลี่ยนหน้าตาของเรือนจำที่อดีตเป็น “แดนสนธยา” ทำให้โปร่งใส และเท่าเทียม สร้างความเข้าใจให้สังคมยอมรับ เมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษออกมา.

ทีมข่าวอาชญากรรม