วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าเกมลึก คสช. “ชิงเหลี่ยม” เลือกตั้งท้องถิ่น

ตรวจการบ้านเล็ก เช็กการบ้านใหญ่

บรรยากาศขมุกขมัวในห้วงคาบเกี่ยวปลายฤดูฝนกับต้นฤดูหนาว

คละเคล้าไปกับสถานการณ์อึมครึมทางการเมือง เรื่องของการปรับคณะรัฐมนตรีที่ “เท้งเต้ง” มาพักใหญ่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ระบุ ได้นำรายชื่อเข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯแล้ว

ตามแนวโน้มรัฐมนตรีที่มีชื่ออยู่ในข่ายหลุดเก้าอี้ เริ่มทยอยเก็บของกลับบ้าน

ส่วนพวกที่ได้รับการันตีว่าชื่อยังเหนียวอยู่ก็คือ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ “เพื่อนรัก” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ครบเซตเพื่อนพ้องน้องพี่

ไม่กระเด้งกระดอนตามกระแสที่ถาโถมเข้ากระหน่ำ

ตอกย้ำความเป็นทหารอาชีพของ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ประกาศจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยังไง “บิ๊กตู่” ก็ขาด “พี่ใหญ่” ไม่ได้ ไม่ทิ้ง “พี่รอง” ผู้มีพระคุณ และไม่หักหาญ “เพื่อนรัก”

ยอมสวนกระแส เลือกความเป็นทีมที่ล่มหัวจมท้ายกันมากว่า 40 ปี

และอันที่จริง ถ้าเว้นเรื่องของ “พี่ใหญ่–พี่รอง– เพื่อนรัก” ที่ถือเป็นโจทย์บังคับ ยากต่อการตัดสินใจ ในจุดอื่นๆประเมินจากสัญญาณที่ “บิ๊กตู่” แพลมๆ ออกมา การปรับ ครม.รอบนี้จะมีรัฐมนตรีทหารออกมากกว่าเข้า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคต

นั่นแสดงถึงการฟังเสียงสะท้อนจากภายนอกเหมือนกัน

โดยเฉพาะกระแสที่บอกให้ลดโควตาทหารเปิดทางมือบริหารอาชีพเข้ามาแทน

ต่อเนื่องกับแผนยุทธศาสตร์ที่น่าจะมีการเปิดพื้นที่ให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้จัดวางทีมงานในกระทรวงสำคัญทางเศรษฐกิจ

ปิดช่องโหว่ที่โดนโจมตีเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน

โดยรูปการณ์ปรับโหมดรองรับงานใหญ่ ที่นายสมคิดเตรียมเพิ่มสารพัดมาตรการอัดฉีดงบประมาณให้ถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่สำคัญต้องมีการปรับจูนกลไกบริหารราคาพืชผลทางการเกษตร ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง พืชผักผลไม้ ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์

เพิ่มพลังผลักดันเศรษฐกิจฐานรากให้ล้อกับเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังมีสัญญาณบวก

อย่างน้อยก็เป็นสถิติที่ยืนยันด้วยตัวเลข ทั้งเปอร์เซ็นต์จีดีพีที่สูงขึ้น อัตราการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ความสามารถในการแข่งขันที่ติดอันดับท็อปเทนของโลก ถูกจัดอยู่ในข่ายประเทศที่ขั้นตอนเอื้อต่อการทำธุรกิจสะดวก เหมาะกับการลงทุน ฯลฯ

“ลุงตู่” ต้องเพิ่มปัจจัยหนุน “สมคิด” ตามสถานะฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเนื้องานรัฐบาล

รับกับเงื่อนไขสถานการณ์ปรับเปลี่ยนเพื่อเดินหน้าไปต่อ

โดยเฉพาะในจังหวะที่วางหมากข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้ง ที่รัฐบาล คสช.ยังมีความจำเป็นต้องเร่งสร้างฐานการเมือง กวาดคะแนนนิยมเป็นต้นทุนส่วนตัวของ “ลุงตู่” ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่จำกัด

“สมคิด” ต้องออกแรงวิ่งสู้ฟัดแบบสุดกำลัง

อย่างน้อยถ้าล้อตามโปรแกรมที่ล็อกไว้ในโรดแม็ป กลไกสำคัญคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่น่าจะเป็นรูปเป็นร่างในเดือนเมษายนปีหน้า 2561

ถึงตรงนั้นก็ใกล้เคียงกับเงื่อนเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ระบุไว้ จะประกาศเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนปีหน้า เพื่อไปเข้าคูหากาบัตรกันในเดือนพฤศจิกายน

นั่นหมายถึงยุทธศาสตร์ไปต่อของ “ลุงตู่” ต้องเริ่มต้นออกตัวตั้งแต่จังหวะปรับ ครม.รอบนี้เลย

เพราะโจทย์ยากของ คสช.ต้องปั่นแต้มจากศูนย์ สู้กับหัวคะแนนและมวลชนของนักการเมือง

ตามเงื่อนไขสถานการณ์แบบที่เห็นๆกัน ถึงแม้คสช.จะยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม แต่ตามฟอร์มของนักเลือกตั้งอาชีพรีบขยับออกตัวกันตั้งแต่หัววันแล้ว

แนวโน้มหนีไม่พ้นการลักลอบเคลื่อนไหวฉากหลัง ยิ่งในมุมของพรรคเพื่อไทยและค่ายประชาธิปัตย์ที่ต้องเคลียร์โจทย์ยากภายในเหมือนกัน ในปมของผู้นำพรรคสู้ศึกรอบต่อไป

น่าจะหยั่งเชิงวัดพลังภายในกันอย่างเข้มข้นทั้งสองค่าย

อย่างปรากฏการณ์ล่าสุดที่ทีมงานแกนนำพรรคเพื่อไทยยกขบวนบินไปพบอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศสิงคโปร์ และถูกทหารจับตาถึงการเริ่มกลับมาเดินกระแส ชิงพื้นที่ทางการเมือง

เหลี่ยมเขี้ยวนักการเมือง ไม่มีใครรอปลดล็อกตามโปรแกรม คสช. ไม่ทันกินแน่

และนั่นยังหมายรวมถึงกระแสความเคลื่อนไหวของป้อมค่ายการเมือง “ลายพราง” ที่จับเค้ารางตามข่าววงในของนักการเมืองที่ต่อสายแชร์ข้อมูลกัน ถึงวันนี้มีอยู่ 2–3 กลุ่ม ชื่อพรรคแปลกๆใหม่ๆที่กำลังลุยเจาะฐานเสียงในภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคเหนือ ไม่เว้นแม้ภาคใต้

ป้อมค่ายใหม่ก็ชิงจังหวะออกตัวเร็วเหมือนกัน

ล้อไปกับข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ มหาดไทย ที่แยกกันทำโพลสำรวจความเห็นของประชาชนทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ เอกซเรย์ฐานเสียง เช็กคะแนนกันถี่ยิบ

โอกาสที่พรรคใหม่จะเจาะฐานของเจ้าเดิมอย่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์

เริ่มมีช่องว่างมากขึ้นเป็นลำดับ

ไหนจะเงื่อนไขการนับคะแนนเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่บล็อกพรรคใหญ่ไม่ให้มีเสียงเกินครึ่ง ตรงกันข้าม คะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะไหลไปให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก แบ่งแต้มกันทั่วถึง

เอาเป็นว่า ประเมินจากสารพัดปัจจัยที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจล็อกความได้เปรียบไว้

โอกาสเอื้อให้ “นายกฯลุงตู่” เบิ้ลเก้าอี้รอบสอง เป็นต่อคนอื่นอยู่หนึ่งช่วงตัว

แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้โดยรูปการณ์ทีมงาน คสช.จะกุมสภาพความเหนือกว่าในยุทธศาสตร์ทางอำนาจไว้ แต่ก็ไม่มีหลักประกันความชัวร์ในการเลือกตั้งสนามใหญ่

คะแนนจะออกมาตามเป้าหมายของฝ่ายคุมเกมอำนาจหรือไม่

และถ้าคะแนนไม่เป็นไปตามเป้า จะทำให้เกิดเหตุวุ่นวาย กลายเป็น “เสียของ” อีกหรือเปล่า

ที่สำคัญไม่รู้จะมีเหตุปัจจัยแทรกซ้อนเข้ามาทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปหรือไม่

ด้วยเหตุปัจจัยข้างต้นนี้ มันก็เป็นอะไรที่มีเหตุผลสนับสนุนความเหมาะสมชอบธรรม ตามจังหวะที่รัฐบาล คสช.โยนทุ่น ส่งสัญญาณจะปล่อยไฟเขียวเลือกตั้งระดับท้องถิ่นก่อนปลดล็อกการเมือง

เช็กสนามเล็ก ก่อนเปิดสนามใหญ่

ในจังหวะเล่นเร็ว คิดไวทำไว รัฐบาลได้มอบธงให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นัดหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สำนักงานกฤษฎีกา สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ถึงการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น

ต้นปีหน้าสนามเปิด ผู้ว่าราชการกรุงเทพ-มหานคร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศมนตรี เทศบาล เตรียมแต่งตัวลงสนามกันได้

แน่นอน อ่านไต๋กันง่ายๆ เกมนี้เป็นการลดแรงกดดันการปลดล็อกการเมืองสนามใหญ่

แถมยังได้เช็กเสียง หยั่งกระแส เช็กอุณหภูมิการเมือง

คสช.ต้องการทดสอบความปั่นป่วนวุ่นวาย หลังการปล่อยให้มีการเลือกตั้ง

เพราะถึงอย่างไร หากกระแสไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ คสช.วางไว้ นายก อบจ. นายก อบต. สมาชิกสภาท้องถิ่น ก็ยังอยู่ภายใต้การกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัด ภายในอาณัติของกระทรวงมหาดไทย

ไม่มีโอกาสเฮี้ยวใส่ เปิดเกมป่วน คสช.

แบบที่พรรคเพื่อไทยเข้าสภามาลุยกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย อย่างที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกาศล่วงหน้า ถ้าพรรคเพื่อไทยกลับมาครองสภา ก็สามารถรื้อรัฐธรรมนูญฉบับ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ หรือประชาธิปัตย์ใช้เสียงข้างมากล้ม

โครงการเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลคสช.ตั้งแท่นไว้

ทีมงาน “ลุงตู่” ยังคุมเกมอำนาจไว้แบบเต็มไม้เต็มมือ

และที่ถือเป็นยุทธศาสตร์ล้ำลึก สะท้อนเหลี่ยมเชิงสูงก็คือ เป้าหมายของทีมงาน “สมคิด” ที่มองข้ามช็อตไปถึงการปลดล็อกงบประมาณจำนวนมหาศาลกว่า 2 แสนล้านบาทขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

เพื่อมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาปากท้องประชาชนคนยากจน

ใช้งบฯท้องถิ่นวางมัดจำแต้มให้ “นายกฯลุงตู่” ได้เป็นกอบเป็นกำ

“ทักษิณ” ใช้เงินหลวงหาเสียงได้ ยี่ห้อ “สมคิด” ก็ทำเป็นเหมือนกัน.

“ทีมการเมือง”