วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้ายด่วน ผู้การกรม นร.ตท. ไป บก.ทท.

ผบ.พันเจอด้วย ประวิตรขอโทษ ‘ครอบครัวเมย’

ผบ.สส.เซ็นคำสั่งเด้งผู้การกรมนักเรียน และผู้พันกรมนักเรียน ร.ร.เตรียมทหารเข้ากรุ ผลพวงเงื่อนงำ “น้องเมย” เสียชีวิต โฆษกกลาโหมเผยผลสอบถึงมือ “บิ๊กป้อม” พบทำเกินกว่าเหตุ ส่วนเหล่า นตท.แห่โพสต์ป้องสถาบันใช้หัวข้อ “เสพข่าวอย่างมีสติ” งดดราม่า ทำให้เกิดกระแสชาวเน็ตนับหมื่น เรียกร้องกองทัพไขข้อข้องใจพร้อมวิจารณ์ “ท่าทิ้งสมอ” เป็นอันตราย ขณะที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” ยื่นร้อง กสม. แพทย์ละเมิดสิทธิ

ภายหลังพ่อแม่ และพี่สาว “น้องเมย” นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ไปรับอวัยวะภายใน รวมทั้งสมองจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อตรวจดีเอ็นเอของ นตท.ภคพงศ์ ว่าตรง กับอวัยวะที่นำมาส่งหรือไม่ ก่อนนำไปตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดเพื่อคลายปมสงสัย

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 พ.ย. ที่ห้องประชุม บก.ภ.จ.นครนายก พล.ต.ต.วัฒนา ยี่จีน ผบก.ภ.จ.นครนายก เรียกประชุมพนักงานสอบสวนในคดีการเสียชีวิตของ นตท.ภคพงค์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เพื่อคลี่คลายคดีใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง หลังการประชุมพล.ต.ต.วัฒนาเปิดเผยว่า วางกรอบการทำงานไว้แล้ว จะเรียกผลการชันสูตรพลิกศพมาพิจารณา เพื่อกำหนดประเด็นการสอบสวน ทั้งในเรื่องของพยานบุคคล และพยานวัตถุ รวมไปถึงเรื่องการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกัน ประสานขอความร่วมมือกับทางโรงเรียนเตรียมทหาร ส่งตัวพยานบุคคลใกล้ชิดกับผู้เสียชีวิตมากที่สุดมาสอบสวนก่อน ส่วนครอบครัวของผู้เสียชีวิตนั้น ต้องรอให้สภาพจิตใจดีขึ้นก่อนจะดำเนินการสอบสวนต่อไป

ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์หนักหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาให้สัมภาษณ์กรณีการเสียชีวิตของ นตท.ภคพงค์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เป็นโรคฮีตสโตรก และเป็นทหารต้องอดทน ทำให้นายพิเชษฐ พ่อของน้องเมยออกมาตอบโต้ ไม่เห็นคุณค่าของลูกนั้น ไม่อยากให้สื่อมวลชนหรือโซเชียลมีเดียเอาประเด็นไปขยายความ ขอให้รอความจริงปรากฏออกมาดีกว่า เบื้องต้นผลการสอบสวนของคณะกรรมการโรงเรียนเตรียมทหารส่งถึง พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.สส.แล้ว แต่ยังไม่ถึง พล.อ.ประวิตร ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองบัญชาการกองทัพไทย ที่มี พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธาน อยู่ระหว่างสอบสวนว่า มีการทำอะไรเกินเลยกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ รวมทั้งรอผลทางการแพทย์

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของ พล.อ.ประวิตร จะทำความเข้าใจกับพ่อและแม่น้องเมยอย่างไร พล.ท.คงชีพตอบว่า อะไรที่ไปกระทบความรู้สึกพ่อและแม่ ตนขอกราบประทานอภัย วันที่ พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ ตนอยู่ด้วย เป็นการตอบในภาพรวมไม่ได้เจาะจงถึงตัวน้องเมย แต่เมื่อมีการยกไปบางส่วน ไม่ครบถ้วน ทำให้กระทบความรู้สึกพ่อและแม่ อยากให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลครบถ้วน ให้สังคมเข้าใจถูกต้อง

พล.ท.คงชีพกล่าวอีกว่า ผลการสอบสวนการเสียชีวิตของ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ที่ พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.สส. ส่งให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม นั้น เป็นผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุดที่มี พล.ต.กนกพงษ์ จันทร์นวล ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียม ทหาร ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุดที่ ผบ.สส.แต่งตั้ง พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหารเป็นประธาน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ถึงการเสียชีวิตของ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ ว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ สิ่งที่ตนพูดไปกระทบกระเทือนต่อครอบครัวน้องเมย ส่วนตัวต้องขอโทษด้วย และยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไม่เข้าข้างใคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการสอบสวนชุดของ พล.ต.กนกพงษ์ จันทร์นวล เป็นการตรวจสอบ 2 กรณีคือ กรณีน้องเมยถูกรุ่นพี่ซ่อมเมื่อ 2 เดือนก่อนเหตุการณ์เสียชีวิตในวันที่ 17 ต.ค. ทำให้น้องเมยหยุดหายใจไปชั่วขณะ และแพทย์ทำการปั๊มหัวใจ จนน้องเมยกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง จากการสอบสวนพบว่า เป็นการทำเกินกว่าเหตุ สั่งลงโทษผู้เกี่ยวข้อง และทางครอบครัวน้องเมยไม่ติดใจเอาความ ส่วนกรณีที่ 2 คือเหตุการณ์วันที่ 17 ต.ค. ที่ทำให้น้องเมยเสียชีวิต ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดที่จับ ภาพได้ภายในโรงเรียนเตรียมทหาร รวมถึงสอบถามเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ และเพื่อนของน้องเมย พล.ต.กนกพงษ์ระบุในผลการสอบสวนว่า ยังไม่พบว่ามีผู้ใดไปทำร้าย นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ จนเสียชีวิตก่อนจะส่งศพไปชันสูตร และแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ผลการสอบสวนทั้งหมดนี้ส่งให้กับ ผบ.สส. สำหรับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุด พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง อยู่ระหว่างดำเนินการ ผลการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ

ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด พร้อมคณะเดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงเรียนเตรียมทหาร อ.บ้านนา จ.นครนายก มี พล.ต.กนกพงษ์ จันทร์นวล ผบ.รร.เตรียมทหาร พร้อมคณะให้การต้อนรับเพื่อพบปะข้าราชการ และนักเรียนเตรียมทหาร เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ 60 ปี พร้อมทั้งตรวจสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนเตรียมทหาร

ขณะเดียวกัน พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด ลงนามในคำสั่งกองทัพไทยที่ 104/2560 ปรับย้าย พ.อ.ฉัตรชัย ดวงรัตน์ ผู้บังคับการกรมนักเรียน โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (ผบ.กรม.นร.รร.ตท.สปท.) ไปอยู่ในตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการประจำ บก.ทท. พร้อมแต่งตั้งให้ พ.อ.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ไปเป็น ผบ.กรม.นร.ตท.สปท. (พันเอกพิเศษ) แทน นอกจากนี้สั่งย้าย น.ท.นพศิษฐ์ เพียรชอบ ผู้บังคับกองพันนักเรียน กรมนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (ผบ.พัน.นร.กรม. นร.รร.ตท.สปท.) ไปประจำหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) และย้าย น.ท.ประเสริฐศิลป์ วรสิษฐ์ หัวหน้านายทหารฝ่ายสรรพาวุธ ฝ่ายสรรพาวุธ นย. มาเป็น ผบ.พัน.นร.กรม. นร.รร.ตท.สปท.แทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคำสั่งกองทัพไทย ไม่ได้ระบุถึงเหตุผลในการปรับย้ายนายทหารทั้ง 4 นาย บอกเพียงอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการ ปลด ย้าย เลื่อน และ ลดตำแหน่งข้าราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2502 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 2 ข้อ 5 (2) อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้มีผลสืบเนื่องจากกรณีที่ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิต เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2560 ที่โรงเรียนเตรียมทหาร และญาตินำศพไปให้โรงพยาบาลชันสูตรใหม่ พบอวัยวะสำคัญภายในหายไปอย่างน่าสงสัยตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงในสาเหตุของการเสียชีวิต

ที่สำนักงานกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือผ่านนายโสพล จริงจิตร รองเลขาธิการ กสม. ถึงกรรมการ กสม. ขอให้ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณี นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน นายศรีสุวรรณกล่าวว่า การเสียชีวิตของน้องเมยเป็นที่น่าสงสัย หลายคนคาใจ ต้องตรวจสอบให้สาธารณชนรับรู้ว่า ผอ.ทางกองแพทย์ และกองพยาบาล โรงเรียนเตรียมทหารมีพฤติกรรมปิดบังข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ต้องแจ้งให้ญาติผู้เสียชีวิตทราบ อันเป็นการขัดแย้งต่อจรรยาบรรณทางการแพทย์หรือไม่ การคัดกรองบุคคลเข้าเรียน มีความผิดพลาดล้มเหลวหรือไม่ รวมถึงวัฒนธรรมการซ่อม หรือการธำรงวินัยเป็นวัฒนธรรมทหารที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นจนเป็นเรื่องปกติ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ผู้บัญชาการปล่อยปละละเลยให้นักเรียนรุ่นพี่ลงโทษรุ่นน้องโดยไม่คำนึงถึงเหตุร้ายที่จะตามมา ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีนักเรียนเตรียมทหารตายทุกปี ทั้งที่นักเรียนเหล่านั้นตั้งใจจบมาทำงานเพื่อรับใช้ประเทศชาติ และแทนคุณแผ่นดิน กลับกลายเป็นว่าเข้าไปเพื่อรับใช้ความบ้าคลั่งของรุ่นพี่บางคน

นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า การที่แพทย์เก็บอวัยวะภายในของน้องเมยไว้โดยไม่ได้แจ้งญาติ ถือว่าผิดจรรยาบรรณทางการแพทย์หรือไม่ และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 199 หรือไม่ ข้อพิรุธทั้งหมดนี้ทางสมาคมฯ เห็นว่าหากปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบบริหารราชการแผ่นดิน และกระบวนการยุติธรรมของไทย ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ และนานาประเทศที่เฝ้าติดตามการใช้อำนาจของรัฐไทย อาจขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี อยากให้ กสม.ทำความจริงให้ปรากฏ รายงานข้อเท็จจริงให้สาธารณชนรับทราบว่า การดำเนินการดังกล่าวขัดหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่

สำหรับกระแสในโซเซียลต่างวิจารณ์กันถึง “ท่าทิ้งสมอ” คาดเป็นสาเหตุให้น้องเมยถูกซ่อมจนเสียชีวิตว่า เป็นท่าฝึกสร้างความแข็งแกร่งของลำคอและต้นคอ แต่การฝึกจะต้องอยู่ในท่าที่ถูกต้อง รวมทั้งอยู่ในการดูแลของครูฝึกอย่างใกล้ชิด และห้ามทำนานกว่า 8-10 นาทีด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดอาการเลือดตกหัว มึนหัวได้ ท่าฝึกแบบนี้ถูกใช้กันมากในหมู่ของหน่วยซีล รีคอน คอมมานโด อากาศโยธิน นาวิกโยธิน แต่การนำมาใช้กับนักเรียนเตรียมทหาร อายุ 14-15 ปี ที่เพิ่งจบ ม.3 ม.4 ถูกตั้งคำถามมาว่า เหมาะสมหรือไม่ อีกทั้งการให้รุ่นพี่ปกครองน้องยังมีวุฒิภาวะน้อย และอาจจะขาดประสบการณ์ต่อการพิจารณาว่าอันตรายหรือไม่ แล้วมาสั่งให้ทำท่าดังกล่าวอาจเกิดอันตรายได้เช่นกัน ขณะที่ พล.ต.กนกพงษ์ จันทร์นวล ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร ยืนยันว่า ท่าฝึกดังกล่าวไม่ได้มีบรรจุไว้ในระเบียบของโรงเรียนเตรียมทหาร ถ้าใครสั่งทำท่าฝึกลักษณะนี้ภายในโรงเรียนเตรียมทหารผู้ที่สั่งไม่ว่าจะเป็นใครจะต้องถูกลงทัณฑ์ตามระเบียบ

ขณะเดียวกัน มีกระแสต่อเนื่องเมื่อเหล่าบรรดานักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร โพสต์ข้อความปกป้องสถาบันหัวข้อ “เสพข่าวอย่างมีสติ” พร้อมยังบอกอีกว่าคนนอกไม่รู้หรอก หากไม่ได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนทหาร อีกรายโพสต์ว่า อยากที่จะบอกว่า “ซ่อมไปทำไม ซ่อมไปเพื่ออะไร แต่เป็นทหารมันอธิบายให้พลเรือนฟังยาก เหมือนนกอธิบายปลาว่ากระพือปีกทำไม งดดราม่า”

ส่วน น.ส.สุพิชา พี่สาวของ นตท.ภคพงศ์ โพสต์เฟซบุ๊กโชว์รูปเห็นเพียงแขนชู 2 นิ้ว ขณะนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมีสายให้น้ำเกลือ ใส่ริสแบนด์สีแดงของเตรียมทหารรุ่น 60 พร้อมเขียนข้อความว่า ขอความกรุณาทุกท่าน อย่าโจมตีชื่อเสียงของโรงเรียน เตรียมทหาร เพราะที่นี่คือสถาบันอันทรงเกียรติและเป็นสถาบันหลักที่ผลิตกำลังของประเทศ ตอนนี้ที่เมี่ยงทำคือ ออกมาหาความจริงว่าเหตุใดน้องชายถึงเสียชีวิต เมี่ยงทราบว่าน้องเมยเสียที่กองพยาบาล สถานที่กองพยาบาลไม่มีใครขึ้นไปธำรงวินัยน้องได้ แต่ก่อนหน้าวันที่ 17 เกิดเหตุอะไรขึ้นกับน้องเมย เพราะเมี่ยงได้รับเอกสารชันสูตรทางสถาบันพยาธิเขียนว่า หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันเท่านั้น มีส่วนหนึ่งที่กล่าวถึงอวัยวะภายในหลักๆ มีซี่โครงหักหนึ่งที่ ม้ามมีเลือดอีกหนึ่งที่ แต่ผลฉบับที่ 2 นั้น ยังทำไม่เสร็จ เพราะเมี่ยงนำอวัยวะส่วนที่เหลือไปให้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เมื่อวาน ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร และทางสถาบันจะตรวจสอบ DNA ให้ ว่าใช่ชิ้นส่วนของน้องเมยจริงหรือไม่ สุดท้ายนี้ถ้าทุกคนประสงค์จะตั้งประเด็นคำถาม หรือท่านมีข้อสงสัย ท่านเจาะจงเป็นบุคคลที่อยู่ใน ร.ร.เตรียมทหาร เป็นทางเลือกที่ดีกว่าค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องให้กองทัพดำเนินการสอบสวน เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต อย่างโปร่งใส ตั้งแต่ระดับผู้บังคับบัญชาถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเปิดเผยผลการสอบสวนต่อสาธารณะ รวมทั้งให้มีตัวแทนจากองค์กรอิสระเข้าร่วมสอบสวนด้วย เมื่อสอบเสร็จสิ้นแล้ว หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ทำผิด ทุกคนจะต้องลาออกจากราชการและถูกดำเนินคดีทั้งทางวินัย แพ่ง และอาญา ส่วนกองทัพจะต้องชดเชยและค่าเยียวยาจิตใจให้กับครอบครัว พร้อมทั้งยกเลิกมาตรการการธำรงวินัยที่ใช้ความรุนแรง ล่าสุด จากหัวข้อ และข้อเรียกร้องดังกล่าว ปรากฏว่า มีประชาชนมาร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้วกว่า 21,473 คน