วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ ย้ำเดินหน้าสู่เลือกตั้ง ยันรัฐไม่ปิดกั้น ขออย่าบิดเบือน-ขัดแย้ง

นายกฯ บอกเดินหน้าการเมืองสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป ทุกฝ่ายต้องร่วมมือหารือ ไม่ใช่ติติงกันไปมา ยัน รบ.ไม่ปิดกั้นกีดขวางใคร อย่ามาบิดเบือน...

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า การเดินหน้าทางการเมืองสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชน และประชาคมโลก ดังนั้นทุกคนทุกฝ่ายควรจะหารือกันว่าวันหน้าจะอยู่กันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ภาคธุรกิจ ประชาชน รัฐบาล คสช.ต้องมีหนทางร่วมมือกัน ไม่ใช่ติติงกันไปมา รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายในการที่จะไปต่อสู่ ปิดกั้น กีดขวางใครเลย ก็อย่ามาบิดเบือนซึ่งกันและกัน ต่อไปก็จะทำทุกอย่าง สามารถพูดคุย เจรจา หาหนทางออกกันได้ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ ตนอยากขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายได้ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หันหน้าพูดคุยหารือกัน รับฟังกันอย่างมีเหตุมีผล ด้วยหลักการและเหตุผล ปัจจัยภายใน-ภายนอก ที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่คิดเอาเอง หรือมาเปรียบเทียบกับในช่วงบางช่วง ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์เช่นในปัจจุบัน

ทั้งนี้ขอให้ช่วยกันเสนอแนะสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ เราต้องยึดมั่นจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว ซึ่งสิ่งที่ตนอยากเห็นมากที่สุดจากประชาชนคือ การเตรียมตัวเองให้พร้อมในการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เดือน พ.ย.ของทุกปีเป็นเดือนแห่ง "การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว" ซึ่งเราทุกคนรู้ดีว่า "ครอบครัวหรือบ้าน" เป็นสถาบันที่เล็กที่สุดของสังคม แต่มีความสำคัญที่สุด สำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ก็คือครอบครัว ช่วยสร้างกำลังใจ และเป็นพลังให้กับทุกคนในครอบครัว รับฟังซึ่งกันและกัน อย่าใช้อารมณ์ ส่วนคำพูดที่ไม่ดี ที่ทำลายจิตใจ ทำลายขวัญซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะผู้ใหญ่กับเด็ก บางครั้งก็ต้องฟังเด็กบ้าง ตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราอาจจะเป็นคนที่เกิดในรุ่นก่อนหน้านี้ แต่ลูกหลานก็โตในยุคที่มีดิจิตอล มีเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้บางครั้งเราต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน

สำหรับการใช้ความรุนแรง ทางกาย–วาจา–ใจ เช่น การกักขัง ข่มขืน ข่มขู่ ด่าทอ ทุบตี ทำอนาจาร ฯลฯ เหล่านี้มันเกิดขึ้นมาในสังคมทุกวัน เราเห็นอยู่แล้ว ก็ต้องไปดูในโซเชียลมีเดีย การที่นำเสนอเหตุการณ์ความรุนแรง หรือว่าเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าจะแพร่กันต่อมา คำหยาบคาย เว็บที่มันส่อให้เห็นในเรื่องของการหมกมุ่นทางเพศ มันต้องแก้ไขทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชีวิต ของประเทศชาติ และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนต้องพิทักษ์ไว้ ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น การที่จะเขียนในโซเชียลมีเดีย หรือไปให้ร้ายใครโดยที่เราไม่มีข้อเท็จจริง อันนั้นก็ละเมิดสิทธิผู้อื่น อย่ามองจ้องแต่รัฐบาลจะไปละเมิดสิทธิของท่าน ถ้าท่านไม่ละเมิดกันเอง รัฐบาลจะไปทำอะไรได้ รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลกฎหมาย ไม่มีการละเมิดกฎหมายบ้านเมือง

ทั้งนี้ รวมถึงการละเมิดสิทธิสตรี ซึ่งขัดแย้งกับ "เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน" (SDG 2030) เรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ และการเสริมพลังสตรี รวมทั้งหลักการ “การทำธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน” ขององค์การสหประชาชาติ ที่ให้ความสำคัญกับลูกจ้าง–แรงงาน เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งรัฐบาลนี้ถือเป็น "วาระแห่งชาติ" การไม่ดำเนินธุรกิจที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และสิ่งแวดล้อมในชุมชน เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่หลายฉบับ อย่าไปมองเฉพาะเรื่องการเมืองอย่างเดียว

โดยรัฐบาลเปิดช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน และไกล่เกลี่ยของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เช่น ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ (สายด่วน 1567) ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็เป็นอีกองค์กรที่จะรับเรื่องร้องเรียน และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ เห็นว่าบริษัท หรือผู้ประกอบการเอง ก็ควรจัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน ในสถานประกอบการของตน เพื่อขจัด และแก้ไขปัญหา หรือบรรเทาผลกระทบ ด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ก่อนที่จะบานปลาย

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าหากสามารถยุติการใช้ความรุนแรงได้ตั้งแต่ที่บ้าน ก็จะเป็นการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้กับสังคมโดยรวม ยิ่งกว่านั้น หากสังคมไทยสามารถรักษาสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานควบคู่กับวางรากฐานการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล ก็จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0" ของรัฐบาลด้วย.