วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'สมคิด' ลั่น คนจนต้องหมดไป หักคอแบงก์รัฐปล่อยกู้ อย่าอ้างกลัวหนี้เน่า

"สมคิด" จี้รัฐวิสาหกิจ ช่วยเศรษฐกิจรากหญ้าให้เข้มแข็ง ฝึกอาชีพคนท้องถิ่น ทำคนจนให้หมดไป ชี้ปีหน้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผนึกแบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อ อย่าอ้างกลัวหนี้เน่า ย้ำต้องเกิดได้จริง ช่วง 1 ปีที่เหลือของรัฐบาล...

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนาผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ SOE CEO Forum 2017 ว่า รัฐบาลอยากให้รัฐวิสาหกิจช่วยเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุน แต่อยากให้เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือเศรษฐกิจท้องถิ่นและรากหญ้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งในปีหน้ารัฐบาลจะมุ่งเน้นเรื่องดังกล่าวเป็นวาระสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาความยากจน หากทำให้เชื่อมต่อกันได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นจะเข้มแข็งและทำให้คนจนหมดไป

ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บมจ. ปตท., และบมจ.การบินไทย ถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพด้านบุคลากร ควรนำบุคลากรที่มีประสิทธิภาพมาช่วยฝึกอาชีพให้คนในท้องถิ่น เพื่อให้มีทักษะในการทำงานและเพิ่มรายได้มากขึ้น ซึ่งทุกรัฐวิสาหกิจควรทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นภายใน 1 ปี

นอกจากนี้ ในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐ ในปีหน้าจะมีการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยได้หารือกับ รมว.การคลังแล้วว่าสถาบันการเงินของรัฐจะต้องรวมตัวกันเข้าไปช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยไม่ต้องอ้างว่าจะมีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาคนจนในท้องถิ่นมีหนี้มาก ไม่มีรายได้ ถ้าสถาบันการเงินของรัฐยังไม่ให้โอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ คนจนดังกล่าวจะไม่มีเงินในการพัฒนาตัวเองหรือสร้างอาชีพ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำการเชื่อมฐานข้อมูลลูกค้าของสถาบันการเงินของรัฐทั้งหมด เพื่อให้เห็นข้อมูลในเชิงลึกเพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในแต่ละภูมิภาคและรายอุตสาหกรรม โดยจะมีการตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลในส่วนนี้โดยเฉพาะ และจะมีการแบ่งหน้าที่กันระหว่างสถาบันการเงินของรัฐว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใดสถาบันการเงินของรัฐใดจะเข้าไปดูแล โดยจะต้องทำให้เกิดได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะรัฐบาลมีเวลา 1 ปีที่เหลือในการทำงาน

ขณะเดียวกันการรวบรวมข้อมูลจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ปัจจุบันมีสาขา 95 แห่ง ซึ่งถือว่ามีสาขาน้อย แต่เมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันการเงินอื่นๆ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะทำให้การเห็นภาพและเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ตรงความต้องการ เป็นการคิดแบบนอกกรอบ ขณะที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ต้องไม่ช่วยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปทำธุรกิจในต่างประเทศได้ เพราะเศรษฐกิจ CLMV มีการขยายตัวขึ้นมาก ไม่ใช่เฉพาะทำธุรกิจอยู่แต่ในประเทศเท่านั้น

ทั้งนี้ในการทำงานของรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้อย่างก้าวกระโดด ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2560 ขยายตัวได้ 4.3% ถือเป็นตัวเลขการขยายตัวที่ไม่ธรรมดา จาก 2 ปีก่อนหน้านี้ ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 0.8% เท่านั้น.