วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดข้อหาครูจอมทรัพย์ เบิกความเท็จ ‘โกหกศาล’ โทษเกิน 3 ปีออกหมายจับเลย

ผู้การฯนครพนม ชี้เหตุออกหมายจับครูจอมทรัพย์-ครูอ๋อง เบิกความเท็จ โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน เพราะเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกเกินกว่า 3 ปี ออกหมายจับได้เลย ระบุมีหลักฐาน เป็นระดับ ‘ผู้บงการ’ ขบวนการรับผิดแทน...

วันที่ 24 พ.ย. ภายหลังตำรวจภูธรนครพนม สั่งดำเนินคดี แจ้งข้อหาครูจอมทรัพย์ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครู จ.สกลนคร ที่ออกมาร้องว่าตกเป็นแพะ ขอรื้อฟื้นคดีอาญาขับรถชนคนตาย จนตัวเองต้องติดคุก แต่ภายหลังศาลฎีกา มีคำพิพากษายกคำร้อง นำมาซึ่งการดำเนินคดี กลุ่มขบวนการสร้างพยานเท็จเพื่อรับผิดแทน

จนล่าสุด นายสับ วาปี 1 ใน 7 ของผู้ต้องหา ได้เข้ามอบตัว รับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งได้ให้การยืนยันกับตำรวจว่า รับจ้างทำผิดจริง โดยมี นายสุริยา นวลเจริญ หรือ ครูอ๋อง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทครูจอมทรัพย์ เป็นผู้ว่าจ้าง ตั้งขบวนการรับจ้างทำผิดแทน ตกลงค่าจ้าง 4 แสนบาท แต่ยังไม่ได้เงิน ล่าสุด ทางตำรวจได้สอบสวนพบพยานหลักฐาน ขยายผลเชื่อมโยงไปยังบุคคลต่างๆ

จนกระทั่งมีพยานหลักฐานชัดเจน ว่า นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครู ชาว จ.สกลนคร มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในกระบวนการรับจ้างทำผิดแทน ตั้งแต่ต้น เนื่องจากส่วนหนึ่ของคำให้การของ นายสับ วาปี สารภาพยืนยัน เชื่อมโยงถึง นายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง ที่เคยนำเงินสด 1.7 แสนบาท มาให้ นายสับ วาปี เพื่อไปจ่ายเงินชดเชย ในทางแพ่งแก่ญาติผู้ตายที่ศาลจังหวัดนครพนม เพื่อสมอ้างว่า นายสับ วาปี เป็นคนขับรถตัวจริง

ทางตำรวจจึงมอบหมายให้ พ.ต.อ.ปราโมทย์ อุทากิจ ผกก.สอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม กล่าวหา นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร พร้อมด้วย นายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนสนิท ในข้อหาเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง

บัญญัติว่า “ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษไม่เกิน 7 ปี.." ซึ่งมีการแจ้งความดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เวลา 16.30 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ตามคดีอาญาเลขที่ 828/60

ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.นครพนม กล่าวว่า ในขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อเข้าฐานความผิดดังกล่าว ซึ่งมีโทษเกิน 3 ปีขึ้นไป ไม่ต้องมีการออกหมายเรียก โดยได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเสนอศาลจังหวัดนครพนม ขออนุมัติออกหมายจับตามกฎหมายกับทั้ง 2 ราย ซึ่งถือเป็นผู้บงการสำคัญในขบวนการรับจ้างทำผิดแทน ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาในฐานความผิดต่างๆ จะต้องรอแนวทางการสอบสวน เพิ่มเติม หลังผู้ต้องหาเข้ามอบตัว หรือมีการมารับทราบข้อกล่าวหา

"หากเข้าข่ายความผิดไหน ในแนวทาง 7 ข้อหาที่ตำรวจตั้งไว้ จะได้แจ้งเพิ่มเติม แต่ละคนในฐานความผิดที่แตกต่างกันไป แต่ในเบื้องต้นได้ดำเนินคดีเอาผิด ฐานเบิกความเท็จ และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน" 

(ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66  “เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ (๒) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น”)