วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิระชัย ตั้ง 7 คณะทำงานเอาผิดขบวนการครูจอมทรัพย์ จ่อฟัน 7 ข้อหาหนัก

รอง ผบ.ตร. ตั้งคณะทำงาน 7 ชุด วางแนวทางเอาผิด คนเกี่ยวข้องในขบวนการรับผิดแทนครูจอมทรัพย์ จ่อเอาผิด 7 ข้อหาหนัก เป็นอั้งยี่ซ่องโจร พบหลักฐานเพียงพอดำเนินคดีทันที...


เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังมีการประชุมหารือ วางแนวทาง ร่วมกับ พล.ต.ต.ธนาชัย ฤทธิเดชไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และคณะทำงานดำเนินคดีเอาผิด ขบวนการรับจ้างทำผิดแทนครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร โดยมีการสรุปวางแนวทางออกคำสั่งให้มีการตั้งคณะทำงานของพนักงานสอบสวน เป็น 7 ชุด ซึ่งระดมพนักงานสอบสวนจากพื้นที่ 3 จังหวัด สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร เพื่อพิจารณาดำเนินการเอาผิดกับบุคคลเกี่ยวข้อง ในขบวนการรับจ้างทำผิดแทน หลังมีการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน รวมถึงพยานที่เกี่ยวข้อง ว่า มีขบวนการรับจ้างทำผิดแทนครูจอมทรัพย์ ขึ้นจริง มี นายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง เป็นผู้จัดตั้งขบวนการในการว่าจ้าง นายสับ วาปี พร้อมพวก ไปรับผิดแทน ครูจอมทรัพย์ เพื่อให้พ้นผิด


พนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว 8 ราย มีคนที่ 1 นายสุริยา นวลเจริญ หรือ ครูอ๋อง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทครูจอมทรัพย์ และยังมีหลักฐานเป็นบุคคลสำคัญในการตั้งขบวนการรับจ้างทำผิดแทน คนที่ 2 คือ นายสับ วาปี อายุ 61 ปี ซึ่งเป็นคนที่ออกมายืนยันว่า เป็นคนขับรถชนตัวจริง คนที่ 3 คือ นางจัน วาปี อายุ 59 ปี ที่เป็นภรรยานายสับ วาปี คนที่ 4 คือ นายบุญเทิง วาปี อายุ 63 ปี คนที่ 5 คือ นายเลิศ วาปี อายุ 66 ปี คนที่ 6 คือ นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี พยานที่ยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ มีคนขับรถชนเป็นชาย คนที่ 7 คือ นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นสามีของครูจอมทรัพย์ และคนที่ 8 คือ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี ซึ่งมีการดำเนินคดีในข้อหาหลัก คือ ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี นายสับ วาปี อายุ 61 ปี เดินทางมารายงานตัว รับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งได้ให้การยืนยันกับตำรวจว่า รับจ้างทำผิดจริง ส่วนรายอื่นๆ ยังไม่มีการรายงานเข้ามา


สำหรับการดำเนินคดี ได้วางแนวทางไว้ทั้งหมด 7 ข้อหาหลัก ประกอบด้วย แจ้งความเท็จ ในท้องที่เกิดเหตุ 3 แห่ง มี สภ.เรณูนคร สภ.นาโดน และ สภ.เมืองนครพนม รวมเป็น 3 ข้อหา ส่วนข้อหาที่ 4 คือ เบิกความเท็จ ในชั้นไต่สวน 1 ข้อหา และชั้นพิจารณา อีก 1 ข้อหา ส่วนข้อหาที่ 6 คือ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร และข้อหาที่ 7 คือ ข้อหาหมิ่นประมาทเจ้าพนักงาน รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยทั้งหมดจะมีการมอบหมายให้ คณะทำงาน ทั้ง 7 ชุดดูแล พิจารณาตรวจสอบเอกสาร พยานหลักฐาน ทั้งการให้การในชั้นพนักงานสอบสวน รวมถึงการเบิกความต่อศาล หากพบว่าบุคคลไหนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเชื่อมโยงว่าร่วมขบวนการรับจ้างทำผิดแทนครูจอมทรัพย์ จะมีการพิจารณา แจ้งข้อหาแยกเป็นรายไป ในแนวทาง 7 ข้อหาที่วางไว้ ซึ่งใครจะเข้าข่ายความผิดมากน้อย ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แต่ในขั้นต้นข้อหาหลักที่จะต้องดำเนินคดี คือ ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนในข้อหาอื่นๆ จะต้องรอการสอบสวน พิจารณาเพิ่มเติมข้อกล่าวหา จากพยานหลักฐาน หลังผู้ถูกกล่าวหามารายงานตัว รับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน


ส่วนที่มาของการจัดตั้งขบวนการรับจ้างทำผิดแทน จากการสอบสวน พยาน และพฤติกรรม เชื่อมั่นว่ามาจากการหวังผลประโยชน์ เกี่ยวกับเงินชดเชยเยียวยาแก่ครูจอมทรัพย์ หลังพ้นโทษออกมา หากมีการร้องทุกข์รื้อฟื้นคดีสำเร็จ และสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นแพะ ในคดีขับรถชนคนตาย จะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย รวมถึงได้รับเงินชดเชยเยียวยาจำนวนมาก ทำให้เป็นที่มาของการหวังประโยชน์ เพราะจากการประมาณการ คาดว่าจะมีตัวเลขสูงกว่าหลัก 10 ล้านบาท โชคดีที่ไม่ประสบความสำเร็จ.