วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ฟิทช์” ชี้ธุรกิจทีวีไทยหืดจับ

(ภาพ : REUTERS)

เปิดศึกแย่งโฆษณา-คนนิยมสื่อออนไลน์

“ฟิทช์” มองธุรกิจทีวีไทยปี 61 ยังหืดขึ้นคอ ระบุการแข่งขันที่รุนแรงและการย้ายฐานผู้ชมไปสื่อออนไลน์มากขึ้น กดดันศักยภาพการเติบโต ชี้ผู้ประกอบรายเดิมโดนแย่งโฆษณาอ่วม ขณะที่รายใหม่ยังต้องทุ่มเงินลงทุนเพิ่มเพื่อหาฐานผู้ชมประจำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ออกบทความวิเคราะห์ถึงทิศทางธุรกิจโทรทัศน์ ว่า ผู้ประกอบการธุรกิจโทรทัศน์ยังคงเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการย้ายฐานผู้ชมไปยังสื่อออนไลน์มากขึ้น ซึ่งความท้าทายเหล่านี้จะจำกัดศักยภาพในการเติบโตของรายได้และกำไรของผู้ประกอบการธุรกิจโทรทัศน์ ในปี 2561

ทั้งนี้ ฟิทช์ ระบุด้วยว่า การแข่งขันที่สูงขึ้น จะยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของกระแสเงินสดของผู้ประกอบการธุรกิจโทรทัศน์ในปี 2561 โดยคาดว่ากลุ่มธุรกิจโทรทัศน์จะมีการเพิ่มการใช้จ่ายในการผลิตและจัดหารายการเพื่อช่วงชิงเรตติ้งของช่องเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผู้ประกอบการโทรทัศน์รายเดิม ได้แก่ ช่อง 3, ช่อง 7, ช่อง 9, และช่อง 5 น่าจะยังคงมีผลประกอบการแย่ลงจากการสูญเสียส่วนแบ่งค่าโฆษณาให้กับผู้ประกอบการโทรทัศน์รายใหม่

ขณะเดียวกัน ฟิทช์ ประเมินด้วยว่า ในส่วนของผู้ประกอบการโทรทัศน์รายใหม่เอง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานก็น่าจะไม่เติบโตมากนัก เนื่องจากการลงทุนเพื่อเพิ่มฐานผู้ชมน่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้ค่าโฆษณา อย่างไรก็ตาม มติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งอยู่ระหว่างรอการทำประชาพิจารณ์ และคาดว่าจะมีผลในปลายเดือน ธ.ค.60 นั้น น่าจะช่วยลดความกดดันด้านต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้บ้าง

สำหรับโอกาสในอนาคต ฟิทช์ คาดว่าจะมี เพียงไม่กี่ช่องจากจำนวน 16 ช่องของผู้ประกอบการโทรทัศน์ระบบดิจิตอลรายใหม่ที่จะสามารถรักษาความแข็งแกร่งในด้านการผลิตและจัดหารายการ, เรตติ้งของช่อง, และการเติบโตของรายได้และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 61 ซึ่งช่องรายการเหล่านี้ประกอบด้วย ช่องเวิร์คพอยท์ทีวี โดยบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน), ช่องโมโน โดย บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน), ช่อง 8 โดยบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) และช่องวัน โดยกลุ่มบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เห็นได้จากรายได้ค่าโฆษณาของ
ธุรกิจสื่อของไทยที่ลดลงในช่วง 9 เดือนแรกของปี 60 แต่รายได้และกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวมของผู้ประกอบการช่องทีวีเหล่านี้ยังคงเติบโตสูง ในอัตรา 21% และ 216% ตามลำดับ

ขณะที่ช่องทางการให้บริการสื่อวีดิโอออนไลน์จากต่างประเทศ เช่น YouTube, LINE และ Facebook จะมีส่วนแบ่งค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยเป็นการแย่งส่วนแบ่งจากสื่อดั้งเดิมอื่นๆ รวมถึงโทรทัศน์ ซึ่ง ฟิทช์ คาดว่า ผู้ประกอบการทีวีจะมีการนำรายการของตนไปลงสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจะต้องหาวิธีการสร้างรายได้จากรายการบนสื่อออนไลน์ให้ได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน อัตราค่าโฆษณาต่อการรับชมบนสื่อออนไลน์เหล่านี้ยังต่ำกว่าอัตราค่าโฆษณาบนสื่อทีวีอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท PwC ประเทศไทย ได้เคยคาดการณ์ว่า ในปี 64 ตลาดหลักของอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของไทย เช่น หนังสือพิมพ์ จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี ถดถอยที่ราว -1.8% ขณะที่ธุรกิจโฆษณาออนไลน์จะก้าวขึ้นมาเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยคาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายจะแตะ 725 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 24,100ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 20.3%