วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

75 ปีปฏิบัติการ ‘เฟรชแมน’ ภารกิจพลีชีพ สกัดแผนนิวเคลียร์นาซี

ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตร และกองทัพนาซีเยอรมัน ต่างแข่งขันกันเพื่อเป็นที่หนึ่งในเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งสุดท้าย ฝ่ายสัมพันธมิตร ก็เป็นฝ่ายกำชัย หลังโรงงานนิวเคลียร์สำคัญของฮิตเลอร์ ถูกทำลายลงในปฏิบัติการ ‘กันเนอร์ไซด์’ (Gunnerside) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1943

แต่ราว 4 เดือนก่อนหน้านั้น ในวันที่ 19 พ.ย. 1942 มีปฏิบัติการพลีชีพของทหารหน่วยหนึ่ง ที่ปูทางไปสู่ความสำเร็จของ กันเนอร์ไซด์ และภารกิจอื่นๆ เหล่าทหารหาญอาสาเข้าไปเสี่ยงชีวิตในแดนข้าศึก เพื่อทำภารกิจโจมตีที่พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีเป้าหมายอะไร หรือกำลังไป ณ ที่แห่งใด ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า ‘เฟรชแมน’ (Freshman)

*โครงการนิวเคลียร์นาซีรุดหน้า

กองทัพนาซีเยอรมนี นำหน้าฝ่ายสัมพันธมิตรในเรื่องการวิจัยระเบิดปรมาณูอยู่ถึง 2 ปี หลังจากนักวิทยาศาสตร์เยอรมนีสามารถแยกอะตอมของธาตุยูเรเนียมได้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1938 ปีเดียวกับที่เยอรมนีควบรวมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเชโกสโลวาเกีย และยึดเหมืองแร่ยูเรเนียมแห่งเดียวในทวีปยุโรป ในภูมิภาค ‘โยอาคิมสธาล’ ในเดือนพฤษภาคม 1940 เยอรมนีบุกนอร์เวย์ ยึดแหล่งจัดหาน้ำมวลหนัก ‘ดิวทีเรียม ออกไซด์’ แห่งเดียวในโลก

เดือนต่อมากองทัพของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังสามารถยึดสำนักงานใหญ่ของบริษัทสัญชาติเบลเยียมที่ทำเหมืองแร่ยูเรเนียมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในเบลเจียนคองโก (ชื่อเดิมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก) หลังจากนั้น ยูเรเนียมความบริสุทธิ์สูง จำนวนกว่า 2,000 ตัน ก็ถูกขนส่งไปยัง ‘สถาบัน ไคเซอร์ วิลเฮล์ม’ ในกรุงเบอร์ลิน ที่นักวิทยาศาสตร์ของ ‘อูรันเฟอเรน’ (uranverein) หรือโครงการอาวุธนิวเคลียร์เยอรมัน กำลังขะมักเขม้นสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทดลองขึ้นมา

*ยูเค-สหรัฐฯ วางแผนทำลายโครงการนิวเคลียร์ฮิตเลอร์

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้ วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในยุคนั้น และประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ แห่งสหรัฐฯ หวาดกลัวว่ากองทัพนาซีเยอรมัน จะได้รับชัยชนะในการแข่งขันสร้างอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ ผู้นำอังกฤษและสหรัฐฯ จึงได้หารือกันในเดือนมิถุนายน 1942 และตกลงเป้าหมายสำคัญ 2 อย่างคือ 1.ทุ่มเททรัพยากร ทั้งนักวิทยาศาสตร์​และเทคนิคทั้งหมดลงไปยัง ‘โครงการแมนฮัตตัน’ เพื่อสร้างระเบิดปรมาณู และ 2.ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของฮิตเลอร์

เป้าหมายที่พวกเขาต้องการทำลายคือ โรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำมวลหนัก ‘เวมอร์ค’ ตั้งอยู่ ณ ที่ราบสูง ‘ฮาร์ดังเกอร์’ ซึ่งถูกหิมะปกคลุมและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ตอนกลางของประเทศนอร์เวย์ โดยสำนักงานบริหารปฏิบัติการพิเศษ (SOE) ของสหราชอาณาจักร ได้ส่งทีม 4 คนกระโดดร่มลงไปสำรวจภูมิภาคดังกล่าว ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ ‘เกราซ์’ (Grouse) เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวของโรงไฟฟ้า เวมอร์ค เอาไว้ และในระหว่างที่นายกฯ เชอร์ชิลเดินทางกลับถึงสหราชอาณาจักร เขาก็ออกคำสั่งให้ทำลายโรงงานแห่งนี้ทิ้งเสีย

เมาท์แบตเตน หัวหน้ากองปฏิบัติการร่วมของสหราชอาณาจักร เขียนจดหมายถึงเชอร์ชิล เผยแผนการของเขาสำหรับปฏิบัติการ เฟรชแมน โดยจะให้ทหาร 36 นายทุกชั้นยศจากกองพลส่งกำลังทางอากาศ โดยสารเครื่องร่อนขนส่ง (glider) 2 ลำ ไปทำลายโรงงานไฟฟ้า เวมอร์ค รวมทั้งสต็อกของน้ำมวลหนัก ซึ่งเชอร์ชิลตอบอนุมัติ

*กำเนิดหน่วยพลีชีพ

ปฏิบัติการ เฟรชแมน ประกอบด้วย เครื่องร่อนขนส่ง ‘เอเอส.51 ฮอร์ซา’ 2 ลำ ซึ่งจะถูกปล่อยโดยเครื่องบินทิ้งระเบิด ‘ฮาลิแฟ็กซ์’ ที่ความสูงประมาณ 700 ไมล์ เหนือเป้าหมาย โดยมีทีม เกราซ์ คอยนำทางหน่วยคอมมานโดด้วยสัญญาณไฟ และเรดาร์นำทาง ‘รีเบกกา-ยูเรกา’ ไปยังจุดลงที่บึง สโกลันด์ บริเวณชายฝั่งทะเลสาบมอส ซึ่งกลายเป็นน้ำแข็ง ห่างจากโรงไฟฟ้า เวมอร์ค ราว 8 ไมล์ จากนั้นหน่วยคอมมานโดจะใช้จักรยานพับได้เดินทางไปยังจุดหมาย พร้อมระเบิดที่เพียงพอจะทำลายอาคารคอนกรีตสูง 8 ชั้นแห่งนี้ได้ และแน่นอนว่าต้องผ่านการป้องกันของทหารนาซีเข้าไปให้ได้ก่อน

สิ่งที่เหล่าคอมมานโดต้องทำนั้น แค่คำว่ายากยังไม่เพียงพอ พลตรี จอห์น วิลสัน ผู้ควบคุมปฏิบัติการเฟรชแมน ระบุว่า นอร์เวย์เป็นประเทศที่ไม่เหมาะแก่การใช้ปฏิบัติการเครื่องร่อนที่สุด ทั้งจุดลงน้อย, ภูเขาหน้าทึบ และที่ราบสูงฮาร์ดังเกอร์ก็ขึ้นชื่อเรื่องมีกระแสอากาศแปรปรวน “พวกเขากำลังส่งหน่วยพลีชีพเข้าไป” พลตรี วิลสันกล่าว และการที่ภารกิจเช่นนี้ได้รับไฟเขียวให้ดำเนินการ ตอกย้ำถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เวมอร์ค ต้องถูกทำลายไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

พันโท เฮนเนเกอร์ วิศวกรจากกองพลส่งกำลังทางอากาศ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการบัญชาการปฏิบัติการ เฟรชแมน ในภาพรวม เขาต้องถามคนของเขา เพื่อขออาสาสมัครเข้าร่วมทีมเพื่อไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายลับสุดยอด ที่เขาไม่อาจเปิดเผยข้อมูลใดๆ รวมทั้งประเทศที่พวกเขาต้องเดินทางไป แต่บอกได้ว่า หากล้มเหลว เยอรมันอาจชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายในเวลา 6 เดือน

ขณะที่คนของเขาก็ไม่ขี้ขลาด ทุกคนตบเท้าอาสาออกปฏิบัติการ ทหารที่อายุมากที่สุดคือ เอร์เนสต์ ไบเลย์ วัย 31 ปี ซึ่งเพิ่งกลับมาจากบ้านเกิดที่แฮมเชียร์ ส่วนทหารที่อายุน้อยที่สุดคือ เจอร์แลนด์ วิลเลียมส์ ซึ่งเพิ่งฉลองอายุครบ 18 ปี และ บิล เบรย์ อดีตคนขับรถบรรทุกที่ภรรยามีกำหนดคลอดลูกของเขาใน 3 เดือนข้างหน้า ทั้งหมดตกลงจะปิดเรื่องภารกิจของพวกเขาเป็นความลับ และเข้าร่วมการฝึกโหดของหน่วยคอมมานโดนานหลายสัปดาห์ โดยบอกคนอื่นๆ ว่าจะไปเข้าร่วมการแข่งขันความอดทนกับหน่วยทหารอเมริกัน

*เริ่มปฏิบัติการเฟรชแมน

เช้าตรู่วันที่ 19 พ.ย. 1942 ทีมเกราซ์วิทยุติดต่อไปยังฐานทัพอากาศสคิตเตน ทางเหนือของสกอตแลนด์ ระบุว่า สภาพอากาศบริเวณที่ราบสูง ฮาร์ดังเกอร์ ‘ค่อนข้างดี’ ทีมเฟรชแมนจึงได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติการ เฮนเนกเกอร์ เข้าพบลูกทีมทั้ง 2 กลุ่ม ซึ่งนำโดย ร้อยโท อเล็กซานเดอร์ อัลเลน และ เดวิด เมตเวน เพื่อย้ำเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต้องมีใครสักคนที่ไปถึงจุดหมายเพื่อทำหน้าที่ให้สำเร็จ จากนั้นเขาจึงขอให้ทหารทุกนายโชคดี

ทหารทั้ง 2 กลุ่มตระเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งปืนกลสเตนคนละกระบอก และแผนที่หลบหนีปลอมไว้ลวงศัตรู ก่อนจะขึ้นไปบนฮอร์ซา และในเวลา 18.45 น. เครื่องบินทิ้งระเบิดอาลิแฟ็กซ์ ‘เอ ฟอร์ แอปเปิล’ และ ‘บี ฟอร์ เบเกอร์’ ก็นำเครื่องร่อนไกลเดอร์ไม้ นำ้หนัก 7,045 กก. ทะยานฝ่าความมืดและกลุ่มเมฆ สู่เป้าหมายในนอร์เวย์

*ภารกิจล้มเหลว

ราว 3 ชั่วโมง หลังออกเดินทาง สัญญาก็ระบุว่า พวกเขาเดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาวางแผนจะเดินทางข้ามชายฝั่งของนอร์เวย์แล้ว ในขณะที่ท้องฟ้ากระจ่าง เมฆเบาบาง และทัศนวิสัยยอดเยี่ยม ถือเป็นสภาพที่ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับภารกิจเช่นนี้ แต่ในขณะที่พวกเขากำลังเดินทางไปยังจุดปล่อยยาน เรดาร์ รีเบกกา-ยูเรกา บนฮาลิแฟ็กซ์ทั้ง 2 ลำ ก็ชำรุดเสียหาย เหลือเพียงแผนที่เท่านั้นที่จะสามารถนำทางพวกเขาฝ่าน่านฟ้าศัตรูไปยังจุดหมายได้

ในที่สุดลูกเรือ เอ ฟอร์ แอปเปิล แก้ไขตำแหน่งของพวกเขาได้สำเร็จ และอยู่ห่างจากจุดลงเพียง 20 ไมล์ แต่ในป่าเบื้องล่าง ไม่มีสัญญาณไฟของทีมเกราซ์ ที่จริงแล้วทีมเกราซ์ จุดไฟสัญญาณตามแผน แต่ฮาลิแฟ็กซ์บินผ่านพวกเขาไป

เอ ฟอร์ แอปเปิล พยายามบินกลับไปทางสกอตแลนด์ เพื่อปล่อยฮาร์ซาบริเวณชายฝั่ง นักบินพยายามนำเครื่องไต่ระดับขึ้นที่ความสูง 12,000 ฟุต เพื่อหลบกลุ่มเมฆหนาทึบ แต่นั่นทำให้เกิดน้ำแข็งเกาะที่ใบพัด จนความสูงลดลงสู่ระดับ 7,000 ฟุต ขณะที่เบื้องล่างเป็นยอดเขาที่บางแห่งมีความสูงถึง 6,000 ฟุต พวกเขายังเผชิญกับหลุมอากาศ ถึง 3 ครั้ง ทำให้เชือกที่พ่วงไกลเดอร์อยู่ขาด ทำให้ฮอร์ซาหลุดออกจากเครื่องเข้าไปในพายุดำมืด ทหารหาญทั้ง 15 นายยังมีเวลาพอให้คล้องแขนกัน ก่อนที่เครื่องจะตกกระแทกกับแนวเขา

เช่นเดียวกัน บี ฟอร์ เบเกอร์ ก็จำเป็นต้องบินกลับไปยังสกอตแลนด์ ผ่านกลุ่มเมฆเยือกแข็ง ซึ่งทำลายไกลเดอร์ลำแรก ทำให้พวกเขาต้องลดระดับลงมา และเฉี่ยวเข้ากับยอดเขาเฮสสตาด ความสูง 1,700 ฟุต ขณะข้ามชายแดนนอร์เวย์ ทำให้ฮาลิแฟ็กซ์ลำนี้ตกกระแทกพื้น ไม่มีผู้รอดชีวิต ขณะที่ไกลเดอร์ลำที่ 2 หลุดออกมา และตกลงไปในแนวป่าทึบ ทำให้นักบินทั้ง 2 คนในห้องควบคุมเสียชีวิต

*คำสั่งคอมมานโดของฮิตเลอร์

เหมือนปาฏิหาริย์ ลูกเรือบางคนของไกลเดอร์ทั้ง 2 ลำ รอดชีวิต แม้จะบาดเจ็บหนัก แต่เคราะห์ร้ายของพวกเขายังไม่จบแค่นั้น เมื่อทหารเยอรมันเดินทางมาถึงจุดตก และจับตัวพวกเขาไป ก่อนที่พวกเขาจะถูกทรมานตลอด 48 ชั่วโมง เพื่อให้เปิดเผยข้อมูล และถูกประหารชีวิตจนคนสุดท้าย ตามคำสั่ง ‘คอมมานโด ออร์เดอร์’ ของฮิตเลอร์ ที่ให้สังหารกองทัพศัตรูให้หมดจนคนสุดท้าย แม้จะขอยอมแพ้ก็ไม่ต้องปรานี

*ล้มเหลวแต่ไม่สูญเปล่า

แม้ปฏิบัติการ เฟรชแมน จะประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และมีทหารเสียชีวิตไปถึง 41 นาย และทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก เพราะนาซีเยอรมันรู้แล้วว่า โรงงานเวมอร์ค กำลังตกเป็นเป้าหมายโจมตี แต่การบุกของเฟรชแมนก็ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ข้อมูลเกี่ยวกับระยะ, ความยืดหยุ่น และความเป็นไปได้ที่จะปฏิบัติภารกิจขนส่งทางอากาศและเครื่องร่อน รวมทั้งเน้นย้ำถึงความล้มเหลวของอุปกรณ์ ส่งผลให้มีการพัฒนา เรดาร์ รีเบกกา-ยูเรกา รุ่นใหม่ชื่อว่า ‘มาร์ค 2’ (MK-II) ซึ่งช่วยให้ภารกิจทางอากาศในเวลาต่อมาประสบความสำเร็จถึง 95% เลยทีเดียว.