วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สหกรณ์การเกษตรท่าช้าง หนุนเกษตรกร ปลูกกล้วยหอมเขียวส่งนอก

เกษตรกรสิงห์บุรี มั่นใจ ขานรับสหกรณ์การเกษตรท่าช้างรวมตัวปลูกกล้วยหอมเขียวแปลงใหญ่ หวังส่งขายตลาดเมืองจีน เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม นอกเหนือจากการปลูกข้าว....

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกร ในพื้นที่ ต.โพประจักษ์ อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ขานรับเข้าโครงการของสหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด ส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมเขียวเพื่อการส่งออก หรือ กล้วยคาเวนดิช สืบเนื่องจากอาชีพหลักของเกษตรกรที่นี่ คือ การทำนาข้าวพืชผลราคาตกต่ำ นอกเหนือจากการทำนาไม่มีรายได้อื่นเข้ามา ทางส่วนราชการและบริษัทประชารัฐจึงได้เข้ามาช่วยเหลือ ได้ทำสัญญากับบริษัทอะโกเวฟในการที่จะรับซื้อผลผลิต โดยเกษตรกรสามารถแบ่งที่ในนาข้าวมาทำเป็นบางส่วนมาปลูกกล้วยได้ ล่าสุด มีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว จำนวน 22 ราย พื้นที่ 312 ไร่

เกษตรกรที่เข้าร่วมทั้งหมดได้นำเข้าไปสู่นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งได้กำหนดไว้จะต้องมีพื้นที่รวมกัน 300 ไร่ขึ้นไปและได้รับการสนับสนุนเงินทุนผ่านทาง ธ.ก.ส. เป็นเงินกู้จำนวน 10 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกมาก เพียงร้อยละ 0.01 ต่อปี หรือกู้ล้านบาทเสียดอกเบี้ย 100 บาท ในระยะเวลา 5 ปี ในช่วงแรกได้ให้บริษัทบ้านเกษตรฟาร์มมาให้คำแนะนำวางระบบน้ำหยด และเปิดให้เป็นศูนย์เรียนรู้กับเกษตรกรผู้สนใจอีกด้วย

นายสมบัติ เชื้อนาก ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด กล่าวว่า สำหรับหน่อพันธุ์กล้วยได้ทำสัญญากับบริษัทไบโอเทคโนโลยี ซึ่งสั่งครั้งละเป็นจำนวนมากๆ เพื่อสะดวกในการที่จะนำมาลงแปลงและการขนส่ง หากมาเป็นหน่อกล้วยผลผลิตที่ออกมามันจะไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนการผลิตก็จะประหยัดลงไปอีก กล้วยชนิดนี้หาหน่อพันธุ์ยากในประเทศไทยเป็นกล้วยที่นิยมรับประทานในต่างประเทศ สายพันธุ์เดิมอยู่ในอเมริกาใต้มาแพร่หลายปลูกในฟิลิปปินส์ซึ่งส่งออกกล้วยพันธุ์นี้มากที่สุดในโลก ตลาดปลายทางส่วนใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน เชื้อว่าเป็นอาหารสร้างพลังงานและชีวจิตกินแล้วสุขภาพดี รสชาติอร่อยเหนียว ส่วนคนไทย ญี่ปุน อเมริกา นิยมรับประทานกล้วยหอมทอง

ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรท่าช้าง กล่าวต่อว่า ก่อนที่จะมาส่งเสริมพืชตัวนี้ ทางสหกรณ์การเกษตรท่าช้าง ได้คำนึงถึงตลาดก่อนเป็นอันดับแรก โครงการนี้ได้เริ่มมาปีเศษแล้ว ขั้นตอนในการปลูกนำเนื้อเยื่อมาเพาะใช้เวลา 7 เดือนจึงนำลงแปลง ต้องการน้ำแต่ไม่ใช่น้ำขังแต่ต้องให้มีความชื้นโดยตลอด ใช้ระบบน้ำหยดให้น้ำเป็นช่วงๆ แหล่งน้ำสูบน้ำบาดาลขึ้นมาเก็บกักไว้ ประมาณ 6-7 เดือนก็จะเริ่มออกเครือเริ่มให้ฮอร์โมนใส่ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งที่ซื้อและหมักเอง ดูแลไม่ให้ยางกล้วยหยดลงมาด้านล่างต้องใช้ทิชชูหุ้มซึมซับ ระหว่างหวีใช้โฟมรองกันช้ำแล้วใช้ถุงพลาสติกห่อหุ้มป้องกันแมลงรวมทั้งให้รูปทรงสวยงาม

นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า การปลูกก็แบ่งเป็นโซนเพื่อการเก็บผลผลิต รวมทั้งมาตรฐานส่งออกตามข้อตกลงกัน โดยแบ่งเป็นเกรด เอ บี ซี ตั้งแต่กิโลกรัมละ 6 บาทลงมา ส่วนที่ตกเกรดก็นำมาแปรรูปเป็นอาหารทำกล้วยกวนและกล้วยชนิดต่างๆ ส่งขายตามร้านสหกรณ์ที่มีเครือข่ายอยู่ในแต่ละอำเภอ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านในท้องถิ่น.