วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เผยทูลเกล้าฯ ชื่อปรับครม.

บิ๊กโด่งแรงงาน บิ๊กช้างรมช.กห. ปฏิรูปตร.วิ่งฉิว!

“ประยุทธ์” เผยนำรายชื่อการปรับ ครม. ขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสิทธิมนุษยชน เคารพสิทธิชาวบ้าน แง้มโผ ครม.ประยุทธ์ 5 นายกฯเชิงสูง ส่ง “บิ๊กโด่ง” ขึ้นชั้นยึด รมว.แรงงาน โยก “บิ๊กช้าง” น้องเลิฟ “บิ๊กป้อม” ไปนั่ง รมช.กห.แทน “กอบกาญจน์” รู้แกวเก็บของกลับบ้าน ลูกน้อง “อรรชกา” เคว้งนายปิ๋วเครียดกลัวไม่ได้กลับต้นสังกัด กก.ปฏิรูปตำรวจถ่ายโอนภารกิจสีกากี หั่นเหี้ยน สตช.เหลือแค่งานปราบปรามอาชญากรรมกับภารกิจร่วม กรธ.-สนช.ไม่แตะศาล รธน. “สมคิด” ยันไม่มีเซ็ตซีโร่ ผวาปลดศาลเป็นเรื่องใหญ่มาก พท.โวย อสส.ละเมิดสิทธิขัดหลักสากลฟื้น 2 คดีเชือด “ทักษิณ” ด้าน “วิษณุ” สวน ก.ม.บังคับใช้คดีไม่มีอายุความ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 เพิ่มอำนาจ กอ.รมน.ภาค-จังหวัด

หลังจากหลายฝ่ายรอความชัดเจนในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมายอมรับว่า ได้เสนอรายชื่อ ครม.ชุดใหม่นำขึ้นทูลเกล้าฯไปเรียบร้อยแล้ว

นายกฯเร่งเครื่องพัฒนาอีอีซี

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 พ.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ได้ทดลองขับยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบเป็นรถโกคาร์ทพลังงานไฟฟ้า ที่คณะนักเรียนและสถานศึกษาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นำมาจัดแสดง โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับเจ้าหน้าที่ที่บรรยายสรุปว่า “พูดดังๆพูดให้สื่อได้ยินบ้างว่ารัฐบาลนี้ทำ เดี๋ยวหาว่าไม่ทำอะไร” ก่อนเดินเยี่ยมชมบูธโครงการพัฒนาเยาวชนใน 3 จังหวัดอีอีซี และร่วมถ่ายภาพกับคณะที่นำผลงานมาจัดแสดง ก่อนจะกล่าวว่า “ลุงทำให้พวกเรา รัฐบาลก่อนไม่ทำหรอก วันนี้ต้องให้ความสำคัญกับเด็กเพราะเป็นคนรุ่นใหม่”

ย้ำเคารพสิทธิมนุษยชน

ต่อมาเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังการประชุมตอนหนึ่งว่า ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การเคารพสิทธิของประชาชนและการเยียวยา สิ่งแรกที่จะได้คือ กองทุนต่างๆ ที่บริษัทผู้ประกอบการเข้ามาร่วมกับเราดูแลชุมชนโดยรอบ ได้สั่งการเพิ่มเติมว่าพวกอยู่ที่เดิมใกล้พื้นที่ประกอบการต้องได้รับตามสิทธิ และจะดูแลเพิ่มเติมได้อย่างไร จะได้ไม่เกิดความขัดแย้งในอนาคต อย่างไรก็ตาม ขอให้พิจารณาเพิ่มเติมเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ไม่ใช้อาวุธร้ายแรงเพื่อผลิตใช้เองที่ต่างประเทศอยากมีส่วนลงทุน อะไรที่เป็นปัญหาจะปลดล็อกให้ด้วยวิธีทางกฎหมายที่ชอบธรรม พยายามไม่ใช้กฎหมายพิเศษ

เหน็บทีวีคู่กัดวิจัยไมค์เพี้ยน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนแถลงข่าว พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินมาที่โต๊ะวางไมโครโฟน และเครื่องบันทึกเสียงของผู้สื่อข่าว ก้มลงมองพร้อมกับกระเซ้าว่า “ของสำนักไหนทันสมัยที่สุด ตอนนี้สอดคล้องกับดิจิทัลใช่ไหม” ก่อนจะหยิบไมโครโฟนของช่องวอยซ์ทีวีขึ้นมากล่าวว่า “ทันสมัยนะ ของเพื่อนฉันเอง ฉันไม่ได้รังเกียจใครอยู่แล้ว ในวันข้างหน้า ต้องให้เขาไปคิดใหม่ มีการวิจัยและพัฒนาไมโครโฟน หรือเครื่องบันทึกเสียงที่คัดกรองสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงออก ไม่เช่นนั้นมันเพี้ยนกันไปหมด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าในอนาคตไมโครโฟน และเครื่องบันทึกเสียง ไม่จำเป็นต้องมีหลายอัน มีอันเดียวแล้วไปแจกจ่ายกันไม่ได้หรือ แต่คงไม่ยอมกัน เพราะเดี๋ยวต่างคนต่างบิดใช่หรือไม่ บิดไปบิดมา ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่มันส์ และหนังสือพิมพ์วันนี้หน้าเหมือนซ้ำๆกันไปหมดเป็นฉบับใหญ่ เปิดดูเมื่อวานกับวันนี้มันคล้ายๆกัน หรือเป็นเพราะเดี๋ยวนี้ลดต้นทุนการผลิต เพราะขายสู้โซเชียลมีเดียไม่ได้หรืออย่างไรก็ไปสร้างโซเชียลมีเดียให้สร้างสรรค์หน่อย อย่าให้เราต้องใช้เรื่องกฎหมาย แล้วมาตีกันเรื่องกฎหมายอีกไม่เอา

พ้อสื่อกังขาถามหาใบเสร็จจับโกง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “วันนี้เราจะต้องสร้างศักยภาพของตัวเอง ต้องมุ่งเน้นว่าประเทศไทยต้องการคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม มีศีลธรรม เคารพศาสนา อย่ามาถามว่าคนดีคืออะไร หรือคนดีคือผม ไม่ใช่ผม แต่พยายามทำทุกอย่างที่พูดมาทั้งหมด สิ่งที่ขอท่านคือ คำว่าเราต้องเร่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันให้ได้ อย่ามองว่ารัฐบาลเอาเปรียบหรือเอื้อประโยชน์ ไม่ใช่เลย ไม่ได้ต้องการเช่นนั้น สั่งทุกเรื่องเพราะไม่ต้องการเอื้อประโยชน์ให้ใคร อะไรที่บริษัทใหญ่ต้องทำก็ต้องทำ และที่บอกว่ามีอะไรขอให้แจ้งมานั้น มีสื่อจากหลายช่องหลายคนออกมาบอกว่าโกงกันแล้วยังจะมาถามหาใบเสร็จอีก เพราะผมไม่ได้อยู่ร่วมการโกงก็จะไม่รู้ พวกท่านต้องบอกถึงสาระสำคัญ ไม่ใช่มาบอกลอยๆ แล้วจะไปหาใครเจอ ผมสั่งไปแล้วทั้งหมด แต่ไม่มีรายงานว่าเจอ ดังนั้น หากใครเจอก็ต้องบอกผม อย่าไปบิดเบือนกันอยู่”

เสนอแล้วรายชื่อ“ครม.ประยุทธ์ 5”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากแถลงเสร็จ ก่อนจะเดินขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความคืบหน้าการปรับ ครม.ว่า ดูช่วงนี้นายกฯอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะได้นำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้วหรือไม่ โดยพล.อ.ประยุทธ์หันมาตอบว่า “เสนอไปแล้ว”

“กอบกาญจน์” ทยอยเก็บของ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวการปรับ ครม. ล่าสุด ภายหลังมีกระแสข่าวนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จะถูกปรับออกจากตำแหน่ง โดยมีชื่อของนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น บรรยากาศที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 22 พ.ย. ทีมงานนางกอบกาญจน์ได้เข้าไปทยอยเก็บของออกจากห้องทำงาน อาทิ ภาพวาดติดผนัง ทีมงานได้นำขึ้นรถยนต์ส่วนตัวของนางกอบกาญจน์ นอกจากนี้ยังได้ให้ทีมงานทำเรื่องแจ้งคืนของทางราชการ รวมถึงรถประจำตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม วันที่ 23 พ.ย. นางกอบกาญจน์ยังมีกำหนดการแถลงข่าวการทำงานประจำเดือนและให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เวลา 11.30 น. ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนิน

ทีมงาน “อรรชกา” เครียดหาที่ลง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) บรรยากาศเงียบเหงา ที่บริเวณชั้น 2 ห้องทำงานของนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.วท.ที่มีข่าวถูกปรับพ้นจากตำแหน่ง โดยมีชื่อนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะมาแทน ทีมงานนางอรรชกาหลายคนที่มาจากหน่วยงานต่างเร่งทยอยเก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆเพื่อกลับต้นสังกัดเดิม หลายรายโดยเฉพาะที่มาจากกระทรวงอุตสาหกรรมค่อนข้างเครียด เนื่องจากติดตามนางอรรชกามานาน ตั้งแต่นางอรรชกาเป็นเลขาธิการบีโอไอ เพราะยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ห่างมานานได้หรือไม่

โยก “อุดมเดช” ยึด ก.แรงงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของตำแหน่งอื่นๆ อาทิ กระทรวงแรงงาน ซึ่งถือเป็นโควตาของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ต้องเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่แทน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล (บิ๊กบี้) น้องรักสายตรงของ พล.อ.ประวิตร ที่ลาออกไป โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะโยก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ไปดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน และให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล หรือบิ๊กช้าง อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องรักอีกคนหนึ่งของ พล.อ.ประวิตรที่เพิ่งลาออกจากการเป็นสมาชิก สนช. และมีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้ว่าจะไปนั่งเก้าอี้ รมว.แรงงาน ไปเป็น รมช.กลาโหมแทน

ทีมปฏิรูป ตร.ถ่ายโอนภารกิจสีกากี

ส่วนความคืบหน้าในการปฏิรูปด้านต่างๆนั้น เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ โฆษกกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านตำรวจว่า ที่ประชุมมีมติถ่ายโอนภารกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตามที่คณะอนุกรรมการอำนาจหน้าที่และภารกิจตำรวจเสนอต่อที่ประชุม โดยแบ่งการถ่ายโอนเป็น 5 กลุ่มคือ 1.ภารกิจที่สมควรถ่ายโอนภายใน 3 ปีได้แก่ ด้านการจราจรโอนให้ กทม. เทศบาลนครต่างๆ เมืองพัทยา เป็นภารกิจอำนวยความสะดวกด้านจราจร กวดขันวินัยจราจร การบังคับใช้กฎหมายจราจร ภารกิจการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและสรรพสามิต โอนให้กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต ภารกิจป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โอนให้กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ภารกิจป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค โอนให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงอุตสาหกรรม

ยกความผิดด้านขนส่งให้คมนาคม

นายสมคิดกล่าวว่า 2.ภารกิจที่สมควรถ่ายโอนภายใน 5 ปีคือ ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงขนส่งและรถยนต์ โอนให้กระทรวงคมนาคม ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดอาญาทางน้ำโอนให้กรมเจ้าท่า 3.ภารกิจที่สมควรถ่ายโอนอย่างมีขั้นตอนได้แก่ ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ โอนให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรือตำรวจท่องเที่ยว โอนให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้ง 2 ภารกิจต้องเตรียมความพร้อมรับผิดชอบงานป้องกันและปราบปรามภายใน 3 ปี และเตรียมความพร้อมงานด้านการสอบสวนภายใน 5 ปี 4. ภารกิจที่สมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติร่วมกับตำรวจคือ ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดบนขบวนรถไฟหรือตำรวจรถไฟ ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับ บก.ปอท.

สตช.เหลือแค่ปราบอาชญากรรม

นายสมคิดกล่าวว่า 5.ภารกิจตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ทั้งนี้ ทุกภารกิจการถ่ายโอนต้องดำเนินการให้เสร็จและเสนอคณะกรรมการฯภายในวันที่ 1 ก.พ.2561 เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสมบูรณ์ และนำเสนอต่อ ครม.ในวันที่ 3 เม.ย. 61 อย่างไรก็ตาม อำนาจหน้าที่ของ สตช.จะปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในส่วนการปราบปรามจับกุมคดีอาชญากรรมและทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และหากหน่วยงานที่รับถ่ายโอนภารกิจไปแล้ว ไม่ดำเนินการจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอาญามาตรา 157 เรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้การประชุมในวันที่ 29 พ.ย. จะเชิญนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงประเด็นการแยกงานสืบสวนสวบสวนให้เป็นอิสระ

“สุวัจน์” ชง 6 ข้อแก้ขัดแย้งการเมือง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สภาพัฒนาการเมือง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่มี นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน เชิญนักการเมืองมาแสดงความคิดเห็นให้ข้อมูลเพื่อจัดแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเป็นวันที่ 3 โดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรค ชาติพัฒนา กล่าวว่า ได้เสนอความเห็น 6 ประเด็น คือ 1.ต้องสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและระบบเศรษฐกิจ 2. ส่งเสริมบทบาทพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง 3.สร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้ประชาชนเพื่อเลือกผู้แทนที่ดีในขั้นตอนสุดท้าย 4.สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้นักการเมืองมีสปิริตรู้แพ้ รู้ชนะ ยอมรับผิดชอบเมื่อทำผิด 5.แก้ไขปัญหาความขัดแย้งก่อนการเลือกตั้ง เคารพผลการเลือกตั้งไม่สร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งอีก 6.กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

“มาร์ค” แนะจัดแผนเร่งด่วนรับมือ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า เห็นด้วยกับกรอบที่คณะกรรมการฯได้วางไว้แต่เสนอแนะเพิ่มเติมเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วนบางเรื่องควรใช้ความไม่ปกติเป็นตัวนำในการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เช่น มีแผนเฉพาะหน้าว่าการแข่งขันเพื่อเข้าสู่การเมืองควรอยู่ในขอบเขตไหน อะไรในอดีตที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต มาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าไม่มีแผนเลยเหมือนอยู่ในสภาวะไม่ปกติ เลือกตั้งแล้วไม่รู้จะไปในทิศทางไหน การเมืองควรเปลี่ยนวัฒนธรรม เวลานี้ถ้าถามว่าพร้อมเลือกตั้งหรือไม่ ยากจะรู้ว่าพร้อมไม่พร้อม เพราะยังไม่รู้พฤติกรรมของฝ่ายต่างๆโดยเฉพาะนักการเมือง แต่จะชัดเจนเมื่อให้พรรคการเมืองเดินหน้าปฏิรูปตามกฎหมายใหม่ ตามความคิดแต่ละพรรคว่าเขาจะเปลี่ยนตัวเองอย่างไร

โยน สนช.เคลียร์เฟ้นตุลาการศาล รธน.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึง การปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ของ สนช.ให้ตุลาการที่ขาดคุณสมบัติอยู่ต่อได้ว่า กรธ.ยึดไปตามหลักการ ไม่ได้เจาะจงใคร ส่วนการแก้ไขขึ้นกับสมาชิก สนช. ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยคุณสมบัติของกรรมการในองค์กรอิสระแล้วว่า จะมี 3 แนวทางคือ ให้พ้นทั้งหมด อยู่ตามคุณสมบัติหรืออยู่ต่อทั้งหมด ซึ่งผูกพันทุกองค์กร และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คนที่พ้นวาระไปแล้วต้องสรรหาใหม่ ส่วนกรอบเวลาที่ สนช.ปรับแก้ให้สรรหาตุลาการใหม่ภายใน 100 วัน ถ้า สนช.มีเหตุผลต้องใช้เวลานานขึ้น กรธ.ไม่ว่าอะไร เท่าที่ดูหมายถึงให้ทำทันที แต่หากกรอบเวลาการสรรหาต่างไปจากองค์กรอื่น เป็นหน้าที่ สนช.ต้องชี้แจง ที่มองว่ามาตรฐานขององค์กรอิสระแตกต่างกันต้องดูเหตุผล เพราะแต่ละอันแตกต่างกันมาก ขณะที่การพิจารณาร่างกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ส.เป็นไปตามกำหนดเดิม สนช.ช่วยส่งร่างประกบมาให้ตลอด ช่วยให้ กรธ.ทำงานรอบคอบขึ้น

“สมคิด” ยันไม่มีรายการเซ็ตซีโร่

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวว่า กมธ.พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเสร็จแล้ว จะนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช. วันที่ 23 พ.ย. ประเด็นการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน กมธ.แก้ไขเนื้อหาในบทเฉพาะกาลให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งก่อนมีรัฐธรรมนูญใหม่ ยังทำหน้าที่ต่อไป แบ่งเป็น 1.ตุลาการ 4 คนที่ยังเหลือวาระการดำรงตำแหน่ง กมธ.มีมติเสียงข้างมากให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ เพราะถือว่าเข้ามาตามรัฐธรรมนูญปี 50 อีกทั้งยังเป็นผู้พิพากษาและศาล ไม่ใช่องค์กรอิสระ ถ้าให้พ้นตำแหน่งทันทีจะเป็นเรื่องใหญ่มาก 2.ตุลาการ 5 คนที่เดิมต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะหมดวาระ แต่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ให้ดำรงตำแหน่งต่อไป กมธ.มีมติเสียงข้างมากให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะมีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่

ผวาปลดศาลเป็นเรื่องใหญ่มาก

นายสมคิดกล่าวอีกว่า แม้ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนไม่ได้มาจากผู้พิพากษา แต่องค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากศาลฎีกาหรือศาลปกครองเท่านั้น ยังมาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ด้วย เมื่อถูกเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นศาลเช่นกัน ดังนั้น การปลดออกจากตำแหน่งเท่ากับปลดศาล เอาศาลออกจากตำแหน่งเป็นเรื่องใหญ่มาก กรณีนี้ไม่เหมือนกับการเซ็ตซีโร่องค์กรอื่น ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลในหมวดว่าด้วยศาลในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่องค์กรอิสระ เมื่อถามว่า ร่างกฎหมายนี้ห้ามวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเด็ดขาดใช่หรือไม่ นายสมคิดตอบว่า ไม่มีเรื่องนี้ ที่ผ่านมาสามารถวิจารณ์ได้ เหมือนวิจารณ์คำพิพากษาศาลฎีกาหรือศาลปกครอง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดคือการละเมิดอำนาจศาล ศาลฎีกาและศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดีคนละเมิดอำนาจศาล แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มี ต่อมา กรธ.กำหนดให้มีอำนาจตัดสินคดีคนละเมิดอำนาจศาล แต่ไม่ได้ใช้กับกรณี การวิจารณ์คำพิพากษาศาล จะใช้กับกรณีการปิดล้อมศาล ไม่ให้ศาลไปนั่งพิจารณาคดี

“วิษณุ” โต้ไม่ขัดหลัก ก.ม.สากล

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 11.30 น. ที่โรงแรมระวีกัลยา แบงคอก เวลล์เนส คูซีน รีสอร์ท นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาคดีลับหลังจำเลยคือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ 2 คดีได้แก่ คดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานคร และคดีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวว่า อสส.ต้องไล่ทำทุกคดี เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ.อม.) เริ่มบังคับใช้แล้ว ทำให้คดีส่วนนี้ไม่มีอายุความ พิจารณาลับหลังได้ แต่ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้คดี หลักการนี้ใช้กันหลายประเทศ ไม่เสี่ยงขัดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมายสากล การที่ทีมทนายความนายทักษิณโต้แย้งว่าขัดหลักสิทธิมนุษยชนนั้น เราให้โอกาสแล้วถ้าเขายังไม่มาตอนนี้ แล้วจะมาตอนไหน ขอให้แจ้งมาจะได้รอ

โฆษกศาลแจงขั้นตอนรื้อคดี

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวถึงขั้นตอนหลังจาก อสส.ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีที่กล่าวหานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า ผู้มีอำนาจพิจารณาคำร้องของ อสส. คือองค์คณะที่พิจารณาคดีทั้ง 2 สำนวน เมื่อทางแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำร้องแล้ว จะต้องส่งให้องค์คณะในคดีพิจารณาคำร้อง เเต่เนื่องจากเป็นคดีที่ผ่านมาหลายปี องค์คณะคดีบางคนอาจพ้นจากวาระการดำรงตำแหน่งในศาลฎีกาไป ตามขั้นตอนประธานศาลฎีกาต้องเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อคัดเลือกองค์คณะที่ดํารงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาขึ้นมาทดเเทนองค์คณะที่พ้นตำแหน่งไป เมื่อได้ครบ 9 คน ในสำนวนตามเดิมแล้ว จะเป็นผู้พิจารณาคำร้องต่อไป

พท.โวยไม่ชอบธรรมละเมิดสิทธิ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้การดำเนินการของ อสส.จะเป็นไปตาม วิ.อม.แต่หลักการที่เปลี่ยนไป และข้อเท็จจริงของคดี จะเห็นได้ว่ามีความไม่ชอบธรรม และขัดต่อหลักการสากลในหลายเรื่อง คือเรื่องการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย ขัดต่อหลักการสากล การพิจารณาคดีและพิพากษาไปฝ่ายเดียวนั้นโดยหลักจะนำไปใช้ในเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ในคดีอาญาด้วย นอกจากนี้ เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของจำเลยด้วย

งัดบทเฉพาะกาลไม่ชัดให้ย้อนหลัง

นายชูศักดิ์กล่าวด้วยว่า การเริ่มต้นของคดีนี้ เกิดจากการรัฐประหาร ตั้ง คตส.ขึ้นมาเอาผิด และส่งเรื่องไป ป.ป.ช.ที่ถูกตั้งข้อสงสัยความไม่เป็นกลางและอคติ นอกจากนี้ ตามบทเฉพาะกาลไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจนในกฎหมายดังกล่าว ให้มีผลย้อนหลังไปใช้กับคดีที่เกิดก่อนวันที่กฎหมายใช้บังคับ โดยหลักจึงไม่อาจนำกฎหมายไปใช้บังคับกับบุคคลที่การกระทำเกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายใช้บังคับได้ ดังนั้นหากศาลพิจารณาและพิพากษาคดีไปฝ่ายเดียว โดยที่จำเลยไม่ได้เข้ามาในคดี แม้โดยระบบไต่สวนให้อำนาจศาลในการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดี แต่การที่จะได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายจำเลยนั้นคงเป็นไปได้ยาก จึงเห็นว่ากฎหมายที่ออกมาลักษณะนี้ ขัดต่อหลักนิติธรรม

แย้มเลือก อบจ.ก่อนเทศบาล–อบต.

ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมแล้วว่าจะต้องแก้กฎหมายใหม่ในเชิงโครงสร้างให้ได้ก่อน รัฐบาลกำลังทำแต่ทางกระทรวงได้นำแนวทางกฎหมายที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ดำเนินการไว้มาประกอบด้วย โดยต้องทำให้สอดคล้องกับกฎหมายในหลายๆตัว ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดช่วง เวลาใด ตนคิดว่าถ้าแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เสร็จตามกรอบเวลา คงทันตามเวลาที่นายกฯ ระบุไว้ ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดก่อนการเลือกตั้งระดับประเทศ ตอนนี้กฎหมายท้องถิ่นจะใช้ตัวแบบของ สปท.เป็นหลัก ทั้งนี้ การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดพร้อมกันหรือไม่นั้น คงต้องหารือกันก่อน แนวคิดที่มีอยู่คือจะให้เลือกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก่อนเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และ เทศบาล ซึ่ง 2 องค์กรหลังจะเกิดพร้อมกัน ถ้าหากเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันทั้งหมดจะทำให้ประชาชนสับสนได้

ก.ม.ท้องถิ่น 6 ฉบับเข้า ครม.ปลายปี

ที่โรงแรมระวีกัลยา แบงคอก เวลล์เนส คูซีน รีสอร์ท นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งร่างกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับมาให้อย่างไม่เป็นทางการแล้ว แต่ได้สั่งการให้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปให้กระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศึกษาด้วย แล้วให้แจ้งข้อเสนอแนะมาว่าควรต้องเพิ่มเติมหรือแก้ไขอะไร จากนั้นคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ได้ปลายเดือน ธ.ค. และส่ง สนช.พิจารณาได้ในเดือน ม.ค.61 ทั้งนี้ เหตุผลที่ใช้ระยะเวลานาน เพราะ กกต.ยังไม่เคยเห็นร่างกฎหมายมาก่อน ส่วนที่ส่งให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาด้วยนั้น เพราะเขากำลังทำประมวลกฎหมายท้องถิ่น เพื่อจะได้สอดคล้องกัน ส่วนการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้เมื่อไหร่ไม่ขอพูด

ม.44 ติดดาบ กอ.รมน.ภาค-จังหวัด

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 51/2560 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ปัจจุบันสถานการณ์อันเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงฯให้ทันต่อสถานการณ์ อาศัยอำนาจตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 หัวหน้า คสช.มีคำสั่งให้เพิ่มข้อความใน พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาญาจักร พ.ศ. 2551 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน.ภาค กรณีจัดให้มี กอ.รมน.ภาค มีหน้าที่อำนวยการ บูรณาการและประเมินผลการดำเนินงานการรักษาความมั่นคงภายในภาค รวมทั้งกรณีที่มีการตั้ง กอ.รมน.จังหวัด ให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดและแผนงานโครงการด้านอื่นๆ โดยให้คำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 21 พ.ย. พ.ศ.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.

“วิรัตน์” เชื่อรุกคืบหยั่งฐานเสียง

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลใช้มาตรา 44 เพิ่มอำนาจให้ กอ.รมน.ภาคและจังหวัดให้เพิ่มมากขึ้นว่า การเพิ่มประสิทธิภาพให้ทุกหน่วยงานเป็นสิ่งที่ดี แต่หลักการสำคัญต้องไม่มีวาระซ่อนเร้น หากการเพิ่มอำนาจครั้งนี้มีนัยเพื่อการสกัดกั้นการชุมนุม หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหลายโดยไม่ได้แยกแยะว่าเป็นความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ จะเป็นดาบสองคมที่อันตราย การเพิ่มอำนาจให้ กอ.รมน.ภาคและจังหวัดครั้งนี้ หากให้อำนาจกับคนที่ไม่แยกแยะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจะยิ่งทำให้รัฐบาลเสียหาย ประชาชนจะลดความเชื่อมั่นศรัทธาลงไปเรื่อยๆ เมื่อถามว่า มองได้หรือไม่ ว่าเป็นการเพิ่มอำนาจเพื่อตรวจเช็กหยั่งเชิงฐานเสียงทางการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อรองรับการเลือกตั้งทั่วไป นายวิรัตน์กล่าวว่า เป็นไปได้สูงและโดยข้อเท็จจริงทราบว่ามีแนวคิดที่จะมีการตั้งพรรค การเมืองเพื่อสนับสนุนให้ คสช. หรือทหารจริง และมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นแล้วในหลายภูมิภาค ขอให้ สังคมจับตามองต่อไป

“นิพิฏฐ์” ท้า รบ.รับเงินเดือนทางเดียว

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ได้กล่าวกับประชาชนอยู่อย่างต่อเนื่องว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับตนนั้นคิดว่ารัฐบาล คสช.ยังทำไม่ได้เหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คือรัฐบาลเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น ครม.หรือ ส.ส.จะรับเงินเดือนจากรัฐเพียงแห่งเดียว แต่รัฐบาล คสช.มีหลายคนที่รับเงินเดือนจากรัฐ 2-3 แห่ง ตนเชื่อว่านายกฯ รัฐมนตรีและ สนช.คงทราบเรื่องนี้ดี ดังนั้นการเสียสละเพื่อชาติโดยรับเงินเดือนมากกว่า 1 แห่งเป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ทำให้เหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยขอรับเงินเดือนเพียงแห่งเดียว เพื่อเป็นการเสียสละเพื่อบ้านเมืองและเป็นตัวอย่างต่อรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งต่อไป

ย้าย “อธิบดีกรมชล” นั่ง ผอ.ทรัพยากรนํ้า

ช่วงค่ำเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 52/2560 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานของสํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ ตลอดจนการปฏิรูประบบชลประทานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอํานาจตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เห็นสมควรแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่งและช่วยราชการในตําแหน่งเป็นกรณีพิเศษ ดังนี้ ให้นายสมเกียรติ ประจําวงษ์พ้นจากตําแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน และให้ดํารงตําแหน่ง ผอ.สํานักงานบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ โดยให้เป็นหัวหน้าส่วนราชการ ที่มีฐานะเป็นกรมในสํานักนายกฯ และอยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกฯ ให้นายทองเปลว กองจันทร์ พ้นจากตําแหน่งรองอธิบดี กรมชลประทาน และให้ดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 22 พ.ย.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯหัวหน้า คสช.