วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แนะ ธปท.รักษาเสถียรภาพด่วน

หวั่นค่าเงินแข็งใกล้หลุด 32 บาท ผู้ส่งออกร้องรัฐขาดทุนบักโกรก

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นที่ 32.50-32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะนี้ทำให้การส่งออกของไทยทำได้ยากขึ้น เพราะราคาสินค้าไทยจะแพงมากกว่าคู่แข่ง โดยสินค้าเกษตรจะได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าอุตสาหกรรมเนื่องจากผลิตในประเทศ 100% ไม่ได้รับผลดีจากต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลงเหมือนสินค้าอุตสาหกรรม

“อย่างข้าวหอมมะลิ ขณะนี้ค่าเงินบาท 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งออกที่ตันละ 920 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ช่วงเดียวกันปีก่อน ค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งราคาขายได้ที่ตันละ 800 เหรียญฯ ราคาถูกลงทำให้ขายได้ง่ายขึ้น แต่เงินบาทที่แข็งค่าทำให้ราคาห่างกันมาก ทำให้ข้าวหอมของกัมพูชาและเวียดนามถูกกว่าไทยมาก ลูกค้าจึงเริ่มไปซื้อข้าวจากคู่แข่งแทน โดยต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพกว่านี้ เนื่องจากผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน”

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก กระทบต่อการส่งออกไทยแน่นอน เพราะทำให้ราคาสินค้าไทยสูงขึ้น และแข่งขันยาก แต่ในช่วงนี้การส่งออกมันสำปะหลังยังไม่กระทบมากนัก เพราะราคาขายยังพอแข่งขันได้ โดยเฉพาะมันเส้น ประกอบกับราคาแอลกอฮอล์ของจีนเพิ่มขึ้น จึงทำให้ราคามันเส้นสูงขึ้นตาม โดยมองว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ด้านนายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เมื่อวานนี้ (22 พ.ย.) เปิดตลาดที่ 32.76 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นจากปิดตลาดวันก่อนที่ระดับ 32.79 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และมายืนปิดตลาดที่ 32.73 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1 ของปี 2561 จะแข็งค่าเคลื่อนไหว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และค่อยๆอ่อนค่าลงโดยเฉลี่ยตลอดทั้งปี 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ.