วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แจงละเอียดผ่า‘น้องเมย’รอบ2 หมอนิติวิทยาศาสตร์ ไม่พบอวัยวะภายในบางส่วน

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แถลงรายละเอียดการดำเนินการตรวจผ่าศพ ‘น้องเมย’ ยืนยันไม่พบอวัยวะภายในบางส่วน จึงแจ้งพนักงานสอบสวน สภ.องครักษ์ ติดตามหาอวัยวะเพื่อนำมาตรวจสาเหตุการเสียชีวิต ชี้การเก็บอวัยวะไปตรวจ ไม่ผิด...

วันที่ 22 พ.ย. ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ (สนว.) นายสมณ์ พรหมรส ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แถลงข่าวการผ่าพิสูจน์ชันสูตรศพ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิต หลังพนักงานสอบสวน สภ.องครักษ์ ได้ส่งเรื่องให้ทำการผ่าชันสูตรรอบที่ 2 ว่า ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้รับเรื่องจากพนักงานสอบสวน สภ.องครักษ์ วันที่ 25 ต.ค.ให้ตรวจผ่าชันสูตรศพครั้งที่ 2 นตท.ภคพงศ์ ต่อมาวันที่ 27 ต.ค.ทางสถาบันฯรับเรื่องดังกล่าว วันที่ 30 ต.ค.มีการตั้งคณะทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญ 3 คน ให้ดำเนินการตรวจผ่าศพ จากนั้นวันที่ 1 พ.ย. ทีมแพทย์ได้ดำเนินการผ่าพิสูจน์ปรากฏว่าไม่พบอวัยวะภายในร่างกายบางส่วน ประกอบด้วย สมอง หัวใจ และกระเพาะอาหาร ถัดมาวันที่ 3 พ.ย. ได้ประสานให้พนักงานสอบสวน สภ.องครักษ์ ดำเนินการติดตามหาอวัยวะเพื่อนำมาตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิต

“ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปผลการผ่าพิสูจน์ได้ เนื่องจากอวัยวะร่างกายยังไม่ครบ เพราะสมองและหัวใจ สามารถบอกโรคการเสียชีวิตได้ จึงต้องรออวัยวะทั้งหมดเพื่อนำมาตรวจสอบ ถึงจะสรุปผลการผ่าพิสูจน์และทราบสาเหตุเสียชีวิตได้ ในการผ่าให้ญาติผู้เสียชีวิตเข้ามาดูการผ่าพิสูจน์ด้วย” 

ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยังกล่าวว่า ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ ทางสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า จะนำอวัยวะทั้ง 3 ชิ้น ส่งกลับมาให้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจพิสูจน์ และจะทราบผลการตรวจภายใน 1 สัปดาห์ หรือไม่เกินสิ้นเดือนนี้ พ.ย.นี้จะทราบผล โดยไม่ต้องผ่าตรวจร่างกายของ นตท.ภัคพงศ์ ซ้ำอีก เพราะได้ผ่าตรวจไปหมดแล้ว ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ด้าน นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะโฆษกกล่าวว่า การเสียชีวิตมี 2 แบบ คือ 1.การเสียชีวิตตามธรรมชาติโดยป่วยตาย หมอจะวินิจฉัยเพิ่มโดยผ่าชันสูตร ซึ่งต้องมีการขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากญาติ แต่การผ่าพิสูจน์อาจยังวินิจฉัยไม่ได้ในทันที อาจขออวัยวะมาตรวจสอบให้ละเอียด ซึ่งมีกระบวนการหลายขั้นตอน และ 2.การเสียชีวิตโดยไม่ใช่แบบธรรมชาติ เช่น ถูกคนอื่นฆ่าให้ตาย หรือโดยสัตว์ทำ อุบัติเหตุ หรือไม่ปรากฏเหตุ โดยแพทย์สามารถผ่านำชิ้นเนื้ออวัยวะไปตรวจสอบได้ ซึ่งหากอวัยวะใดน่าจะมีประประโยชน์จะต้องมีการขออนุญาตจากญาติเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน ซึ่งแนวทางปฏิบัติของแพทย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ในความจริงแล้วสามารถนำอวัยวะไปตรวจสอบได้ตามหลักการ

“สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า เป็นสถาบันที่มีนักเรียนแพทย์ศึกษาอยู่ด้วย เมื่อเกิดกรณีการตายผิดธรรมชาติแบบพิเศษ อาจจะมีการเก็บชิ้นส่วนอวัยวะเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ทำการศึกษาต่อไป”

นพ.ไตรยฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับสภาพร่างกายและอวัยวะของผู้เสียชีวิตนั้นยังเป็นปกติดีในตอนผ่า เพราะมีการแช่ฟอร์มาลีน สภาพก็ยังอยู่เหมือนเดิม ส่วนประเด็นการนำอวัยวะของผู้ตายออกไปโดยไม่แจ้งญาตินั้น ตรงนี้ทางสถาบันฯไม่สามารถตัดสินตอบเองได้ แต่จะมีสภาองค์กรวิชาชีพหรือแพทยสภา สามารถบอกได้ว่าผิดจรรยาบรรณหรือไม่

“กรณีที่สื่อมวลชนถามว่ามีการปั๊มหัวใจหรือ CPR ผู้เสียชีวิต 4 ชั่วโมงจนกระดูกซี่โครงหัก นั้นตรงนี้ไม่สามารถตอบได้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยโดยจะทำจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้นขึ้นมา ซึ่งการทำ CPR มีหลายแบบเช่น การให้ท่ออากาศหายใจ เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องปั๊มหัวใจอย่างเดียว”

ขณะที่ พญ.ปานใจ จโวหารดี ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนางานนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะรองโฆษก กล่าวว่า สำหรับการเก็บชิ้นอวัยวะทางแพทย์สามารถเก็บได้โดยไม่ต้องแจ้งญาติ แต่จะดูความสำคัญในขณะนั้นเป็นอันดับแรกว่าแพทย์จะนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่มีแผนปฏิบัติว่าจะต้องแจ้งญาติทุกครั้ง แต่เพื่อให้สบายใจทุกฝ่ายก็ควรแจ้งให้ญาติทราบ.