วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มีอะไรในกอไผ่? ปีท่องเที่ยวไทย 2561

เปิดตัวไปแล้ว “ปีท่องเที่ยว วิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน”...Amazing Thailand Tourism Year 2018 เมื่อเย็นวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา...อย่างยิ่งใหญ่สุดอลังการ

เสียงสะท้อนจากสังคมออนไลน์...ก็ไม่ธรรมดา กรณีปิดถนนพระราม 1 สี่แยกราชประสงค์ สิ้นสุดสวนลุมพินี 3.5 กิโลเมตร 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสองทุ่ม...ชั่วโมงเร่งด่วนประจำวันคนกรุงเทพฯ

ข้อความที่แชร์กันสนั่นลั่นเมืองแบบว่า “คิดได้ไง? ปิดถนนสายที่ปกติรถติดหนักอยู่แล้วทั้ง 4 จุดแยก จัดขบวนแห่...เพื่อ? โปรโมตแค่สามสี่ชั่วโมงคงหมดไปหลายสิบ...ร้อยล้าน อีกเรื่องขอบอก...ทัวร์กรุ๊ปเขาไม่ปล่อยนักท่องเที่ยวมาเดินดูงานแบบนี้หรอก มีแต่จะบ่นเรื่องรถติด จนพาลูกค้าไปกินไม่ทันเวลาจองร้าน”

ค่ำคืนวันนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ประธานเปิดงาน กล่าวสรุปว่า ไทยโดดเด่นด้านประเพณีวัฒนธรรมและอาหารกับสิ่งอำนวยความสะดวก มีไมตรีที่ยิ้มแย้มแตกต่างชาติอื่น รัฐบาลจึงประกาศให้ปี 2561 เป็นปีท่องเที่ยวไทย เพื่อย้ำว่าท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่เกื้อต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ ทำรายได้สู่ภาคประชาชนทุกส่วน

ขณะที่ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวยืนยันถึงความพร้อมในการต้อนรับชาวต่างชาติทั่วโลก ด้วยเทศกาลระดับโลกตลอดปีกับความเป็นไทย (Thainess) ในมิติใหม่

การประกาศปีท่องเที่ยวไทยปีนี้ ควรรู้ว่ามาจากอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติเป็นผู้นำเสนอ และ ครม.มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการได้ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมอบให้ ททท.เป็นเจ้าภาพทำงานร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ นั่นหมายถึงว่า...

มีเวลาเตรียมงานล่วงหน้า ถึงวันเปิดตัว 15 พฤศจิกายน แค่ 3 เดือนกับ 15 วัน ในการจัดงานระดับนานาชาติหรือระดับโลก...

นิตยสารทีทีอาร์ วีคลี่ มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย.60 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ขึ้นเวทีแนะนำ Amazing Thailand Tourism Year 2018 ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต่างชาติ 100 คน ที่เข้าร่วมงานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยวโลก (World Travel Mart 2017-WTM) ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ชูประเด็นความพร้อมทุกๆด้านในกิจกรรมรองรับกับยืนยันไทยจะมีทัวริสต์ 35 ล้านคน ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้...มีเข้ามาแล้ว 26.10 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.40%

อีก 2 วันต่อมานิตยสารฉบับเดียวกันรายงานว่า ดาโต๊ะ เสรี โมฮาเหม็ด นาซรี อาซิส รัฐมนตรีท่องเที่ยวและวัฒนธรรมมาเลเซีย ได้ขึ้นเวทีแจ้งแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 130 คน ที่เข้าร่วมงาน WTM ว่ามาเลเซียได้ประกาศให้ปี 2563 เป็น “ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย” หรือ Visit Malaysia Year 2020 เพื่อยกระดับงานด้านตลาดต่างประเทศ โดยได้มีการประสานกับตลาดยุโรป และสหราชอาณาจักรไว้แล้ว นอกจากนี้ ยังได้เจรจาร่วมสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์, เอติฮาด แอร์เวย์ส, เอมิเรตส์, กาตาร์ แอร์เวย์ส และเคแอลเอ็ม รอยัลดัช แอร์ไลน์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสู่มาเลเซีย คาดว่า...จะมีนักท่องเที่ยวปีดังกล่าว 36 ล้านคน ไปพบกับแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ

สรุปเบื้องต้นมาเลเซียมีเวลาเตรียมงาน 2 ปี ส่วนไทยใช้เวลาเพียง 3 เดือน 15 วัน

ย้อนอดีตวันวานเมื่อครั้งที่ ททท.ได้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพเคยจัดมาก่อนแล้วจนประสบความสำเร็จถล่มทลาย ครั้งแรกจัดเมื่อปี 2525 ด้วยแคมเปญ Visit Thailand Year 1982 คราวเฉลิมกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี...มีนักท่องเที่ยว 2,218,429 คน เพิ่มขึ้น 10.06% จาก 2,015,615 คน ของปีก่อนหน้า และเป็นปีแรกที่ทำรายได้ท่องเที่ยวเข้าประเทศมากเป็นอันดับ 1 คือ 27,879 ล้านบาท...เหนือรายได้อื่นๆ

ปีต่อมาท่องเที่ยวไทยประสบปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยเป็นครั้งที่ 2 ตัวเลขจึงตกรูดลงมาเหลือ 2,191,003 คน...ติดลบ 1.24% แต่แล้วในปี 2527-2529 บรรยากาศก็เริ่มสดใสขึ้น เมื่ออัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 7.11% 3.90% และ 15.56% ตามลำดับ

ททท.จึงรีบปรับกลยุทธ์ตลาดด้วยการเสนอให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พิจารณาประกาศให้ปี 2530 เป็น “ปีท่องเที่ยวไทย 2530” Visit Thailand Year 1997 โดยขอให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่ง ครม.ก็มีมติเห็นชอบ พร้อมมอบหมายทุกกระทรวงทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน เช่น มหาดไทยดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยกับสั่งการให้ทุกจังหวัดจัดกิจกรรมรองรับ ให้พัฒนาชุมชนส่งเสริมสินค้าที่ระลึกชุมชนสู่ตลาด คมนาคมอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่ง เกษตรฯบริหารจัดการพื้นที่อุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ฯ พาณิชย์ควบคุมราคาสินค้าไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบ สาธารณสุขดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวและโภชนาการ

ต่อเนื่องไปถึงขอความร่วมมือสายการบิน รถไฟ รถยนต์โดยสาร เรือนำเที่ยว รถเช่า โรงแรมที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้าของที่ระลึก ช่วยกันสร้างแรงจูงใจด้วยการขายราคาพิเศษ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว...ด้านตลาดต่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศก็ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตไทยทุกแห่งทั่วโลกรับดำเนินการ มี ททท.สำนักงานต่างประเทศเป็นแกนกลางด้านตลาดบูรณาการเป็นเอกภาพร่วมกัน

นอกจากนั้นยังมีการจัดประชุมคณะกรรมการทุกภาคส่วน เพื่อรายงานความคืบหน้าให้ประธานกรรมการอำนวยการ คือนายกรัฐมนตรี ทราบทุกเดือนที่ทำเนียบรัฐบาล

ปี 2530 ประวัติศาสตร์ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จึงได้มีการบันทึกสถิตินักท่องเที่ยวไว้ว่าทะยานแตะเพดาน 3 ล้านคนเป็นปีแรก โดยอยู่ที่ 3,482,958 คน เพิ่มขึ้น 23.5%

ให้สังเกตความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปี 2530 ททท.เป็นผู้นำเสนอรัฐบาลพิจารณาล่วงหน้านานเป็นปีก่อนถึงเวลาจัดงาน...การเปิดตัวครั้งนั้นทำกันเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ไม่มีปัญหาการจราจรโดยปิดถนนราชดำเนินกลาง-ราชดำเนินนอก สิ้นสุดลานพระราชวังดุสิต ให้ขบวนแห่งานประเพณีจากทุกภูมิภาคที่ ททท.ส่งเสริมขึ้นใหม่ๆสมัยนั้นผ่าน

ผู้สันทัดกรณีคลุกคลีอยู่ในแวดวงการท่องเที่ยวไทยมานานเกือบทั้งชีวิต เปิดมุมมองอีกว่า เรื่องนี้ถ้าวิเคราะห์กันก็น่าเห็นใจ ททท.ยุคปัจจุบันอยู่เหมือนกัน ที่หลายฝ่ายก็รู้ว่ากำลังตกอยู่ในสภาพเรือซึ่งโคลงเคลงกลางสายน้ำที่เชี่ยวกรากสองสายให้คนบนเรือต้องทนยืนเหยียบสองแคมเพื่อมิให้เรือล่มกลางคัน โดยแคมซ้ายเป็นกระแสสายฝ่ายสังคม...

แคมขวาเป็นกระแสสายฝ่ายเศรษฐกิจที่หนุนนำให้คนบนเรือได้ขึ้นมายืนอยู่บนเรือลำนี้

“จึงมักจะเห็นกันเป็นประจำหากฝ่ายสังคมเลือกเล่นอีมอญซ่อนผ้า ฝ่ายเศรษฐกิจก็จะตั้งวงเล่นรีรีข้าวสารสองทะนานข้าวเปลือกบนลานอื่นแทน...แบบไม่มีวันเล่นวงเดียวกันได้ ด้วยเหตุนี้ถึงน่าเสียดาย...ที่ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน ดูเหมือนจะเป็นตุ๊กตาล้มลุกเสียมากกว่าตุ๊กตาที่มีจุดยืนมั่นคง”

ต่างกับนักการตลาดท่องเที่ยวมืออาชีพที่เคยทำเป็นผลงานมาก่อน...เห็นได้จากการคัดสินค้าที่นำมาแขวนขายที่ไม่เห็นจะมีอะไรในกอไผ่ ล้วนเป็นหนังม้วนเก่าที่งัดมาเช็ดปัดฝุ่นแล้วกรอกลับออกฉายซ้ำกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเทศกาลงานประเพณี วัฒนธรรม วิถีชุมชน หรือประเภทของการท่องเที่ยว 16 กลุ่ม เช่น เที่ยวทางน้ำ เที่ยวเชิงสุขภาพ เที่ยวโยงอาเซียน เที่ยวถนนราตรี อีกทั้งการชูประเด็นความเป็นไทย...ชวนต่างชาติมากินอาหารไทย เรียนทำอาหารไทย นวดแผนไทย ดูและเรียนมวยไทย แต่งงานแบบไทย ฮันนีมูนเมืองไทย ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้แหละ...ที่ทำให้หลายๆคนคันปากอยากถาม คิดได้ไง?

ก็ในเมื่อสินค้าเหล่านั้น ได้ถูกเลหลังขายเปรอะตลาดไปก่อนหน้านานแล้วทั้งนั้น...?

คนเก่าๆ...คิด มองแบบเก่าในวันวาน อาจไม่ทันสมัยเหมือนในวันนี้ อย่างไรเสียก็อยากให้เที่ยวเมืองไทย...อะเมซซิ่งไทยแลนด์โด่งดังติดลมบน ดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศได้ต่อไป.