วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ซัด ครูอ๋อง โต้โผใหญ่ ปั้นพยานช่วยครูจอมทรัพย์ 7คนยังไม่มีใครมอบตัว

7 ผู้ต้องหา ขบวนการปั้นพยานเท็จช่วยครูจอมทรัพย์ ยังไม่มีใครมารับทราบข้อหา เผยสามีครูโดนด้วย ขณะที่ภรรยานายสับ วาปี กับสาวพยานสำคัญที่เห็นผู้ชายลงจากรถ ซัด ‘ครูอ๋อง’ เป็นคนวิ่งเต้น มาหาขอให้ช่วยเพื่อน...

วันที่ 21 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณี พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.นครพนม ได้ตั้งคณะทำงานดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการสร้างพยานเท็จ รับจ้างทำผิดแทน ในคดีครูจอมทรัพย์ หลังมีการแจ้งความดำเนินคดี เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีพยานสำคัญที่เคยไปเบิกความเท็จต่อศาล คือ รากแรก นายสุริยา นวลเจริญ หรือ ครูอ๋อง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทครูจอมทรัพย์

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเป็นบุคคลสำคัญในการตั้งขบวนการรับจ้างทำผิดแทน พร้อมพวกรวมอีก 6 คน มี 1. นายสับ วาปี อายุ 61 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนของครูจอมทรัพย์ และเป็นบุคคลสำคัญที่มีหลักฐานว่า เป็นคนจัดตั้งขบวนการรับจ้างทำผิดในคดีครูจอมทรัพย์ 2. นางจัน วาปี อายุ 59 ปี ที่เป็นภรรยานายสับ วาปี 3. นายบุญเทิง วาปี อายุ 63 ปี 4. นายเลิศ วาปี อายุ 66 ปี 5. นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี พยานที่ยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ มีคนขับรถชนเป็นชาย ส่วนคนที่ 6 คือ นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นสามีของครูจอมทรัพย์ ซึ่งมีการออกหมายเรียกมาพบพนักงานสอบสวนทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นยังไม่มีใครติดต่อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา

สำหรับนายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นสามีของครูจอมทรัพย์ มีรายชื่อในการถูกดำเนินคดี เนื่องจากทางตำรวจมีหลักฐานว่า เมื่อปี 2556 เคยมาร้องทุกข์กับตำรวจ ร่วมให้การช่วยเหลือ ครูจอมทรัพย์ ร่วมกับ นายสุริยา นวลเจริญ หรือ ครูอ๋อง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทครูจอมทรัพย์ ว่าครูจอมทรัพย์ ไม่ได้ขับรถชนคนตาย แต่ได้ยืนยันว่า นายเสริฐ รูปสะอาด อายุ 60 ปี เป็นคนขับรถตัวจริง แต่พอปี 2557 กลับมีการนำ นายสับ ว่าปี ว่าเป็นคนขับรถชนคนตายอีกรอบ ทำให้เป็นหลักฐานสำคัญในการเชื่อมโยงไปถึงขบวนการรับจ้างรับผิดแทน

ด้าน พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.นครพนม เผยว่า ตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังแจ้งความดำเนินคดี ได้ออกหมายเรียกไปยังผู้ถูกกล่าวหา หากยังไม่มาติดต่อพนักงานสอบสวน ในเวลาที่กำหนด คือ ต้องออกหมายเรียกสองครั้ง จะมีการเสนอออกหมายจับทันที ส่วนหากใครมารับสารภาพ จะแจ้งข้อกล่าวหานำส่งฟ้องศาล ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนการสอบสวนจะสามารถดำเนินคดีถึงครูจอมทรัพย์หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับการสอบสวนผู้กระทำผิดในขั้นต้นก่อน และจะมีการขยายผลต่อไป รวมถึงข้อหาอื่นๆ ยืนยันใครทำผิด หลักฐานถึง ดำเนินคดีหมดทุกราย

ต่อมา เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม พล.ต.ต.สุรชัย ควรเดชคุปต์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 และคณะเดินทางมาประชุม ร่วมกับ พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.นครพนม และคณะทำงานดำเนินคดีขบวนการรับจ้างทำผิดในคดีครูจอมทรัพย์ เพื่อสรุปความคืบหน้าหลังมีการ แจ้งความดำเนินคดี ขบวนการดังกล่าวแล้ว รวม 7 ราย ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 โดยมีการแจ้งความนายสุริยา นวลเจริญ หรือ ครูอ๋อง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทครูจอมทรัพย์ พร้อมพวกรวมอีก 6 คน ในข้อหา ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามกฎหมาย ป.อาญา มาตรา 267 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีการออกหมายเรียกมาพบพนักงานสอบสวนทั้งหมดแล้ว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสอบถาม นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี พยานที่ยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ มีคนขับรถชนเป็นชาย 1 ใน 7 ราย ที่ถูกดำเนินคดี พบว่ายังอยู่ที่บ้านพัก โดยเปิดเผยว่า รับทราบแล้ว ว่าตำรวจแจ้งความดำเนินคดีกับตน ยอมรับรู้สึกตกใจ และสับสน หลังศาลฎีกาตัดสินให้ครูจอมทรัพย์ผิด อย่างไรก็ตามเรื่องทางกฎหมายตนไม่รู้ แต่สิ่งที่ตนเห็นวันเกิดเหตุยืนยันว่า ผู้ชายเป็นคนขับรถ ลงไปดูคนตาย ตนยืนยันว่าพูดความจริง ไม่กลัวจะถูกดำเนินคดี และไม่หนีไปไหน จนกว่าตำรวจจะมาพบที่บ้าน ที่สำคัญตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการรับผิดแทน เพียง นายสุริยา นวลเจริญ มาหาให้ช่วยครูจอมทรัพย์ ตนได้พูดไปตามความจริงที่เห็น จะเกิดอะไรขึ้นจึงไม่สนใจ

ที่ จ.มุกดาหาร ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพบนางจัน วาปี อายุ 59 ปี ภรรยาหลวงของนายสับ วาปี ที่เป็น 1 ใน 7 คนที่ตำรวจออกหมายจับ ที่บ้านนันทวัน ต.กุดแข้ อ.เมืองมุกดาหาร นางจัน วาปี กล่าวว่า หลังจากติดตามข่าว ตนก็รู้สึกเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยคนต้นเรื่องก็คือนายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง มาจักชวน นายสับ วาปี สามีของตน จากนั้นครูอ๋อง ก็มาชวนตนเองไปเป็นพยาน และให้เซ็นเอกสาร ที่ สภ.นาโดน และอีก 2 โรงพัก เช่นเดียวกันกับ นายบุญเทิง วาปี และนายเลิศ วาปี เครือญาตินายสับวาปี ก็ถูกชักชวนไปด้วย ส่วนใครได้เงิน หรือไม่ได้ ตนเองไม่รู้ เพราะว่าตนเองไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว

ส่วนถ้ามีหมายเรียกมา ก็พร้อมที่เดินทางจะไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะพูดตามความเป็นจริง ไม่หนีไปไหน เนื่องจากถูกชักชวนให้ไปด้วยกันกับนายสับ วาปี สามี ทั้งที่ตนก็อ่านหนังสือไม่ออก และหลังจากนั้นนายสับ วาปี สามีก็หายไป ติดต่อไม่ได้และไม่กลับมาที่บ้านอีกเลย ยืนยันว่าจะพูดตามความเป็นจริง.