วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปิดตำนานโหด ‘ชาร์ลส์ แมนสัน’ เจ้าลัทธิฆ่าคน ตายแล้วหลังนอนคุก 40 ปี

ชาร์ลส์ แมนสัน ผู้นำลัทธิฆ่าคนยุยงให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติในช่วงปี 2512 และถูกจำคุกมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาร์ลส์ แมนสัน ผู้นำลัทธิสุดอื้อฉาวซึ่งชี้นำสาวกให้ก่อเหตุฆาตกรรมอย่างทารุณโหดร้าย สร้างความตกตะลึงไปทั่วสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2512 เสียชีวิตแล้วด้วยสาเหตุธรรมชาติ ที่โรงพยาบาล เบเกอร์สฟีลด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ย. หลังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำรัฐแคลิฟอร์เนียมานานกว่า 4 ทศวรรษ

ตามการเปิดเผยของกรมราชทัณฑ์รัฐแคลิฟอร์เนีย นายแมนสันเสียชีวิตเมื่อเวลา 20:13 น. วันอาทิตย์ ที่โรงพยาบาลในเขตเคิร์น เคาน์ตี

ทั้งนี้ นายแมนสันรวบรวมคนหนุ่มสาวเป็นสาวกในช่วงปี 2512 อ้างตัวเป็น พระเยซู กลับชาติมาเกิด และมีความเชื่อว่า จะเกิดสงครามระหว่างเผ่าพันธ์ุในสหรัฐฯ ซึ่งเขาตั้งใจจะช่วยเร่งให้สงครามที่ว่านี้เกิดเร็วยิ่งขึ้น และประกาศตัวเป็นผู้นำสังคมใหม่ โดยเขาเรียกเหตุการณ์เหล่านี้ว่า ‘Helter Skelter’ ตามชื่อเพลงของวง ‘บีเทิลส์’ ที่เขายึดติดอย่างมาก

สาวกของแมนสัน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘ตระกูลแมนสัน’ (Manson Family) ก่อเหตุฆาตกรรมเหยื่อ 9 ราย ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมปีพ.ศ. 2512 รวมทั้งนางชารอน เทต นักแสดงฮอลลีวูดและภรรยาของ โรมัน โปลันสกี ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อดัง โดยหนึ่งในสาวกของแมนสันชื่อว่า ซูซาน แอตคินส์ แทงนางเทตซึ่งกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือนจนเสียชีวิตในวันที่ 9 ส.ค. ก่อนจะใช้เลือดของดาราสาวเขียนคำว่า ‘PIG’ ไว้บนประตูหน้าบ้าน ขณะที่คนอื่นอีก 4 คนที่อยู่ในบ้านของเทตก็ถูกแทงสังหารอย่างโหดเหี้ยมเช่นกัน

วันต่อมา สามีภรรยาเศรษฐี เลโน และ โรสแมรี ลาเบียงกา ในลอส แอนเจลิส ก็ถูกตระกูลแมนสันสังหาร ทำให้เหตุการณ์นี้ก็ถูกเรียกว่า คดีฆาตกรรมเทต-ลาเบียงกา ซึ่งอัยการระบุว่า นายแมนสันตั้งใจจะโยนความผิดของการฆาตกรรมเหล่านี้ไปที่คนผิวสี เพื่อเพิ่มความตึงเครียดทางเชื้อชาติ

ในพ.ศ. 2514 นายแมนสันถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และสมคบกันก่อเหตุฆาตกรรม 7 กระทง ต่อมา เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพิ่มอีก 2 กระทง และถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ในปี 2515 รัฐแคลิฟอร์เนียยกเลิกโทษประหารชีวิต ทำให้เขารับโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน