วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แจ้งจับ 7 คน ฟันให้การเท็จ รื้อคดี-จับแพะ ‘ครูจอมทรัพย์’

ฎีกายกคำร้อง

ตำรวจเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีขบวนการสร้างพยานหลักฐานเท็จกรณี “ครูจอมทรัพย์” ร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขับรถชนคนตาย รวม 7 คน มีทั้งครูอ๋องที่เชื่อว่าเป็นผู้จัดตั้งขบวนการ และนายสับ วาปี ที่ออกมารับผิดแทน ผบก.ภ.จ.นครพนม ลั่นหากสอบสวนสาวถึงใครต้องดำเนินคดีทุกราย รวมทั้ง “ครูจอมทรัพย์” ด้านครูอ๋องลั่นพร้อมสู้คดีไม่หนีไปไหน ขณะที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยอมรับเชื่อว่ามีขบวนการสร้างหลักฐานเท็จ แต่ต้องแยกออกจากคดีครูจอมทรัพย์ขอความเป็นธรรมเพราะอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริง ขณะที่ทนายความชื่อดังสวนกลับเมื่อเห็นคดีมีแนวโน้มไม่ใช่ “แพะ” ทำไมยังทุ่มงบประมาณช่วยเหลือ

แม้ว่าคดีที่นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครู จ.สกลนคร ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครพนม ขอรื้อฟื้นคดีขับรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต อ้างว่า “เป็นแพะ” จะจบลงโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง เนื่องจากพยานหลักฐานที่นำมาแสดงไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานเก่าได้ ส่งผลให้นางจอมทรัพย์ เป็นผู้กระทำผิดตามคำพิพากษาในคดีเดิม แต่เรื่องราวยังไม่ยุติไปด้วย เนื่องจากมีการนำนายสับ วาปี รับสมอ้างเป็นคนขับรถชนนายเหลือ ซึ่ง พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.จ.นครพนม สั่งคัดสำเนาคำฟ้อง คำพิพากษาในคดี พร้อมตั้งคณะทำงานมาตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับขบวนการสร้างพยานหลักฐานเท็จในคดีดังกล่าวแล้วนั้น

ความคืบหน้าการสอบสวนดำเนินการขบวนการสร้างพยานหลักฐานเท็จ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 20 พ.ย. พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.จ.นครพนม เปิดเผยว่า พ.ต.ท.อิทธิศํกดิ์ ชมศรีหาราชพร รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.กุตาไก้ อ.เมืองนครพนม อดีตพนักงานสอบสวน สภ.นาโดน เป็นหนึ่งในคณะทำงานของ ภ.จ.นครพนม สอบสวนดำเนินคดีเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลขบวนการสร้างพยานเท็จคดีครูจอมทรัพย์ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีขับรถชนคนตาย โดยเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองนครพนม สภ.เรณูนคร และ สภ.นาโดน ให้สอบสวนดำเนินคดีขบวนการสร้างพยานเท็จแล้วรวม 7 คน ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามกฎหมาย ป.อาญา มาตรา 267 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผบก.ภ.จ.นครพนม กล่าวต่อว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 คน ประกอบด้วย 1.นายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง อายุ 54 ปี เพื่อนของครูจอมทรัพย์ และเป็นบุคคลสำคัญที่มีหลักฐานว่าเป็นคนจัดตั้งขบวนการรับจ้างทำผิดในคดีดังกล่าว 2.นายสับ วาปี อายุ 61 ปี เป็นคนมาให้การกับตำรวจ รวมถึงเบิกความต่อศาลว่าเป็นคนขับตัวจริง 3.นางจัน วาปี อายุ 59 ปี ภรรยานายสับ วาปี 4.นายบุญเทิง วาปี อายุ 63 ปี 5.นายเลิศ วาปี อายุ 66 ปี 6.นายรัน โทนแก้ว อายุ อายุ 60 ปี เป็นญาติของนายสับ วาปี และ 7.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานในคดีที่นางจอมทรัพย์ เป็นผู้ต้องหาขับรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง แต่ในภายหลังยืนยันว่าคนขับรถเป็นผู้ชาย ทั้งที่ในตอนแรกไม่ได้ให้การไว้ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนดำเนินคดี หากรับสารภาพจะทำสำนวนส่งฟ้องศาลภายใน 48 ชั่วโมง หากไม่มารายงานตัวตามกำหนดจะต้องออกหมายจับต่อไป

พล.ต.ต.สุวิชาญกล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางในการดำเนินคดี หากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดให้การซัดทอดถึงบุคคลใด หรือมีการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน คำให้การกับทางตำรวจ ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน รวมถึงการเบิกความต่อศาลที่เข้าข่ายเป็นเท็จ รวมถึงเชื่อมโยงไปว่าเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย จะต้องมีการดำเนินคดีทุกราย รวมถึงตัวครูจอมทรัพย์ด้วย แต่บุคคลสำคัญที่มีพยานหลักฐานชัดเจนเชื่อว่าเป็นผู้ที่จัดตั้งขบวนการ คือนายสุริยา หรือครูอ๋อง อย่างไรก็ตามในการดำเนินคดี ขอยืนยันว่าตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย มีพยานหลักฐานชัดเจน ซึ่งจะต้องรอดูว่าบุคคลเหล่านี้จะมารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่

ขณะเดียวกัน นายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง ยังนั่งทำงานอยู่ที่บ้านใน หมู่ 1 ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร กล่าวว่า ทนายความไม่ให้พูดอะไรมาก อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าพร้อมจะสู้คดี จะไม่หนีไปไหน หากผิดก็จะยอมรับผิด และทุกๆ คนหนีความจริงไปไม่ได้

ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยเรื่องเดียวกันว่า หลังจากนางจอมทรัพย์มาขอความเป็นธรรมที่ กระทรวงยุติธรรม ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบพยานหลักฐานใหม่คือ นายสับ วาปี และนายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนครูจอมทรัพย์ ก่อนสรุปสำนวนยื่นศาลจังหวัดนครพนมรื้อฟื้นคดีใหม่ เพราะเชื่อว่ามีผู้กระทำผิดตัวจริงมามอบตัว คือนายสับ และยังจ่ายเงินเยียวยาให้ญาติผู้เสียชีวิตด้วย ต่อมาครูจอมทรัพย์เดินทางมาขอบคุณกระทรวงยุติธรรม จึงรับปากว่าจะทำคดีดังกล่าวและได้ตรวจสอบเอกสาร พร้อมขอตัวเจ้าหน้าที่ทำงานในคดีทั้งหมด รวมถึงให้นายสับ ครูอ๋อง และครูจอมทรัพย์ เข้าเครื่องจับเท็จ พบว่านายสับและครูอ๋องมีพิรุธ ส่วนครูจอมทรัพย์เครื่องไม่สามารถอ่านค่าได้

รองปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวต่อว่า จากนั้น เกิดกระแสโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงยุติธรรมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้หารือกันและเชื่อว่าได้มีขบวนการรับผิดแทนกันสร้างหลักฐานเท็จเกิดขึ้นมา ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากพยานหลักฐานใหม่ แต่ต้องแยกออกจากคดีครูจอมทรัพย์ที่มาขอความเป็นธรรม เพราะอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่สุดท้ายทุกคนก็เคารพการตัดสินของศาลในที่สุด

พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าวอีกว่า การยื่นหลักฐานใหม่นั้น เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้นำรถครูจอมทรัพย์ไปตรวจสอบทางหลักวิทยาศาสตร์พบว่าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน แต่ศาลไม่ได้รับพิจารณาเพราะคดีตัดสินไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความยุติธรรม แต่หลังจากนี้การช่วยเหลือจะต้องมีการพิจารณาตามหลักเกณฑ์

ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม หนึ่งในบุคคลที่ออกมาชี้สวนกระแสว่า คดีครูจอมทรัพย์นั้น ไม่ใช่ “แพะ” กล่าวว่า คดีนี้ตนขอถามว่า ในเมื่อ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และทีมงาน ได้นำนางจอมทรัพย์ นายสับ วาปี และนายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง ไปเข้าเครื่องจับเท็จแล้วพบข้อพิรุธ และมีแนวโน้มว่าอาจไม่ได้เป็น “แพะ” ทำไมกระทรวงยุติธรรมยังช่วยเหลือ และสนับสนุนงบประมาณไม่อั้นในการรื้อฟื้นคดีครูจอมทรัพย์ และยังกล่าวอ้างหลักฐานเรื่องรถเป็นหลักฐานใหม่ที่เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่เป็นความจริง แทนที่จะช่วยให้ความเป็นธรรมช่วยเหลือให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นเหยื่ออาชญากรรม