วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หาทุนเพื่ออาหารกลางวันเด็ก! เปิดใจฮีโร่คนแรก วิ่งพิชิตเบตง-แม่สาย (คลิป)

"อ.ไชยวัฒน์" ผู้วิ่งจากเบตง-แม่สาย คนแรก ระดมทุนเพื่ออาหารกลางวันเด็ก 30 ปีก่อน เปิดใจหมดเปลือก โชคดีสมัยนั้นไม่มีคนขอเซลฟี่ แนะ หากอยากบริจาคจริงไม่จำเป็นต้องถึงมือ "ตูน บอดี้สแลม" พร้อมเผยเคล็ด(ไม่)ลับทำไมบริจาคเลือดได้มากถึง 512 ครั้ง

ยังคงเดินหน้าทำตามความตั้งใจอย่างไม่ย่อท้อ สำหรับโครงการก้าวคนละก้าวของ ตูน บอดี้สแลม ที่วิ่งระดมทุนเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นไอดอลขวัญใจคนไทยที่ทำเพื่อคนอื่น แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน หลายคนอาจจะยังจำชื่อของ "ไชยวัฒน์ วรเชษฐวราวัตร" นักวิ่งจากเบตง-แม่สาย คนแรกของประเทศไทย เมื่อปี 2529 ได้ ปัจจุบันเจ้าตัวอายุ 63 ปี เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

ล่าสุด (20 พ.ย.60) อ.ไชยวัฒน์ ได้พูดคุยเปิดใจกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ว่า ขณะเรียนที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) มีโอกาสไปฝึกสอนและเห็นเด็กนักเรียนบางคนไม่ยอมเข้าแถวเพราะแอบไปกินข้าวเพื่อนคนละนิดละหน่อยจนอิ่ม ในส่วนนี้ไม่ได้มองว่าเด็กมีนิสัยขี้ขโมยแต่มองว่าเด็กรู้จักแก้ปัญหาความหิว จึงนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาเพื่อนครูจนกลายเป็นข่าวดังช่วงหนึ่ง และหลังจากเรียนจบก็ได้เขียนโครงการวิ่งการกุศลเพื่ออาหารกลางวันของเด็ก โดยมีเพื่อนครูและผู้ใหญ่หลายท่านให้การสนับสนุน โดยวิ่งจาก อ.เบตง จ.ยะลา ถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย

อ.ไชยวัฒน์ เล่าต่อว่า ในการวิ่งครั้งแรกมีอุปสรรคเยอะมาก เนื่องจากมีเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ทำให้นายอำเภอเบตง ต้องขอเวลาเคลียร์พื้นที่ประมาณ 3 วัน ประกอบกับคนไม่ค่อยรู้ว่าวิ่งเพื่ออะไร เนื่องจากการสื่อสารไม่รวดเร็วเหมือนสมัยนี้ ในตอนนั้นต้องใช้เหรียญจากเงินบริจาคในปี๊บมาหยอดตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อโทรแจ้งข่าวแต่ละอำเภอที่จะวิ่งผ่านเพราะไม่มีโทศัพท์มือถือ หากพ้นช่วงเวลาราชการหรือตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะโทรไม่ได้ ส่วนการวิ่งรับบริจาคก็จะใช้รถกระป๋องวิ่งตาม เมื่อวิ่งผ่านจังหวัดใดก็จะนำเงินที่ได้รับบริจาคมอบให้จังหวัดนั้นๆ เพื่อให้ส่วนกลางนำไปจัดสรรให้แต่ละโรงเรียนเอง คาดว่าเงินบริจาคทั้งหมดได้ประมาณ 2 ล้านกว่าบาท แต่ไม่รู้ยอดที่แน่นอนเพราะจดเพียงคร่าวๆ ที่ได้รับแจ้งมาเท่านั้น

หากนำเหตุการณ์ที่วิ่งในสมัยนั้นมาเทียบกับการวิ่งของ ตูน บอดี้สแลม ในปัจจุบันนี้ "ผมคิดว่า ตูน โชคดีมากที่โลกโซเชียลเปิดกว้าง รวดเร็วขึ้น แต่ผมก็มีข้อได้เปรียบที่ไม่มีคนมาขอเซลฟี่หรือวิ่งเหยียบเท้า บางครั้งก็เดินชน เพราะการวิ่งคือการวิ่งไปเรื่อยๆ หากวิ่งบ้างหยุดบ้างจะทำให้ร่างกายเจ็บปวด ก่อนหน้านี้ผมเคยวิ่งมาราธอนมาก่อน เมื่อออกวิ่งก็จะเร่ิมตั้งแต่ตี 3-4 กว่าจะเช้าก็วิ่งได้หลายสิบกิโลเมตร ประกอบสมัยก่อนมีรถยนต์วิ่งน้อย บ้านคนจะอยู่ห่างๆ กัน การจราจรไม่เหมือนสมัยนี้ ตลอดการระหว่างการวิ่งไม่เคยเจออุบัติเหตุ อาจมีล้มบ้างและเป็นหวัดเพราะโดนแดดกับฝนบ่อย โชคดีอีกอย่างคือสามารถทำเวลาได้ตามเป้าหมายคือ 2 เดือนกับอีก 13 วัน เพราะไม่ได้หยุดวิ่งกลางทาง แต่ก็มีข้อเสียคือเมื่อวิ่งเสร็จแล้ว แต่ละวันจะต้องไปอาศัยนอนวัดหรือโรงเรียน"

เมื่อถามถึงแฟนคลับในสมัยก่อน อ.ไชยวัฒน์ เผยว่า ในช่วงเวลานั้นจะมีเด็กนักเรียนมารอต้อนรับ ซึ่งครูจะแจ้งเด็กๆ ว่าจะมีนักวิ่งที่นำเงินไปช่วยเหลือโรงเรียนวิ่งผ่านมา แต่หากครูมีพาวเวอร์ก็จะนำเงินสนับสนุนจากที่อื่นๆ มาร่วมบริจาคด้วย แต่ก็มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ถูกอัยการจังหวัดสั่งห้ามไม่ให้วิ่งรับเงินบริจาคเนื่องจากทำผิดกฎหมาย ไม่มีการขออนุญาต ก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่แจ้งเรื่องไปนั้นถึงใครบ้างและมีขั้นตอนอย่างไร แสดงให้เห็นว่าการประสานงานมีช่องว่างเกิดขึ้น รู้สึกโชคดีที่ในครั้งนั้นไม่ถูกแจ้งจับ และก็ไม่โทษใคร

ส่วนข้อสงสัยที่ค้างคาใจหลายคนในเรื่องที่ว่า "เหตุใดจึงเลือกวิ่งจากภาคใต้ไปภาคเหนือ ซึ่งบางพื้นที่ต้องวิ่งขึ้นเขา" ได้รับคำตอบว่า หากเร่ิมวิ่งจากภาคใต้จะทำให้ได้รับแรงศรัทธา ความเชื่อที่มากกว่า และต้องดูทิศทางลม อีกสาเหตุหนึ่งที่เลือกวิ่งจากใต้ขึ้นเหนือ เพื่อจะชวนเพื่อนไปเที่ยวและหาประสบการณ์ไปในตัว แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อถึง จ.ลำปาง ก็เร่ิมมีกระแสมากขึ้นเพราะว่ามีนักข่าวมาทำข่าวลงหนังสือพิมพ์ และพูดถึงยอดเงินบริจาคที่ได้ถึง 6 แสนบาท

"เมื่อข่าวแพร่ไปมากทำให้เชียงใหม่ เชียงราย แม่สาย กระหึ่มมาก มีพี่น้องประชาชนออกมารอรับและบริจาคเงินกันมากขึ้น และการมาต้อนรับของคนที่นั่นก็เป็นภาพที่ผมยากจะลืม เพราะเวลาวิ่งก็จะมีเด็กนักเรียนออกมารับ เด็กๆ จะแบ่งลำไยใส่ถุงมาพร้อมกับเงิน 1 บาท เป็นภาพที่บรรยายไม่ถูก เพราะเด็กสมัยก่อนมีเงินกินขนมกันคนละ 5 บาทก็ถือว่าเยอะแล้ว ดังนั้นการบริจาคเงินเพียง 1 บาท ถือว่าเป็นเงินที่เยอะมากสำหรับเด็ก หรือในบางครั้งก็จะมีชาวบ้านนำลำไยมาให้ตลอดทางกับเงินคนละบาทสองบาท แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น และเมื่อมาถึงแม่สายก็ได้นำเงินมาบริจาคที่ อ.แม่สาย เป็นที่สุดท้าย และได้นำเงินส่วนหนึ่งที่เป็นค่าตัวนำมาให้กับ จ.เพชรบุรี เพื่อนำมาตั้งมูลนิธิไชยวัฒน์ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป"

สำหรับเรื่องราวระหว่างทางที่ประทับใจคือ เวลาที่วิ่งผ่านโรงเรียนในตอนพักกลางวัน ครูจะเชิญให้ไปตักข้าวให้เด็กๆและได้ไปพูดให้ข้อคิดกับเด็กๆ ที่หน้าเสาธง โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ถ้าจะให้ดีนั้นเด็กต้องอิ่มท้องก่อน เป็นการให้ข้อคิดกับเด็กตัวน้อยที่ยังบริสุทธิ์ และก็ได้เรียนรู้ว่าโลกเมื่อ 30 ปี ที่แล้วกับยุคของ ตูน แตกต่างกันมาก

ถ้าคุณรักตูนจริง ขอว่าอย่าทำให้เขาเจ็บ

ในตอนแรกตั้งใจจะวิ่งตามคุณตูนไปถึงแม่สาย แต่ก็เกรงว่าจะไปเพิ่มภาระให้กับทางทีมงาน ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยและก็เรื่องอาหารที่เขาได้วางแผนอย่างลงตัวไปแล้ว เลยคิดว่าจะไปเจอกันตามจังหวัดที่สะดวกเช่น พระนครศรีอยุธยา หรือเจอกันที่แม่สายเลยทีเดียว

ทั้งนี้ อ.ไชยวัฒน์ ได้ฝากถึงแฟนคลับถึง ตูน บอดี้สแลม ว่า "ถ้าคุณรักคุณตูนจริงอยากจะบริจาค ไม่ต้องบริจาคถึงมือก็ได้และก็ขอว่าอย่าทำให้เขาเจ็บ เพราะถ้าตอนนี้คุณตูนเจ็บสัก 5-7 วันขึ้นมาจะทำอย่างไร อยากจะให้มองถึงเป้าหมายที่พี่ตูนตั้งไว้ที่ 700 ล้านดีกว่า เพราะถ้าหากคุณตูนวิ่งไม่ไหวจนต้องนั่งรถเข็นคุณจะทำอย่างไร"

นอกจากนี้ อ.ไชยวัฒน์ ยังเผยอีกว่าเคยบริจาคเลือดถึง 512 ครั้ง โดยส่วนหนึ่งมาจากการบริจาคเกร็ดเลือด ซึ่งใครที่ต้องการบริจาคเกร็ดเลือดนั้นจะต้องตรวจถึง 6 โรค คือ จะต้องไม่เป็นเบาหวาน ความดัน มีค่ามะเร็งไม่สูง ไม่เป็นโรคไต HIV และไวรัส และการที่สามารถบริจาคเลือดและเกล็ดเลือดได้ขนาดนี้ถือว่าเป็นผลพลอยได้มาจากการวิ่ง เพราะทำให้ร่างกายแข็งแรง รวมไปถึงการรักษาร่างกายให้คงที่และการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์

"อยากจะฝากถึงคุณตูนว่าการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้ว เพราะการที่คนเราจะหาเงินช่วยบ้านมืองเป็นร้อยล้านไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ส่วนคนที่เห็นต่างที่พูดให้เกิดความท้อแท้และหมดกำลังใจก็อย่างคิดเพราะนั่นเป็นเพียงแค่คนส่วนน้อย เราจะทำอะไรให้คนทั้งหมดถูกใจก็คงไม่มี สุดท้ายนี้ก็ขอให้กำลังใจและขอให้สิ่งที่ทำบรรลุในสิ่งที่ตั้งใจไว้เพราะสิ่งที่คุณทำสุดยอดแล้ว ผมขอเป็นกำลังใจให้" อ.ไชยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย