วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักดื่มต้องรู้! อัตราโทษของการเมาแล้วขับ

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับรถชนผู้อื่น และคนขับไม่ยอมเป่าเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ โดยอ้างว่าไม่ได้เมา หลายท่านคงสงสัยว่า ผู้ขับขี่รถไม่ยอมเป่าเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ได้ด้วยเหรอ? เจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัยอำนาจใดบังคับให้ผู้ขับขี่รถเป่าเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์

บางคนเชื่อผิดๆ ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจตามกฎหมายบังคับให้เป่าได้ จึงไม่ยอมเป่า บางท่านใช้วิธีเจรจาถ่วงเวลารอให้ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเจือจางลงแล้วค่อยเป่า เพื่อให้ผลตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดจากเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ได้กำหนดวิธีจัดการกับนักดื่ม ที่ไม่ยอมเป่าหรือดึงเวลาดังกล่าว ดังนี้

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 วางหลักว่า “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ (1) ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ, (2) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ฯลฯ” และตามมาตรา 43 ตรี วางหลักว่า “ในกรณีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ผู้ตรวจการมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นหยุดรถและสั่งให้มีการทดสอบตามมาตรา 142 ด้วย”

จากหลักกฎหมายข้างต้น เห็นได้ว่าตามมาตรา 43 ตรี ใช้คำว่า ในกรณีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ ขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ผู้ตรวจการมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นหยุดรถและสั่งให้มีการทดสอบตามมาตรา 142 ด้วย จึงถือได้ว่าตามมาตรา 43 ตรี ได้ให้อำนาจการตัดสินใจหรือให้เป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาว่า จะสั่งให้ผู้ขับขี่รถหยุดรถและสั่งให้มีการทดสอบตามมาตรา 142 ก็ได้

เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ขับขี่รถหยุดรถแล้ว จะสั่งให้มีการทดสอบตามมาตรา 142 ตามลำดับขั้นตอน ตามมาตรา 142 วางหลักว่า “เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถในเมื่อ (1) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 (2) เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ให้เจ้าพนักงานจราจรพนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ดำเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว หากผู้นั้นยอมให้ทดสอบและผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืน มาตรา 43 (1) หรือ (2) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นยังไม่ยอมให้ทดสอบตามวรรคสามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา 43(2) การทดสอบตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”

ดังนั้น แม้ว่าผู้ขับขี่รถจะไม่ยอมเป่าเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ หรือใช้วิธีเจรจาถ่วงเวลารอให้ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเจือจางลง จนทำให้ผลตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดจากเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น ซึ่งไม่เป็นความผิดตามมาตรา 42(2) ก็ตาม แต่เชื่อว่าสติสัมปชัญญะไม่เหมือนเดิมแน่นอน

หากผู้ขับขี่ไม่ผ่านการทดสอบหรือไม่ยอมให้ความร่วมมือในการทดสอบ กรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา 43(2) คือ ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น มีโทษปรับครั้งละ 1,000 บาท และยังต้องถูกส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 160 ตรี วางหลักว่า “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่” ซึ่งแนวคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในช่วงหลังๆ สำหรับโทษจำคุกศาลมักจะไม่รอลงอาญานะครับ

ขอฝากไว้สำหรับเด็กที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี บริบูรณ์ หากผลตรวจแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ก็มีความผิดแล้วครับ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2560) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ให้ยกเลิกความใน (1) ของข้อ 3 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) ออกตามความใน พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(1) กรณีตรวจวัดจากเลือด เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เว้นแต่ผู้ขับขี่ในกรณี ดังต่อไปนี้ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (ก) ผู้ขับขี่ซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ (ข) ผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ (ค) ผู้ขับขี่ซึ่งมีใบอนุญาตขับขี่สําหรับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้ (ง) ผู้ขับขี่ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรืออยู่ระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่” ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์งดขับขี่รถขณะมึนเมา เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนสร้างความเสียหายต่อตนเอง ครอบครัว และผู้อื่นครับ

สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook : ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์