วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยประเดิมจัดประชุมกลุ่มประเทศอาเซียนลดปริมาณ "ขยะทะเล" : กำจัดที่ต้นทาง

“ขยะทะเล”

กลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกที่องค์การสหประชาชาติกำลังให้ความสำคัญ เพราะได้กำหนดให้การจัดการทรัพยากรทางทะเลเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ เนื่องจากทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญกับขยะ ซึ่งล่องลอยจากแผ่นดินออกสู่ท้องทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติกได้สร้างปัญหามากมาย และเป็นสาเหตุทำให้สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์บาดเจ็บหรือเสียชีวิต สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ โดยทำให้แนวปะการังและพื้นท้องทะเลเสื่อมโทรม ทำลายทัศนียภาพของชายหาด ส่งผลต่อการประมงและการท่องเที่ยวของหลายประเทศ

นอกจากนี้ยังมีขยะทะเลที่ย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กๆจนมองแทบไม่เห็น หรือที่เรียกว่า “ไมโครพลาสติก” ได้ผ่านเข้าสู่ระบบห่วงโซ่อาหารในทะเล และผ่านจากอาหารทะเลสู่มนุษย์ ส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ การแก้ปัญหาขยะทะเลจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงได้คิดริเริ่มที่จะแก้ปัญหา เพราะขยะทะเล เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประเทศในอาเซียนต่างก็กำลังประสบปัญหา จึงได้หารือกับสำนักเลขาธิการอาเซียนในการริเริ่มสร้างความร่วมมือร่วมใจกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

การจัดการประชุมระดับอาเซียน เรื่องการลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ ASEAN Conference on Reducing Marine Debris in ASEAN Region จึงเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 22–23 พ.ย.นี้ ที่ จ.ภูเก็ต โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รับผิดชอบ

“การที่ประเทศไทยริเริ่มจัดการประชุมดังกล่าว เพื่อให้ประเทศอาเซียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมกันกำหนดแนวทางในการจัดการปัญหาขยะทะเลเพื่อเป็นกรอบในการจัดการแก้ไขปัญหาร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน เพราะขณะนี้หลายๆประเทศได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาขยะทะเล อาทิ จีน เพิ่งจัดการประชุมการจัดการขยะทะเลในเขตเมืองชายฝั่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไปเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา อินโดนีเซียกำลังจัดการประชุมเกี่ยวกับเรื่องขยะทะเล สำหรับประเทศไทย จากการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลพบว่า ร้อยละ 80 ของขยะทะเลมาจากบนบก ส่วนขยะจากกิจกรรมทางทะเลมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ดังนั้น การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ ในฐานะผู้ริเริ่มจัดการประชุมเพื่อแก้ปัญหา ระบุ

สำหรับประเทศไทยการแก้ปัญหาขยะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญโดยกำหนดให้ ปัญหาขยะเป็นวาระชาติ โดยต้องจัดการ 1.ขยะตกค้าง 30 ล้านตัน 2.ขยะใหม่ ปีละ 27 ล้านตัน โดยต้องลดที่ต้นทาง นำมาใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งในปี 2561 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 3 Rs Forum ในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก 3.ออกระเบียบ กฎหมาย และ 4.สร้างวินัยคนในชาติ

“กระทรวงทรัพยากรฯยังร่วมมือกับภาคเอกชนผลักดันการขับเคลื่อนแผนการจัดการขยะพลาสติก โดยเน้นหลักการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลาสติกชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติก รีไซเคิลพลาสติก นอกจากนี้ยังร่วมกับภาคเอกชนที่ผลิตน้ำดื่มในการลดและเลิกใช้ cap seal หรือพลาสติกที่หุ้มฝาขวด โดยข้อมูลในปี 2559 พบว่า มีน้ำดื่มที่ใช้ cap seal ถึง 2,600 ล้านขวด/ชิ้น” รมว.ทรัพยากรฯ กล่าว

ขณะที่เรื่องขยะทะเล กระทรวงทรัพยากรฯได้กำหนดให้เขตอุทยานทางทะเลทุกแห่งปลอดจากถุงพลาสติก โดยเมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาได้เริ่มโครงการนำร่องกับหน่วยงานใน 15 จังหวัดชายฝั่งทะเล กำหนดพื้นที่ชายหาด 24 แห่งปลอดจากการสูบบุหรี่และทิ้งก้นบุหรี่ และขยะอื่นๆ ซึ่ง ผอ.บริหารขององค์การสหประชาชาติสิ่งแวดล้อมให้การชื่นชมรัฐบาลไทยที่มีการดำเนินการอย่างจริงจังในการจัดการปัญหา

ด้าน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี ทช.กล่าวว่า การประชุม ครั้งนี้เชื่อว่าจะได้ผลและจะยกระดับการแก้ปัญหาเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก รวมทั้งการจัดทำแผนดำเนินการและช่องทางการติดต่อของแต่ละประเทศที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล ซึ่งในส่วนของประเทศไทย นอกจากชายหาด 24 แห่งปลอดบุหรี่ ยังมีโครงการลดขยะบนเกาะไข่ จ.พังงา โครงการประชารัฐขจัดขยะทะเล และที่กำลังเริ่มใหม่คือการสำรวจตลาด ร้านค้า และบ้านเรือนประชาชนรอบชายฝั่งใน 23 จังหวัดชายทะเล เพื่อขอความร่วมมือลดการใช้ถุงพลาสติก เปลี่ยนภาชนะใส่อาหารเพื่อลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุด

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า การจัดประชุมการลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนให้นานาชาติได้เห็นถึงความพยายามของประเทศในภูมิภาคอาเซียนในการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างจริงจัง

แต่สิ่งที่อยากจะฝากถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กระทรวงทรัพยากรฯต้องเน้นการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตื่นตัว ยอมรับปัญหา และเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ เพื่อให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย สามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมไปต่อยอดการแก้ปัญหาขยะทะเล

ให้ท้องทะเลยังคงความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม ปราศจากมลพิษอย่างยั่งยืน เพื่อส่งต่อให้ลูกหลานรุ่นต่อๆไป.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม