วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชนวนส่วยภูเก็ต เก้าอี้ทอง ซื้อ‘ผกก.40ล้าน’

สุชาติ ธีระสวัสดิ์

‘โจ้’สาวไส้อีกกลางเวทีเสวนา ปูด‘สะเดา’จ่ายหนักกว่า2เท่า ‘สุชาติ’ว้ากใส่ผู้กํากับป่าตอง

บิ๊กใหม่-พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รรท.จเรตำรวจแห่งชาติ เชื่อส่วยภูเก็ต มีตำรวจเกี่ยวข้องอีกหลายราย ฮึ่มผู้กำกับป่าตอง อย่าอ้างตำรวจท้องที่เสียขวัญ หาพยานหลักฐานมาลบล้างหลักฐานที่จเรตำรวจมีอยู่ให้ได้แล้วกัน ส่วนกรณีนัดแถลงชี้แจงคงไม่ต้อง เพราะผู้การภูเก็ตพูดหมดแล้ว ด้าน “โจ้ สปอร์ตไลท์ ภูเก็ต” แฉกลางวงเสวนา ต้นตอส่วยภูเก็ต เกิดจากการซื้อขายเก้าอี้ ผกก.แห่งหนึ่ง สูงถึง 40 ล้านบาท พร้อมฝากบิ๊กแป๊ะ บิ๊กปู ดูที่ อ.สะเดา สงขลา จ่ายส่วยหนักกว่าป่าตอง 2 เท่า เผยตอนนี้เจอตำรวจฟ้องแล้ว 16 คดี หลังออกมาแฉ

กรณีร้องเรียนเรื่องส่วย 100 ล้านบาท ที่ จ.ภูเก็ต โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งการ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รรท.จตช.ลงพื้นที่สืบสวนจนพบว่าข้อเท็จจริงมีมูล มีการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงผู้ที่เกี่ยวพันพร้อมลงนามคำสั่งเด้ง 10 ตำรวจช่วยราชการ ศปก.ตร. มีทั้งตำรวจท้องที่ ตม.และ บช.ก. โดย 1 ในนั้นคือ พ.ต.อ.ทัศนัย โอฬาริกเดช ผกก.สภ.ป่าตอง ยันมีหลักฐานทุกขั้นตอน เตรียมแถลงข้อเท็จจริง พร้อมท้าใครเห็นว่าคำสั่งไม่เป็นธรรมฟ้องศาลปกครองได้ทันที ขณะที่ พ.ต.อ.ทัศนัย น้อมรับคำสั่งผู้บังคับบัญชาและยังไม่ทราบสาเหตุใด แต่ไม่ใช่เรื่องส่วยแน่นอน พร้อมระบุว่าขณะนี้ตำรวจ สภ.ป่าตอง ต่างเสียขวัญไม่กล้าที่จะทำงาน ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รรท.จตช.กล่าวว่า กรณีมีการออกคำสั่งให้ตำรวจมาช่วยราชการอีกหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของ พล.ต.ท.อดิศร์ งามจิตสุขศรี จตร.กองตรวจราชการ 8 ในฐานะประธานสอบสวนข้อเท็จจริง ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องอีกหลายราย แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ส่วนที่มีกระแสการออกมาอ้างของ ผกก.สภ.ป่าตอง ว่า การดำเนินการของจเรตำรวจทำให้ตำรวจในพื้นที่เสียกำลังใจ อยากให้ลงไปสอบถามกับตำรวจในพื้นที่ ว่าตำรวจเขารู้สึกอย่างไร มีใครเสียขวัญเสียกำลังใจบ้าง ใครจะออกมาอ้างอะไรก็ได้ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการสอบสวนหาพยานหลักฐานมาลบล้างหลักฐานที่จเรตำรวจมีอยู่ให้ได้แล้วกัน

รรท.จตช.กล่าวต่อว่า การดำเนินการทุกอย่างของชุดสืบสวนจเรตำรวจ ว่ากันที่พยานหลักฐาน เมื่อมีผู้เข้ามาร้องเรียนจะต้องตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร มีมูลหรือไม่ แต่เมื่อตรวจพบว่ามีการกระทำผิดจริงตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา กลับมาหาเรื่อง จะเอาผิดกับจเรตำรวจ ผิดกับการกระทำของบางคน มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือกลับแจ้งข้อหาดำเนินคดีผู้เสียหาย ไม่ได้ตรวจข้อเท็จจริง อยากถามกลับว่า การดำเนินการ กระทำเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่ หากเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของจเรตำรวจไม่ถูกต้อง ให้เปลี่ยนเอาใครมาทำแทนก็ได้ หรือถ้าว่าเป็นความผิดตั้งคณะกรรมการสอบสวน อย่ามาปล่อยข่าวให้ร้ายกัน ส่วนประเด็นที่ย้อนถามว่า ตนมีหน้าที่ออกคำสั่ง มีหน้าที่ดำเนินการกับเรื่องนี้หรือไม่ เป็นคำถามของผู้ที่ถูกตนออกคำสั่งให้ช่วยราชการทั้งนั้น ย้ำอีกครั้งหากใครไม่ได้รับความเป็นธรรมกับเรื่องนี้ไปร้องต่อศาลปกครองได้ ส่วนกรณีที่จะนัดแถลงชี้แจงในเรื่องนี้ เห็นว่าทาง พล.ต.ต.ธีรพล ทิพย์เจริญ ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต ชี้แจงไปหมดแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องชี้แจงซ้ำ

วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) จัดงานเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ขบวนการส่วยตำรวจไทย...หายนะภัยของชาติและประชาชน” เริ่มจากนายธรรมรัตน์ สุวรรณโพธิศรี หรือโจ้ เจ้าของเพจ “สปอร์ตไลท์ ภูเก็ต” ที่โด่งดังจากการเข้าร้องเรียนสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบตำรวจพื้นที่ จ.ภูเก็ต เรียกเก็บส่วยจากผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าตองเดือนละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท กล่าวว่า ในพื้นที่มีธุรกิจ สีขาว สีเทา โดยเฉพาะสถานบันเทิง มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าว การเปิดกิจการต่างๆ เช่น สถานที่จำหน่ายสิ่งของลิขสิทธิ์ โต๊ะบอล หวย ต้องจ่ายให้กับตำรวจพื้นที่บางคน หน่วยไหนจะมาเก็บส่วย ต้องไปคุยส่วนแบ่งกับนายตำรวจบางคนในป่าตอง จะจ่ายกันแค่ไหนกี่เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ตกลง

นายธรรมรัตน์กล่าวต่อว่า แต่มามีปัญหาเมื่อปี 52 ปัญหาเริ่มจากการซื้อขายตำแหน่งนายตำรวจระดับผู้กำกับโรงพักแห่งหนึ่งสูงถึง 40 ล้านบาท หลังจากรับตำแหน่ง เศรษฐกิจไม่ดี แต่ยังเก็บยอดเดิมทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนมาก แต่นายตำรวจคนดังกล่าวไม่ยอมปันส่วนแบ่งให้หน่วยอื่นๆตามที่เคยเป็นมา เนื่องจากจ่ายไปเยอะต้องเก็บให้คุ้มทุน จึงมีปัญหาเกิดขึ้น ตำรวจสารพัดหน่วยเดินเก็บเองตามสถานบริการบันเทิง จนผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ ปัจจุบันนายตำรวจคนดังกล่าวเลื่อนขึ้นเป็นรอง ผบก. ที่ผ่านมามีการสัมปทานซื้อขายตำแหน่ง ผกก.พื้นที่ทองคำ 5 โรงพัก ผกก.ราคาประมาณ 8-12 ล้านบาท ผกก.ที่ย้ายเข้ามาใหม่แค่มานั่งเป็น ผกก. ประจำโรงพัก เรียกเก็บส่วยไม่ได้ เพราะรอง ผบก. คนดังกล่าวเป็นคนจัดการเก็บส่วยเองทั้งหมด

นายธรรมรัตน์กล่าวต่อว่า สถานบันเทิงเป็นธุรกิจของหวานสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะพนักงานในร้านส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เป็นต้นตอการเรียกรับสินบน ตำรวจที่เข้าไปเก็บส่วย โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวกินง่ายสุด มีหลายหน่วยของตำรวจที่ต้องจ่ายให้ ทั้งเรียกเก็บตามโพย และโอนเข้าบัญชี บางกรณีให้นอมินีเข้าไปถือหุ้นในบริษัท เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แต่ขณะนี้ในพื้นที่ป่าตองปลอดส่วยแล้ว หลังมีการตรวจสอบ แต่ขอฝากไปถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ให้มาตรวจสอบในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา มีการจ่ายส่วยกันหนักกว่าป่าตองอีก 2 เท่า ส่วนข้อมูลที่พูดนั้น ร้อยละ 60 เป็นข้อมูลที่ตำรวจให้มา ตำรวจดีก็มีอยู่เยอะ แต่การที่ออกมาพูดก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฟ้องกลับแล้ว 16 คดี

ขณะที่นางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้ประสานงานกลุ่ม Police Watch กล่าวว่า ประชาชนทุกคนต้องลุกขึ้นสู้เพื่อความถูกต้อง แต่เมื่อประชาชนออกมาพูดในเรื่องที่ไม่ถูกต้องกลับถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐออกมาแจ้งความเอาผิดเพื่อปิดปากหรือฟ้องกลับทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะออกมาพูดอย่างเช่นคุณธรรมรัตน์ ผู้ก่อตั้งเพจ สปอร์ตไลท์ ภูเก็ต หลายประเทศทั่วโลกกำลังพูดถึงเรื่องนี้น่าจะมีกฎหมายรองรับ โดยเฉพาะเรื่องส่วย ตำรวจอาการหนักมาก

ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า นายธรรมรัตน์ แอดมินเพจ สปอร์ตไลต์ ภูเก็ต ได้ออกมาต่อสู้เรียกร้องถึงความถูกต้องในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต อยากเสนอให้ทำเพจ “สปอร์ตไลต์ ไทยแลนด์” ทั่วประเทศทุกพื้นที่ เชียงใหม่ เชียงราย อุดร ขอนแก่น นครราชสีมา ให้ภาคประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้กับความถูกต้อง เพราะปัญหาส่วยสุดท้ายผลกระทบตกที่ประชาชน