วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปูดอดีต ปลัด มท.รมว.เกษตร ‘บิ๊กตู่ ’เป็นปลื้ม กฤษฎา บุญราช

ประยุทธ์  -  กฤษฎา

ป้อมโชว์ตัวแล้ว เปิดงานเรือรบ

“บิ๊กป้อม” โผล่แล้วเปิดงานมหกรรมเรือนานาชาติ แจงเหตุหายตัว 3 วัน ลางานไปทำธุระส่วนตัว ไม่รู้ ไม่ทราบได้ไปต่อ โผ ครม.ประยุทธ์ 5 ขยับแค่เล็กน้อย “สมคิด” ดัน “สนธิรัตน์” ขึ้นชั้น รมว.พาณิชย์ “กฤษฎา บุญราช” ผงาดจ่อนั่ง รมว.เกษตรฯ ปชป.จี้ปรับนโยบายควบคู่ปรับ ครม.ก่อนติดหล่มจมปรัก “ประมวล” เย้ยโยกสลับเก้าอี้ดนตรี ฉะนายกฯเลือกรักษาพี่และเพื่อน เมินเสียงเรียกร้องสังคม พท.เฉ่งใช้ระบบกงสีอุ้มพวกพ้อง “อ๋อย” หยันไม่โละ รมต.สายทหารเพื่อค้ำอำนาจ “นพดล” จี้แก้ปากท้องปรองดอง-ประชาธิปไตย พร้อมปลดล็อกคืนอิสรภาพพรรคการเมือง “สมชัย” อ่านเกมเลือกตั้งท้องถิ่น รัฐบาลเคาะกะลาลดแรงกดดัน “มีชัย” บอกสายไปแล้วเสียงท้วงนับคะแนน ส.ส. ขู่เจอแน่อิทธิฤทธิ์โนโหวต “วัชระ” ฉะเขียน รธน.ย้อนยุคซุกระเบิดเวลา ท้าสาบานไร้ใบสั่ง คสช.

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะปรามขอไม่ให้ฝ่ายการเมืองวิพากษ์วิจารณ์โผปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 แต่เสียงสะท้อนในเชิงลบยังมีออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่าน้อยใจที่ตกเป็นเป้าจะถูกปรับเปลี่ยนและหายตัวไป 3 วัน ออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติแล้ว

“บิ๊กป้อม” โผล่เปิดสวนสนามทางเรือ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พ.ย. ที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดงานมหกรรมทางเรือนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้แทนเหล่าทัพเข้าร่วม โดยมี พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผบ.ทร.ให้การต้อนรับ โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวเปิดงานว่า มหกรรมนานาชาติครั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งอาเซียนครบ 50 ปี ภาพที่ปรากฏคือความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือนานาชาติในอาเซียน และความร่วมมือระหว่างชาติพันธมิตรนอกอาเซียน และการจัดงานครั้งนี้ยังแสดงออกถึงความเป็นผู้นำของกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพเรือไทย

แจงลางานไปธุระส่วนตัว

จากนั้นเวลา 09.30 น. พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หายตัวไปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า “ผมลาไป 1-2 วันเอง เพราะไปธุระส่วนตัว ไม่มีอะไร ซึ่งลางานอย่างถูกต้อง” เมื่อถามต่อว่า สุขภาพแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ก็เห็นอยู่นี่ไง ยังจะมาถามอีก” เมื่อถามว่า อุ่นใจหรือไม่ที่ยังอยู่ร่วมคณะรัฐมนตรีต่อไป พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ก็พูดไปเรื่อย ผมไม่รู้และไม่ทราบ” ผู้สื่อข่าวถามถึงรอยแดงคล้ายรอยเข็มเจาะให้น้ำเกลือที่มือ พล.อ.ประวิตรปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

มีคิวควง “บิ๊กตู่” ลงเรือลำเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหกรรมทางเรือนานาชาติครั้งนี้วัตถุประสงค์ให้กองทัพเรือได้แสดงออกถึงบทบาทและหน้าที่พิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในภูมิภาคอาเซียน ช่วงเย็นมีกิจกรรมเดินพาเหรดทางบก กำลังพลเรือนานาชาติ 5,000 นาย และขบวนแหล่งท่องเที่ยว ส่วนวันที่ 20 พ.ย. จัดสวนสนามทางเรือนานาชาติ มีเรือรบ 40 ลำ จาก 18 ประเทศ เพื่อแสดงแสนยานุภาพกำลังทางเรือ มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พล.อ.ประวิตรจะลงเรือถลางชมการสวนสนาม พร้อม พล.อ.อุดมเดช พล.อ.เทพพงศ์ และ ผบ.เหล่าทัพ

“จิรชัย” ยันไม่ได้ถูกทาบนั่ง รมต.

นายจิรชัย มูลทองโร่ย อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่ยังคงมีกระแสข่าวว่าตนจะมานั่งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใน ครม.ประยุทธ์ 5 นั้น ตนทราบข่าวจากสื่อเท่านั้น จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลคนใดมาทาบทาม และยังไม่มีใครติดต่อขอข้อมูลประวัติการทำงาน หากมีชื่อของตนจริง ตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เรื่องนี้ก็แล้วแต่ผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้เชื่อว่าเรื่องของการปรับ ครม.อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน เป็นไปตามที่นายกฯระบุคือไม่เกินเดือน ธ.ค.

“สมคิด” ขยับทีม ศก.เล็กน้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการปรับ ครม.ยังคงมีความเคลื่อนไหวไม่ลงตัวบางรายชื่อ หลายเก้าอี้ยังคงมีกระแสข่าวมีชื่อบุคคลต่างๆ ทั้งที่เป็นอดีตนายทหาร อดีตสมาชิก สนช. และอดีตข้าราชการประจำจะได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ขณะที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นายกฯได้มอบอำนาจให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นคนตัดสินใจ มีการขยับเพียงเล็กน้อยไม่กี่ตำแหน่ง หลายคนยังอยู่ที่เดิม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ยังคงเป็น รมว.คมนาคมตามเดิม เช่นดียวกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็น รมว.คลังต่อไป ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ไม่ขยับโยกไปไหน โดยมีงานใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบในเวลานี้คือ เรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ

ดัน “สนธิรัตน์” ขึ้นแท่น รมว.พาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ส่วนที่มีการปรับเปลี่ยนจะมีเพียงกระทรวงพาณิชย์ โดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ จาก รมช.พาณิชย์ ขยับขึ้นนั่งเป็น รมว.พาณิชย์ แทนนางอภิรดี ตันตราภรณ์ ที่จะถูกให้พ้นจากตำแหน่ง พร้อมโยก น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรฯ มาเป็น รมช.พาณิชย์ ทั้งนี้ น.ส.ชุติมาเคยเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก่อนมาเป็น รมช.เกษตรฯ ขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะโยกให้นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ จาก รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แทนนางอรรชกา สีบุญเรือง ที่หลุดโผ

“กฤษฎา” ผงาดนั่งเก้าอี้ รมว.กษ.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับกระทรวงที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมามีรายชื่อหลายคนที่คาดว่าจะได้รับการทาบทามมาแทน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ที่เผชิญศึกหนักปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคายางพาราตกต่ำ จนชาวสวนยางขู่จะชุมนุมใน กทม. ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีต รมว.เกษตรฯสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็น รมต.ในโควตาของพรรคชาติไทยในอดีตจะมาเป็น แต่นายยุคลได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่ได้รับการทาบทามจากคนในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไรก็ตามล่าสุดมีชื่อของนายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดมหาดไทย จะมาเป็น รมว.เกษตรฯ โดยนายกฤษฎาถือเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ชื่นชมการทำงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนหน้านี้นายกฤษฎาเองก็เคยมีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่จะมาเป็น รมว.แรงงาน ด้วย

“องอาจ” จี้ปรับนโยบายก่อนติดหล่ม

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากฝากนายกฯพิจารณาว่าทำไมแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำมาหลายครั้ง จึงยังไม่ส่งผล โครงการช็อปช่วยชาติเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนระดับฐานรากของประเทศไม่ได้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำที่รัฐบาลพึงตระหนักว่าควรได้เวลาปรับเปลี่ยนแนวนโยบาย และแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะพืชผลตกต่ำต่อเนื่อง ไม่เฉพาะยางพารา ข้าว ปาล์มอีกหลายตัวโงหัวไม่ขึ้นเช่นกัน ถ้าปรับ ครม.แล้วไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจะติดหล่มจมปลักกับปัญหาเศรษฐกิจฐานราก การปรับ ครม.จึงไม่ควรหมกมุ่นแค่เพียงว่าจะเอาใครเข้าเอาใครออก ควรปรับแนวคิดทิศทางนโยบายและวิธีการปฏิบัติ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหา

“ประมวล” หยันแค่สลับเก้าอี้ดนตรี

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการปรับ ครม. หลังนายกฯระบุว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ยังคงอยู่ใน ครม.แต่ไม่ทราบกระทรวงใดว่า ไม่แปลกใจที่นายกฯยังเลือกที่จะรักษาพี่และเพื่อนไว้มากกว่าจะฟังเสียงเรียกร้องของสังคม หากยังใช้การโยกสลับตำแหน่ง เล่นเก้าอี้ดนตรี แทนจะหาคนดีมีความสามารถและความสุจริตเข้ามา ก็น่าเสียดายโอกาสจะฟื้นคืนเรียกความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชน รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศจากการปฏิวัติยึดอำนาจ อ้างเหตุผลหลัก 3 ข้อคือ ปราบทุจริต ลดความขัดแย้งและปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ แต่กว่า 3 ปีการปฏิรูปยังไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน ไร้ผลงานนำร่องแม้แต่ด้านเดียว งานลดความขัดแย้งแม้ดูสงบดี แต่เพราะรัฐบาลมีมาตรา 44 ในมือ หากเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีมาตรา44 กลุ่มคลื่นใต้น้ำที่รอจังหวะอาจกลับมาป่วนอีก

ฉะชาวบ้านเอือมรัฐบาลพรรค ขรก.

“การที่นายกฯประยุทธ์ระบุว่า อย่าวิจารณ์มากเรื่องปรับ ครม. คงเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ยิ่งมีข่าวว่าเป็นแค่สลับสับโยกกระทรวง สื่อและสังคมยิ่งวิพากษ์–วิจารณ์ ควรทำให้เร็วเพื่อลดเกียร์ว่างของข้าราชการแต่ละกระทรวงที่รอรัฐมนตรีใหม่ รัฐบาลควรฉวยโอกาสสร้างผลงานให้กระเตื้องขึ้น ทั้งเร่งงานปฏิรูปให้คุ้มค่ากับเวลาที่เหลืออีก 1 ปี อย่าให้ชาวบ้านเอือมระอาตามที่พูดกันว่ารัฐบาลพรรคข้าราชการนับวันยิ่งทำตัวเป็นนายของประชาชน ที่พูดมาติเพื่อก่อและให้กำลังใจคนทำงานจริง เว้นพวกสอพลอคอยแต่เชลียร์นายไปวันๆ” นายประมวลกล่าว

“อภิสิทธิ์ ”สอนมวยปฏิรูป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เชิญไปให้ข้อมูล จัดทำแผนปฏิรูปว่า ได้ตอบรับจะเดินทางไปให้ข้อมูล ในวันที่ 22 พ.ย. สิ่งที่อยากย้ำคือ อยากให้คิดเลยไปไกลกว่ากฎหมายและโครงสร้าง เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ มีวัฒนธรรม มีมารยาททางการเมืองที่จะส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องทำความเข้าใจกับนักการเมือง ผู้เกี่ยวข้อง และสังคมวงกว้างว่า การทำงานการเมืองมีวิธีการและขอบเขตอย่างไรที่จะไม่นำไปสู่ความรุนแรง เคารพเจตนารมณ์ของกฎหมาย หลักธรรมาภิบาลและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ยอมรับว่าเป็นห่วงเรื่องการปฏิบัติจริง หนีไม่พ้น หากนักการเมือง พรรคการเมือง สื่อมวลชน สังคม ไม่ร่วมกันคงไม่สำเร็จ

“อ๋อย” ชี้ไม่โละ รมต.ทหารค้ำอำนาจ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 ว่า คาดหวังอะไรไม่ได้เลย ด้วยเหตุผล 5 ข้อคือ 1.บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ 2.ใช้ตามมาตรา 44 อำเภอใจต่อเนื่อง รัฐมนตรีต้องคอยทายใจนายกฯจนไม่กล้าคิดบริหาร 3.ขาดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์แก้ปัญหาประเทศ มีแต่ยุทธศาสตร์อยู่ในอำนาจให้นานที่สุด 4.หัวหน้า คสช.ต้องคอยตอบแทนผู้ที่ร่วมกันยึดอำนาจและรักษาอำนาจไว้ จนไม่มีที่ให้คนใหม่ และ 5.คนนอกที่มีความรู้ความสามารถไม่อยากร่วมงานรัฐบาล เมื่อถามว่า นายกฯบอกเห็นด้วยลดโควตา รมต.ทหาร แต่จากคำสัมภาษณ์รัฐมนตรีสายทหารยังอยู่ เป็นเรื่องของการได้มาซึ่งอำนาจของนายกฯ มาจากการรวบรวมกำลังทหารหลักเข้ายึดอำนาจ และรักษาความอำนาจไว้ ถ้าปรับเอาคนที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาออกไป จะกระทบอำนาจตัวเอง เป็นธรรมดาต้องให้อยู่ต่อเพื่อรักษาอำนาจ

เฉ่งขุดระบบกงสีอุ้มพวกพ้อง

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า กระแสข่าวปรับ ครม.สะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์นำระบบกงสีมาใช้ในการปรับ ครม. ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะทำให้บ้านเมืองเสียหาย ส่งเสริมค่านิยมวิ่งเต้น การเล่นพรรคเล่นพวก ไม่ยึดความรู้ความสามารถเหมาะสมกับงาน แม้จะบริหารประเทศล้มเหลวก็ไม่เห็นจะโดนลงโทษ ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ต้องร่วมมือกันสืบทอดอำนาจ นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีสิทธิ์ห้ามใครวิจารณ์เรื่องการปรับ ครม. โดยเฉพาะนักข่าว เพราะสื่อมวลชนมีหน้าที่นำข้อมูลข่าวสารให้ชาวบ้านทราบ นายกฯมีหน้าที่ต้องชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจเชิงนโยบายสาธารณะ ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ใช่ทำงุบงิบๆรู้กันเฉพาะในหมู่คนกันเอง เพราะคือข้ออ้างของพวกเผด็จการที่กลัวถูกตรวจสอบ แต่กระสันอยากมีอำนาจต่อไปนานๆ โดยไม่สนว่าบ้านเมืองจะล่มจมอย่างไร

จี้แก้ 3 ป.กับปลดล็อกคืนอิสรภาพ

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การปรับ ครม.เป็นสีสันการเมือง พรรคเพื่อไทยไม่สนใจเรื่องตัวบุคคล แต่ให้ความสำคัญสาระและปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ คือปัญหา 3 ป.ได้แก่ ปากท้อง ปรองดอง และประชาธิปไตย คนที่พูดว่า ปีหน้าจะไม่มีคนจนเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ความจริงต้องใช้เวลาหลายปี ปัญหาปรองดองระยะหลังแผ่วไปมากยังแก้ไม่ได้ ดูเหมือนมีคู่ขัดแย้งเพิ่มขึ้น ส่วน ป.สุดท้ายคือประชาธิปไตย คสช.และรัฐบาลควรสร้างบรรยากาศเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองผ่านพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง การอ้างว่ายังไม่ปลดล็อกเพราะกลัวความวุ่นวาย ไม่ค่อยมีน้ำหนัก ไม่เชื่อว่าจะมีใครทำ แม้คิดจะทำก็ทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีมาตรา 44 อยู่ และสังคมไม่ยอมรับการสร้างความวุ่นวาย ดังนั้น ควรเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมที่ต้องทำตามกฎหมาย จะปรับ ครม.อีกกี่ครั้ง ปัญหาปากท้อง ปรองดอง ประชาธิปไตยก็ยังอยู่ ถ้ารัฐบาลนี้แก้ไม่สำเร็จ คงต้องรอรัฐบาลหน้า

ยืด ก.ม.พรรคการเมืองนำสู่ทางตัน

นายคณิน บุญสุวรรณ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการเสนอขยายเวลาให้พรรคการเมือง กรณีที่ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ทันตามเวลาที่กฎหมายกำหนดว่า เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุไม่ใช่ทางออก อาจนำไปสู่ทางตัน ต้นเหตุแท้จริงคือ คสช.ไม่ยอมยกเลิกประกาศการห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แทนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯจะชงเรื่องให้ คสช.ยกเลิกกลับเลี่ยงเสนอให้ขยายเวลาแก่พรรคการเมืองแทน คงไม่แคล้วการใช้มาตรา 44 ขณะที่ กกต.เสนอให้พรรคการเมืองขอขยายเวลาตามมาตรา 141 ของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง วิธีเหล่านี้นอกจากขัดรัฐธรรมนูญแล้วยังกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆไม่รู้จบ

ผวาหนักถึงขั้นพรรคล่มสลาย

นายคณินกล่าวอีกว่า นายมีชัยเสนอให้ กกต.ชงแก้กฎหมายเพื่อขยายเวลาให้พรรคการเมืองนั้น นายมีชัยแน่ใจหรือว่าทำได้ เพราะร่าง พ.ร.บ. พรรคการเมืองประกาศใช้บังคับไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.2560 แต่นายมีชัยคิดนำกลับไปให้ สนช.แก้ไขอีก ส่วนที่นายวิษณุบอกเมื่อถึงเวลา พล.อ.ประยุทธ์จะหาทางออกให้ยิ่งไปกันใหญ่ การใช้มาตรา 44 ในขณะที่อำนาจรัฎฐาธิปัตย์ไม่อยู่ในมือ คสช.ถือว่าไปลบล้าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง โทษของการที่พรรคการเมืองไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนดได้ จะทำให้สิ้นสภาพพรรคการเมือง หรือไม่สามารถส่งผู้สมัครเลือกตั้งได้ พรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคเก่ามีแต่ตายกับตาย ตราบใดที่ยังไม่ปลดล็อกประกาศ คสช.หมายถึงความล่มสลายของระบบพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรียกว่า แท้งก่อนเกิด ถ้าระบบพรรคการเมืองล่มสลายไปแล้ว ระบอบประชาธิปไตยที่เหลืออยู่น้อยนิด จะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร

ทวงสัจจะคายอำนาจคืน ปชช.

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า อยากให้กำลังใจให้แก้ปัญหาความยากจน แต่การปฏิบัติของรัฐบาลที่มุ่งต่อท่ออำนาจ จึงสร้างระบบผิดเพี้ยน ทำลายความเชื่อมั่นประเทศ 2 ประการ ดังนี้ 1.การวางระบบการเมือง ไม่เป็นประชาธิปไตย อาทิ การให้นายกฯมาจากคนนอกได้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง ระบบเลือกตั้งเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2.การบริหารงานของรัฐบาลทำลายความเชื่อมั่นประเทศ เช่น การไม่รักษาคำมั่นกับองค์กรระหว่างประเทศจะคืนอำนาจให้ประชาชนตามที่สัญญาไว้ การไม่เคารพกฎหมายเรื่อง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ทั้งที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว การแก้ปัญหาทุจริตลูบหน้าปะจมูก แม้จะมีข่าวฉาวโฉ่ประเด็นทุจริต ร้องเรียนมากมาย แต่ สนช.ไม่เคยอภิปรายตรวจสอบรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐบาล 3 ปีเศษที่ผ่านมารัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนได้ ทางออกคือรัฐบาลรีบคืนอำนาจให้ประชาชนทุกภาคส่วนให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ

บี้เคลียร์ออก พ.ร.บ.งบฯ 61 มิชอบ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากตนยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2561 ก่อนจะมียุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 142 บัญญัติไว้ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯระบุว่า การจัดทำ พ.ร.บ.ดังกล่าวทำไปโดยยังไม่มียุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐตามที่ร้องจริง แต่ไม่มีความเสี่ยงใดๆ ไม่น่าจะถูกต้อง เมื่อกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ ต้องทำตามหลักเกณฑ์นั้นถ้าไม่ทำตามก็ไม่ชอบ ร้องตรงถึงนายกฯให้ตรวจสอบความเห็นของนายวิษณุว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 หรือไม่ และขอให้ชี้แจงด้วยว่าความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นจากสาเหตุใด เพราะเกี่ยวกับเงินแผ่นดินจำนวน 2.9 ล้านล้านบาท จะส่งเป็นหนังสือร้องทางไปรษณีย์ถึงนายกฯในวันที่ 20 พ.ย.

“สมชัย” เชื่อเกม รบ.ลดแรงกดดัน

อีกเรื่อง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การที่นายกฯตั้งใจอยากให้เลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เป็นเพียงการผ่อนคลายทางการเมือง กลบกระแสเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ที่นักการเมืองจำนวนหนึ่งหันมาพูดเรื่องตามกระแสเห็นด้วยให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะคิดเพียงว่ามีสนามเล็กยังดีแม้สนามใหญ่ยังไม่มีวี่แวว คิดว่าหากมีการเลือกตั้งท้องถิ่น การปลดล็อกกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆจะได้อานิสงส์ด้วยนั้น แต่หากดูประกาศ คสช.ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดการทำกิจกรรมทางการเมือง มี 2 ฉบับที่สำคัญ คือประกาศฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมืองและประกาศฉบับที่ 57/2557 ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่หากจะยกเลิกประกาศฉบับใดฉบับหนึ่งทำได้ ไม่ได้แปลว่าต้องยกเลิกสองฉบับพร้อมกัน

เลือกตั้งท้องถิ่นแค่เคาะกะลา

นายสมชัยระบุอีกว่า สำหรับประกาศฉบับที่ 57/2557 ข้อ 2 ห้ามพรรคการเมือง 4 เรื่อง คือ ห้ามประชุม ห้ามดำเนินกิจการใดๆในทางการเมือง ห้ามตั้งพรรคใหม่ และห้ามจัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ส่วนประกาศฉบับที่ 7/2557 เป็นเรื่องห้ามบุคคลทั่วไปชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป ดังนั้น หากจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น และยอมให้มีการหาเสียง ต้องปลดล็อกฉบับที่ 7/2557 แต่ไม่จำเป็นต้องปลดล็อกคือฉบับที่ 57/2557 ยกเว้นจะให้พรรคส่งผู้สมัครท้องถิ่นหรือช่วยผู้สมัครท้องถิ่นหาเสียงได้ สิ่งที่กระทบต่อความมั่นคงคือประกาศฉบับที่ 7/2557 กลับดูสำคัญกว่าเพราะเป็นกรณีชุมนุมเกิน 5 คน จึงน่าจะเป็นดอกกุญแจสำหรับประตูใหญ่ที่หยิบมาใช้ไขยากกว่าฉบับที่ 57/2557 ที่เป็นประตูที่เล็กกว่า กุญแจไขประตูเล็ก ยังหาไม่เจอ กุญแจสำหรับประตูใหญ่ หรือจะถูกนำมาใช้ หรือการเลือกตั้งท้องถิ่น จะเป็นเพียงแค่เสียงระฆังหรือกะลา เพื่อเรียกความสนใจเท่านั้น

สนช.มั่นใจรื้อ 6 ก.ม.ทันกาบัตร

ที่ศาลากลาง จ.เพชรบูรณ์ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.กล่าวว่า ขณะนี้ สนช.ได้ศึกษาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงแต่รอให้ กรธ.ส่งร่างมาให้ในวันที่ 28 พ.ย. และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมวันที่ 30 พ.ย. เสร็จแล้วจะรู้ว่าจะเลือกตั้งเมื่อใด เบื้องต้นจะตั้งกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับ 2 ชุด แม้ กรธ.อยากให้ตั้ง กมธ.เพียงชุดเดียว ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.คาดว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดหลังการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะต้องแก้กฎหมายท้องถิ่น 6 ฉบับนั้น กระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกร่างกฎหมายเกือบเสร็จแล้ว อยู่ที่ ครม.จะส่งต่อมาให้ สนช. หากเป็นกฎหมายสำคัญมาก สนช.จะเร่งพิจารณา เพื่อให้เสร็จทันเพราะเป็นนโยบายรัฐบาล แช่แข็งมา 3 ปีเศษแล้ว ควรจัดเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันทั้งประเทศ สำหรับ อบต.ยังคงถกเถียงกันว่าควรควบรวมหรือยุบรวมต้องชัดเจนก่อน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนโยบาย คสช. สนช.พร้อมแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นอยู่แล้ว ได้รับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลว่า สนช.จะพิจารณาไม่ทัน

สถ.เร่งสปีดเร็วสุด 3 เดือน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี กกต. เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.ขอความชัดเจนอำนาจการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า ถือเป็นสิทธิ์ในการประชุมร่วมกันของกระทรวงมหาดไทย กรธ.และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯเป็นประธาน ไม่มีใครสงสัยเรื่องนี้เลย เห็นพ้องกันชัดเจนว่า อำนาจจัดการเลือกตั้งเป็นของ กกต.แต่มอบอำนาจให้ใครจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นแทนได้ ตัวกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนไม่สลับซับซ้อนเลย ส่วนการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ ไม่ต้องกลัวล่าช้า เพราะคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว เหลือแค่รับฟังความคิดเห็น 1-2 หน่วยงานเท่านั้น ก็ส่งให้ ครม.พิจารณาได้ ก่อนส่งให้ สนช.คาดว่าใช้เวลาเร็วสุด 3 เดือน

“พลภูมิ” หนุนส่งสัญญาณกลับสู่ปกติ

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เห็นด้วย วันนี้สถานการณ์ต่างๆสงบเรียบร้อย ประชาชนควรได้รับโอกาสเลือกตัวแทนทำหน้าที่ เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะท้องถิ่นมีอำนาจในการปกครองดูแลตนเอง การเลือกตั้งผู้บริหารชุดใหม่จะได้เข้ามาตอบสนองความต้องการปัจจุบันของคนในพื้นที่นั้นๆ และรัฐบาลควรยกเลิกประกาศต่างๆที่ห้ามกิจกรรมทางการเมือง ให้บรรยากาศ การหาเสียงเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่เสนอตัวมาทำหน้าที่จะได้แสดงนโยบายอย่างเต็มที่ โดยให้ทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามพื้นที่ต่างๆกลับกรมกองของตัวเอง เพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เห็นว่าบ้านเมืองเริ่มจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ต่อไป

“มีชัย” เมินเสียงท้วงนับคะแนน ส.ส.

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวก่อนประชุม กรธ.เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเป็นห่วงระบบการคำนวณ ส.ส.แบบใหม่ว่า จะทำให้ไม่มีพรรค การเมืองใดได้คะแนนเสียงเด็ดขาด ส่งผลให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งไม่มีเสถียรภาพว่า ไม่จริง ถ้าประชาชนลงคะแนนให้พรรคใดมาก พรรคนั้นก็ได้คะแนนมากคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาก เว้นแต่ได้คะแนนถล่มทลายไม่มีสิทธิได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่ม ที่วิเคราะห์ว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งของ ส.ส.ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องคาดเดาเท่านั้น วิธีการที่ออกแบบจะทำให้บัตรทุกบัตรมีความหมายนำมาใช้คำนวณ ข้อห่วงใยนี้ก็ช้าเกินไปแล้ว เนื่องจากระบบการคำนวณนี้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ส่วนการร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ขณะนี้ เพียงแต่อธิบายวิธีการคำนวณ และการคำนวณก็ไม่ยาก เจ้าหน้าที่ กกต.เป็นผู้คิด ใช้สูตรคำนวณแบบบัญญัติไตรยางค์ชั้นเดียว ขณะที่ประชาชนแค่เข้าใจว่าคำนวณพื้นฐานอย่างไรก็พอ ไม่ต้องช่วย กกต.คำนวณ

โอ่อิทธิฤทธิ์เสียงโนโหวต

นายมีชัยกล่าวต่อว่า รู้สึกแปลกใจว่าเขาไม่สนใจเรื่องการลงคะแนนไม่เลือกใครเลยหรือ เพราะการลงคะแนนไม่เลือกใครเลยในคราวนี้มีอิทธิฤทธิ์สูง หากในเขตเลือกตั้งใด มีคะแนนไม่เลือกมากกว่าจะไปหมดทั้งพวง ต้องเลือกตั้งใหม่และคนเก่าก็ลงสมัครไม่ได้ ทำให้เสียงของประชาชนเป็นเสียงที่เด็ดขาดจริง พรรคการเมืองจึงต้องเลือกคนที่ถูกใจประชาชน ไม่ใช่ถูกใจเจ้าของพรรค ขณะที่ประชาชนจะดูทั้งพรรคและคน ถ้าไม่ชอบใจก็ไม่ลงคะแนนให้ใครเลย ทางเลือกของประชาชนจะมีมากกว่าในอดีต

เชื่อไร้ปัญหาส่งผู้สมัครไม่ทัน

นายมีชัยกล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาการปฏิบัติของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด กรธ.ไม่มีสิทธิจะเสนอแก้กฎหมาย หากเห็นว่าเป็นปัญหาและจำเป็นต้องแก้มี 2 ช่องทางคือ กกต.เสนอไปยัง ครม.หรือ สนช. เข้าชื่อกัน และไม่คิดว่า กรธ.จะต้องรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากไม่ได้เกิดจากการเขียนกฎหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่คำสั่ง คสช.ยังไม่ได้ปลดล็อก ถ้าทำไม่ทันตามกรอบเวลาก็ขอขยายได้ กกต.พิจารณา ได้ตามบททั่วไปที่ระบุว่าเพื่อประโยชน์ในความยุติธรรม แต่ถ้า กกต.ไม่ยอมใช้ก็ไปแก้กฎหมาย ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าทุกอย่างมีทางออก คสช.เคยหารือกัน แต่ฝ่ายความมั่นคงต้องดูหลายด้าน และคงไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาพรรคการเมืองส่งผู้สมัครไม่ทัน เพราะหากทำเช่นนั้นการเลือกตั้งก็เกิดไม่ได้

“วัชระ” ท้าสาบานไม่มีใบสั่ง คสช.

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์กล่าวว่า ความจริงแล้วมีผู้คัดค้านท้วงติงการใช้บัตรลงคะแนน ส.ส.ใบเดียว แล้วให้นับทั้ง ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาตลอด แต่นายมีชัยและ กรธ.ปิดหูปิดตาไม่ฟังเสียงทักท้วงใคร มุ่งเขียนกฎหมายตามใบสั่งของ คสช.อย่างเดียว ริบบัตรเลือกตั้งของประชาชนไป 2 ใบ ทั้งบัตรแบบบัญชีรายชื่อและบัตรเลือกตั้งวุฒิสมาชิก แล้วเสก ส.ว.ให้ คสช.แต่งตั้งมา 250 คน ให้มาโหวตเลือกนายกฯได้ ส่วน ส.ส. เขียนไม่ให้พรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง นึกว่าประชาชนทั้งประเทศเขาไม่รู้หรืออย่างไร นายมีชัยกล้าสาบานต่อพระสยามเทวาธิราชหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รัฐสภาหรือไม่ว่าไม่ได้เขียนกฎหมายตามใบสั่งของทหารที่แอบสั่งมาโดยตลอด

ซัดเขียน รธน.ย้อนยุคซุกระเบิดเวลา

“รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะเป็นระเบิดเวลาสร้างความขัดแย้งในสังคมเป็นวัฏจักรประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้แล้วว่า ใครสร้างเวรสร้างกรรมกับประเทศ ชาติ ท่านเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ย้อนยุคกว่ารัฐธรรมนูญสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เสียอีก นี่ไม่ใช่คำวิจารณ์จากผม แต่มาจากเสียงจากนักวิชาการท่านหนึ่งในแม่น้ำห้าสายของ คสช.เอง นายมีชัยได้เบี้ยประชุมในฐานะประธาน กรธ.ครั้งละ 9,000 บาท กรธ.ประชุมมาครบ 400 ครั้งแล้ว ได้เบี้ยประชุมถึง 3,600,000 บาท ส่วน กรธ.ได้คนละ 6,000 บาท รวมได้คนละ 2,400,000 บาท บางครั้งเปิดประชุมเพียง 20 นาทีก็ปิด ต่อมาให้บุตรสาวเป็นเลขานุการใน คสช. อีก ได้เงินเดือนอีกเดือนละร่วม 50,000 บาท ขณะที่คนจนได้บัตรสวัสดิการคนจนแค่เดือนละ 300 บาท กรมสรรพากรเก็บภาษีอย่างไร แต่ประชาชนหาค่ำกินเช้า อดอยากปากแห้ง ขายยาง ขายปาล์มก็ไม่มีราคา จะออกกฎหมายมากดหัวประชาชนอีกนานเท่าไร ให้ระวังคนยากคนจนจะหมดความอดทน เดี๋ยวจะหาว่าพวกเราไม่เตือน” นายวัชระกล่าว

โพลระบุชาวบ้านอยากได้พรรคใหม่

สวนดุสิตโพล เผยผลการสำรวจความเห็นประชาชน กรณีคำถาม 6 ข้อของนายกรัฐมนตรีจากกลุ่มตัวอย่าง 1,043 คน เมื่อวันที่ 15-18 พ.ย. โดยคำถามที่ 1 วันนี้จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆหรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ ร้อยละ 41.33 ระบุจำเป็นต้องมี ร้อยละ 21.48 คนรุ่นใหม่จะมีแนวคิดใหม่พัฒนาประเทศ ร้อยละ 14.84 ไม่จำเป็น ร้อยละ 11.56 ควรล้างระบบการเมืองเก่า ให้โอกาสคนใหม่เข้ามา คำถามข้อที่ 2 การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ถือเป็นสิทธิของ คสช.ใช่หรือไม่ ร้อยละ 34.91 ระบุ คสช.ควรวางตัวเป็นกลาง ไม่ควรสนับสนุนพรรคใด ร้อยละ 31.94 คสช. สนับสนุนพรรคใดก็ได้ ร้อยละ 21.70 เป็นสิทธิของ คสช. แต่ไม่ควรแทรกแซงเรื่องทางการเมือง คำถามข้อที่ 3 สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลดำเนินการไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศ ชาติบ้างหรือไม่ ร้อยละ 30.99 พอเห็นบ้าง ดีขึ้นค่อยเป็นค่อยไป ร้อยละ 22.52 ช่วงปีแรกๆดี แต่ระยะหลังไม่ค่อยเห็นผลงาน และร้อยละ 19.32 ระบุก้าวหน้า มีผลงานบางเรื่อง

ยี้ รบ.ประชาธิปไตยไร้ธรรมาภิบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำถามข้อที่ 4 การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต มาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ร้อยละ 53.83 ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน สถานการณ์ต่างกัน ร้อยละ 25.34 ถูกต้องเปรียบเทียบกันได้ คำถามข้อที่ 5 รัฐบาลและการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาของไทยได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพมีธรรมาภิบาล และมีการพัฒนาประเทศต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่ ร้อยละ 64.26 ตอบว่าไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาประเทศชัดเจน ร้อยละ 17.82 เห็นผลพัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น คำถามข้อที่ 6 เหตุใดพรรคการเมือง นักการเมืองจึงออกมาเคลื่อนไหว คอยด่า คสช. รัฐบาลนายกฯ ช่วงนี้มากผิดปกติ ร้อยละ 30.11 เห็นว่าเป็นเรื่องการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ร้อยละ 26.64 นักการเมืองเสียประโยชน์ และร้อยละ 20.67 รัฐบาลบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ร้อยละ 52.01 เห็นว่าคำถามของนายกฯ อยากรู้ว่าประชาชนจะตอบคำถามอย่างไร อยากรู้ความคิดเห็น อันดับ 2 ร้อยละ 20.72 ไม่ควรถาม กระทบต่อภาพลักษณ์ของนายกฯ

ป.ป.ช.ฟันอดีต รมช.มท.รวยผิดปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ในการประชุม ป.ป.ช.ที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้ลงมติชี้มูลความผิดนายสมบัติ อุทัยสาง อดีต รมช.มหาดไทย กรณีร่ำรวยผิดปกติ เนื่องจากไม่สามารถชี้แจงที่มาบัญชีเงินฝากธนาคาร 106 ล้านบาท ของคู่สมรสที่มีชื่อร่วมกับบุตร ในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งและพ้นตำแหน่ง 1 ปี รวม 9 ครั้ง โดยส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป เพื่อให้ยึดทรัพย์ 106 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช.เตรียมแถลงความชัดแจ้งให้ทราบเร็วๆนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายสมบัติ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีไม่ยื่นแสดงบัญชีเงินฝากธนาคารของภรรยาและบุตร 3 คน มูลค่า 106 ล้านบาท ต่อมาปี 2552 ศาลฎีกาฯมีคำวินิจฉัยว่านายสมบัติยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จให้ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และจำคุก 2 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี ต่อมา ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อหาร่ำรวยผิดปกติอีกข้อหา เพราะสงสัยเงินฝาก 106 ล้านบาท ที่ถูกปกปิดมีมากผิดปกติ นำไปสู่การลงมติชี้มูลความผิดนายสมบัติกรณีร่ำรวยผิดปกติในครั้งล่าสุด

เชือดอดีต 3 บิ๊ก พศ.โกงเงินทอนวัด

นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีกล่าวหานายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) น.ส.ประนอม คงพิกุล รอง ผอ.พศ. ร่วมกันทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 ล้านบาทว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวนเข้าที่ประชุม ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลต่อไป คดีนี้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากพฤติกรรมทุจริตเงินทอนวัดมี 2 อย่าง 1.ทอนเป็นเงินสด 2.ทอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ส่วนคดีทุจริตเงินทอนวัดอื่นๆที่อยู่ใน ป.ป.ช. ล้วนมีรูปแบบการทุจริตเหมือนกันทั้งหมด มีตัวละครเดียวกันกับกรณีทุจริตวัดพนัญเชิง สามารถนำกรณีนี้เป็นโมเดลได้ ทั้งนี้บางวัดมีเงินทอนถึง 90% และมีหลายพื้นที่ที่ให้เงินวัดแค่ 2 แสนบาท แต่เก็บไว้เอง 5-10 ล้านบาท เท่าที่ทราบผู้เกี่ยวข้องในคดีบางคนหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว