วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดศักราชใหม่ "กรมศุลกากร" เพิ่มความสะดวกธุรกิจ รับไทยแลนด์ 4.0

หนึ่งในแนวทาง “การปฏิรูปประเทศของรัฐบาล” คือ การปฏิรูปหน่วยงานราชการให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โละล้างพฤติกรรมการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไป

“กรมศุลกากร” 1 ในหน่วยงานที่ในอดีตเคยถูก “เพ่งเล็ง” มากที่สุด ในเรื่องการให้บริการการนำเข้า-ส่งออก และความล่าช้าของระเบียบพิธีการศุลกากร เป็นอีกหน่วยงานที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปอย่างเต็มที่ และวันนี้ได้ประกาศชัดเจนว่ากำลังจะ “เปลี่ยนไป” หลังจากได้ “ยกเครื่อง” พ.ร.บ.กฎหมายศุลกากรใหม่ พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2560 เป็นต้นมา แทน “พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469” ที่ใช้มายาวนานกว่า 91 ปี

โดยมุ่งสนองนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูปกฎเกณฑ์อันล้าสมัย ลดการทุจริตคอร์รัปชัน และยังสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก รองรับนโยบาย “ไทยแลนด์4.0”

“ทีมเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ถึงการปฏิรูปกฎหมายศุลกากรฉบับใหม่นี้จะพลิกโฉมหน้าของกรมศุลกากรสนองนโยบายของรัฐบาล

ย้อนรอยเส้นทางยกเครื่อง “ก.ม.ศุลกากร”

“พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่กฎหมายเดิมถูกใช้มาอย่างยาวนานถึง 91 ปีโดยไม่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหากันมากนัก ทำให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องใช้กฎหมายที่ล้าหลัง ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ” อธิบดีกรมศุลกากรได้ย้อนรอยถึงการยกเครื่องแก้ไขกฎหมายศุลกากรฉบับล่าสุด

พร้อมระบุว่า การยกร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว กรมฯไม่ได้อยู่ในฐานะจะจัดเก็บภาษีได้เป็นกอบเป็นกำเช่นในอดีต บทบาทและหน้าที่ใหม่ของเราคือการดูแลสังคม เช่น การปราบปรามยาเสพติด และการป้องกันไม่ให้สินค้าหนีภาษีเล็ดลอดเข้ามาในประเทศ เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนเป็นหลัก “จึงเป็นที่มาของการลดใช้กฎหมาย และต้องแก้ไขทุกอย่างให้ทันสมัยมากขึ้น สาระหลักของการยกเครื่องกฎหมายศุลกากรนั้น ประกอบด้วย 1.การประเมินอากรถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว 2.การนำเทคโนโลยีใหม่ๆหรือ “ไอที” เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและ 3.การพัฒนาเขตปลอดอากร (Free Zone)”

มุ่งเน้นปราบปรามทุจริต

อธิบดีกรมศุลกากร ได้อรรถาธิบายถึงหลักการของกฎหมายศุลกากร ฉบับใหม่ว่าในประเด็นที่ 1.เรื่องการประเมินอากรถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว นั้น ในอดีตเป็น ข้อครหาที่กรมศุลกากรถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งจากผู้ประกอบการและนักการเมืองว่าการประเมินอากรศุลกากรนั้นต่างหวังผลประโยชน์จากเงินสินบนนำจับมากเกินไป

ตัวอย่างเช่น แต่เดิมผู้ประกอบการจ่ายค่าปรับจำนวน 100 ล้านบาท จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ 45% หรือ 45 ล้านบาท จะนำส่งเข้าคลัง ที่เหลือ 55% หรือ 55 ล้านบาทจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือผู้ชี้เบาะแสจะได้รับเงินรางวัลไป 30 ล้านบาทและส่วนที่สองคือเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่จะได้เงินรางวัลไป 25 ล้านบาท

วิธีการนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม เพราะมองว่าเจ้าหน้าที่จับกุมต้องการเงินสินบนนำจับมากกว่า จึงมีการวิ่งเต้นจ่ายเงินใต้โต๊ะให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดช่องโหว่ เกิดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตามมา

“แต่กฎหมายใหม่จะระบุอย่างชัดเจนว่า ส่วนแบ่งเงินรางวัลสูงสุดของเจ้าหน้าที่จะได้รับเงินไม่เกิน 20% หรือสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่จับกุมต้องเป็นผู้รวบรวมเอกสารและชี้ข้อมูลความผิดของผู้ประกอบการในการเสียภาษีไม่ครบถ้วนด้วย เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ผู้ถูกจับกุมต้องเป็นผู้ชี้แจงนำเอกสารหลักฐานส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอง”

ที่สำคัญกฎหมายใหม่ ยังกำหนดระยะเวลาการประเมินภาษีอากรเอาไว้อย่างชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่ต้องประเมินภาษีที่ถูกเปรียบเทียบปรับให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกอบการยื่นใบขนสินค้าจากเดิมไม่มีกำหนดระยะเวลา ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการเสียภาษีไม่ครบถ้วนถูกต้องตามที่สงสัยก็สามารถทำรายงานเสนอต่ออธิบดีกรมศุลกากรขอขยายเวลาในการพิจารณาคดีเพื่อประเมินภาษีต่อไปได้อีก 2 ปี และในกรณีที่พบว่า ผู้ประกอบการกระทำความผิดจริง แต่เอกสารหลักฐานมีจำนวนมากอาจขอขยายระยะเวลาทำสำนวนไปได้อีก 5 ปี

ส่วนกรณีผู้ถูกจับกุมและถูกเรียกเบี้ยปรับเงินเพิ่มเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรมก็สามารถขออุทธรณ์กับกรมศุลกากรได้ โดยกฎหมายใหม่ให้อำนาจกรมศุลกากรตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ขึ้นมาทั้งหมด 3 ชุด ประกอบด้วย คณะกรรมการอุทธรณ์ทางด้านพิกัด คณะกรรมการอุทธรณ์ทางด้านกฎหมาย และคณะกรรมการอุทธรณ์ทางด้านราคาสินค้า จากเดิมที่มีอยู่เพียงชุดเดียวแต่ต้องรับผิดชอบคดีความนับพันๆคดี

ขานรับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

ส่วนหลักการที่ 2 การนำเทคโนโลยี หรือไอที เข้ามาใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้น มีวัตถุประสงค์หลักคือ 1.ความสะดวกสบายให้แก่ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกสินค้า 2.ประหยัดเวลา และ 3.ลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ เพราะระบบไอทีจะทำให้เจ้าหน้าที่พบผู้ประกอบการ หรือชิปปิ้ง (ตัวแทนออกของ) น้อยที่สุด!

ทั้งนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมากรมศุลกากรได้เริ่ม “โครงการพันธมิตรศุลกากร” เปิดให้ผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ เช่น กลุ่มเหล็ก รถยนต์ อุปกรณ์ไอที อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก รวมถึงหอการค้าต่างประเทศรวมกว่า 325 บริษัทเข้ามาทำงานร่วมกันและเป็นพันธมิตรกับกรมศุลกากรในการสร้างความโปร่งใส และทำงานไปพร้อมๆกัน

ล่าสุดในปีงบประมาณ 2561 กรมศุลกากรได้เปิดตัว “แอพพลิเคชั่น” “HS Check” หรือ Harmonised System : HS ซึ่งเป็นการนำพิกัดศุลกากรทั้งหมดบรรจุไว้บนมือถือ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบพิกัดภาษีได้ล่วงหน้าว่าของที่จะนำเข้ามาจะมีปัญหาหรือไม่และเสียภาษีจำนวนเท่าไหร่?

“แอพดังกล่าวจะมีรูปภาพสินค้าแสดงให้เห็น พร้อมคำวินิจฉัยในอดีตเป็นตัวอย่างเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรับทราบว่า สินค้าที่ตัวเองนำเข้าจะเสียภาษีนำเข้ากี่เปอร์เซ็นต์ และคำวินิจฉัยเก่าจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการไม่ถูกเจ้าหน้าที่ หรือตัวแทนออกของ(ชิปปิ้ง) ตุกติกเรียกเก็บภาษีและค่าบริการอย่างไม่เป็นธรรม”

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้ร่วมมือกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จัดการและควบคุมการขนส่งสินค้าขาออกโดยระบบตู้คอนเทนเนอร์ ผ่านท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพ ด้วยการบูรณาการระบบการทำงานของ 2 หน่วยงาน ณ จุดเดียว

โดยได้นำระบบตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ National Single Window : NSW เพื่อลดเอกสาร ลดขั้นตอนการทำงาน ลดปัญหาการจราจร และลดระยะเวลาการให้บริการต่อตู้เหลือเพียง 20 วินาที จากเดิมประมาณ 3-5 นาทีต่อหนึ่งใบขนสินค้า เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการซึ่งสามารถจะลดภาระค่าใช้จ่าย และค่าเสียเวลาลงได้ปีละกว่า 2,500 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ถึงปีละกว่า 3,500 ล้านบาท

“วันที่ 1 ม.ค.2561 นี้ กรมศุลกากรพร้อมจะเปิดให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์อีก 3 รูปแบบคือ 1. Pre-Arrival หรือระบบการตรวจปล่อยและชำระค่าภาษีสินค้าล่วงหน้าที่ด่านสนามบิน และท่าเรือ 2.e-Transhipment หรือการถ่ายลำสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นการนำระบบไอทีเข้ามาช่วยในการขนถ่ายลำเพื่อยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางการถ่ายลำสินค้าระหว่างประเทศ และ 3.การอำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังกับท่าเรือคลองเตย ซึ่งจะเป็นการตรวจสินค้าในจุดเดียว”

ผุด “ฟรีโซน” ดึงอาลีบาบา-ลาซาด้า

สำหรับหลักการที่ 3 การพัฒนาเขตปลอดอากร (Free Zone) จะมุ่งเน้นไปที่ “โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)” ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสนับสนุนนักลงทุนที่ลงทุนทางด้านนวัตกรรม

โดยกรมศุลกากรจะนำเทคโนโลยีด้านไอทีมาใช้ เพื่อให้อีอีซีเป็นเขตปลอดอากรอย่างแท้จริง โดยวัตถุดิบจะไม่มีภาระภาษีและไม่ต้องขอใบอนุญาตตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงกระบวนการผลิตในเขตอีอีซี “เขตปลอดอากรจะมีรูปแบบสอดคล้องกับ e-Commerce park ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลในการทำให้อีอีซีเป็นจุดที่นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเลือกที่จะลงทุนได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุด lazada และ alibaba ได้ตัดสินใจที่จะเข้ามาลงทุนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น กรมศุลกากรต้องมีระบบการกำกับดูแลที่ดีเนื่องจากสินค้าที่อยู่ใน e-Commerce park มีเป็นหมื่นๆรายการและถูกขนย้ายเข้ามาทั้งทางเครื่องบิน รถยนต์ และรถไฟจากทั่วทุกมุมโลก”

ทั้งนี้ กรมศุลกากรจะนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า “e-Lock” ซึ่งเป็นกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ที่ล็อกตู้คอนเทนเนอร์ โดยจะเปิดตู้ได้ก็ต่อเมื่อใช้คีย์การ์ดถอดรหัส e-Lock ที่มีอยู่เฉพาะต้นทางและปลายทางเท่านั้น เพื่อไม่ให้มีการเปิดตู้ระหว่างเส้นทางเดินรถ วิธีการนี้จะทำให้ผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรไม่ต้องเขียนใบขนสินค้าอีกต่อไป

ขณะที่รายการของวัตถุดิบหรือสินค้าที่จะส่งเข้าเขตปลอดอากรจะถูกส่งด้วย Pre-Arrival จากต้นทางและเมื่อสินค้าเข้าสู่เขตอีอีซีแล้วก็จะถูกนำไปแปรรูปกลายเป็นสินค้าใหม่ ซึ่งในกรณีที่สินค้าถูกส่งออกไปยังต่างประเทศก็จะให้ระบบ e-Lock ตั้งแต่ต้นทางและเปิดได้เฉพาะด่านท่าเรือ หรือสนามบินเท่านั้น

นายกุลิศกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “แผนงานที่ได้วางไว้นี้ยังต้องใช้เวลาในการปรับปรุง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร ได้วางระบบอิเล็กทรอนิกส์และไอทีเพื่อรองรับอนาคต เพื่อปฏิรูปให้ข้าราชการกรมศุลกากรเข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่งขณะนี้ผ่านพ้นไปได้เกือบทั้งหมดแล้ว ยังติดขัดก็เพียงเทคนิคทางด้านการปฏิบัติ”

ส่วนผลการจัดอันดับ Doing Business หรือความยากง่ายในการทำธุรกิจที่ธนาคารโลกประกาศไปเมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้รับการปรับอันดับดีขึ้นจากอันดับที่ 46 มาอยู่ที่ 26 ดีขึ้นถึง 20 อันดับ แต่ทางด้านกรมศุลกากรกลับถูกปรับลดอันดับลงจากอันดับที่ 56 ลงมาเป็น 57 ได้คะแนน 84 เท่าเดิมโดยมีหมายเหตุว่า To Be Continued (ติดตามต่อไป) นั้น

“ยืนยันว่า การพัฒนาด้านอิเล็กทรอนิกส์และไอทีของเราเดินมาถูกทางแล้ว แต่ที่ยังล่าช้าเพราะกฎหมายเดิมไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิรูปข้าราชการศุลกากร ธนาคารโลกจึงใส่ To Be Continued ไว้เพราะยังรอผลในทางปฏิบัติมั่นใจว่าภายใต้ พ.ร.บ.ศุลกากรใหม่ และการเปิดตัวบริการใหม่ๆที่ทันสมัยมากขึ้นหลายบริการในวันปีใหม่ 1 ม.ค.ที่จะถึงนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน!!!”

ทีมเศรษฐกิจ