วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

สองสามวันที่ผ่านมา มีกระบวนการ ปั่นข่าวใหญ่ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ กรณีที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รับสำนวนผู้ฟ้องกรรมการบริหารและผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด ข้อกล่าวหาเอื้อประโยชน์ให้กับ บริษัทคิง เพาเวอร์ ที่ประกอบธุรกิจดิวตี้ฟรี ในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินการไต่สวนต่อไป

ต้องย้ำว่า ในเบื้องต้นนี้ ศาลทุจริตเพียงแค่รับสำนวนเอาไว้เพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานทั้งเอกสารและตัวบุคคล เท่านั้น

ไม่ได้เป็นการรับฟ้อง

ซึ่งเป็นคนละเรื่องและคนละความหมายคือ พูดให้เข้าใจง่ายๆระบบยุติธรรมประกอบไปด้วย ระบบการกล่าวหาและระบบไต่สวน ในหลายประเทศจะยึดหลัก ระบบไต่สวน คือต้องมีการไต่สวนพยานหลักฐานต่างๆจนกว่าจะมั่นใจว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดจริง จึงจะดำเนินการฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรม

เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาให้มากที่สุด

ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกับคดีบางคดีที่เป็นข่าวอยู่ในเวลานี้ เกิดความสับสนในระบบยุติธรรม ตกลงผู้ถูกกล่าวหาผิดหรือไม่ผิดกันแน่ เพราะฉะนั้นจึงถือว่า กรรมการบริหารและผู้บริหาร การท่าอากาศยานและบริษัทคิง เพาเวอร์ ซึ่งตกเป็นผู้เสียหาย จาก การปั่นข่าว ยังไม่ได้ตกเป็นจำเลย แต่มีผู้ต้องการที่จะให้ ผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะศาลยังไม่ได้รับฟ้องแต่อย่างใด

ตามขั้นตอนของการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ถือว่าถ้าไต่สวนแล้วเห็นว่า คดีมีมูล จึงจะรับฟ้องในขั้นตอนต่อไป นับเป็นการเริ่มต้นของกระบวนการพิจารณาคดี จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งอื่นใด

แต่ถ้าไต่สวนแล้วคดีไม่มีมูลก็ไม่รับฟ้อง กระบวนการของศาลเป็นอันสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการไต่สวนนี้ ศาลได้แจ้งเตือนไว้ชัดเจน เมื่อศาลมีคำสั่งรับสำนวนฟ้องไว้พิจารณาและยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวน หรือมีคำสั่ง หรือตัดสินว่ามีความผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ขอให้สื่อมวลชนได้เผยแพร่ข่าวสารให้ถูกต้อง เนื่องจากคดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน ศาลจึงมีคำสั่งห้าม ไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลพยานหลักฐานที่อาจจะกระทบกระบวนการพิจารณาของศาลได้

คำสั่งของศาลจึงมีผลกับ สื่อและคู่ความ โดยตรง ปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังมีสื่อในประเทศและสื่อในต่างประเทศบางสำนักพยายามนำเสนอข่าวในทำนองว่า ศาลทุจริตได้รับฟ้อง คดีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กระบวนการ ปั่นข่าว บนความไม่หวังดีและมีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง เป็นการนำเสนอข่าวโดยไม่สุจริต นอกจากจะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม ไม่เคารพคำสั่งศาลแล้ว ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือทางธุรกิจและหน่วยงานของรัฐ

เป็นกระบวนการที่แยบยลของธุรกิจสีเทาที่พยายามฉ้อฉลอยู่ในขณะนี้.

หมัดเหล็ก

mudlek@thairath.co.th