วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตร.นครพนมเร่งสรุปคดีครูจอมทรัพย์ ยันเอาผิดหากเข้าข่ายพยานเท็จ

ตร.เร่งหารือ สรุปคำพิพากษา คดีครูจอมทรัพย์ โยงเอาผิดขบวนการรับผิดแทน ยืนยัน หากเข้าข่ายพยานเท็จ เอาผิดทางกฎหมายทันที รอแค่ตรวจสอบหลักฐาน...

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า เกี่ยวกับคดีประวัติศาสตร์ และเป็นคดีดัง คือคดีของ ครูจอมทรัพย์ หรือ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครู ชาว จ.สกลนคร ที่ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2560 ศาลจังหวัดนครพนม ไดนัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ยกคำร้องของครูจอมทรัพย์ ยืนตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น และศาลฎีกาเดิม หมายถึง ครูจอมทรัพย์ ไม่ได้เป็นแพะ ตามคำร้อง ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญ คือ พยานหลักฐานที่นำมาเบิกความต่อศาล ในการรื้อฟื้นคดี ไม่น่าเชื่อถือ แต่ไม่ต้องกลับไปรับโทษในคดีนี้อีก เพราะพ้นโทษมาแล้ว

ขณะเดียวกันในความคืบหน้าของคดี ประเด็นสำคัญ คือ หลังคำพิพากษาของศาลฎีกา ยกคำร้องของ ครูจอมทรัพย์ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือ กลุ่มพยานที่เบิกความต่อศาล ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เกี่ยวกับการสร้างพยานเป็นเท็จ รวมถึงขบวนการรับผิดแทน ที่หน่วยงานตำรวจจะต้องไปสอบสวน ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เปิดเผยถึงความคืบหน้า ว่า จากกรณีศาลฎีกามีคำตัดสินพิพากษา คดีครูจอมทรัพย์ คือ ยกคำร้อง หรือยืนตามศาลชั้นต้น และศาลฎีกาเดิม นั้นหมายถึงครูจอมทรัพย์ไม่ได้เป็นแพะ หรือไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย ส่วนในเนื้อหาสาระ ในการสอบสวนดำเนินคดีเกี่ยวกับกลุ่มพยาน รวมไปถึงอาจมีขบวนการรับจ้างรับผิดแทน ตามที่มีระบุในคำพิพากษาว่า น่าจะมีการสร้างพยานเท็จของขบวนการรับผิดแทน ขั้นตอนต่อไปถือว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจ ที่จะเข้าไปรวบรวมพยานหลักฐาน สำนวนฟ้อง และรายละเอียดคำพิพากษา มาตรวจสอบหาข้อสรุป พร้อมตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาติดตามตรวจสอบ

ผบก.ภ.จว.นครพนม กล่าวอีกว่า เบื้องต้นยังไม่ขอระบุว่าจะดำเนินการเอาผิดขั้นไหน มีใครบ้าง แต่จะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างแน่นอน ขอเวลาสักพัก เพราะเป็นคดีสำคัญ มีการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมมานานร่วม 10 ปี แต่ทางตำรวจยืนยันว่า จะมีการตรวจสอบดำเนินคดีอย่างแน่นอน หากพบหลักฐานที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำผิด ผู้บงการ ทั้งหมดต้องรอการตรวจสอบตามขั้นตอน

ส่วน นายพงศา ราตรี ทนายความ ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมที่ดูแลรับผิดชอบ คดีครูจอมทรัพย์ เปิดเผยว่า ในคดีครูจอมทรัพย์ เมื่อมีคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมาถือเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ดูแล รวบรวมหลักฐาน ให้ศาลพิจารณารื้อคดี ตามคำร้องทุกข์ เมื้อสิ้นสุดศาลฎีกาตัดสินว่า ยืนตามศาลชั้นต้น และศาลฎีกาเดิม ถือว่าครูจอมทรัพย์ ไม่ได้เป็นแพะ ในเรื่องของกระบวนการเยียวยาต้องจบลง ในส่วนของเนื้อหา รวมถึงคำพิพากษาตัดสินของศาล คือ ในการนำพยานหลักฐาน ทั้งหมดมาเบิกความต่อศาล ของฝ่ายผู้ร้อง ถือว่าไม่ใช่หลักฐาน และเป็นหลักฐานที่เชื่อถือไม่ได้

ทนายความ คดีครูจอมทรัพย์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของขั้นตอนต่อไป คงต้องเป็นหน้าที่ของทางหน่วยงานตำรวจ ว่าจะมีการเข้าไปตรวจสอบ เอาผิดใคร ซึ่งหากพูดถึงตัว ครูจอมทรัพย์เอง ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือไม่ จะต้องขั้นอยู่ กับพยานหลักฐาน ทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งจากหลักฐาน ในช่วงระหว่างการรวบรวมหลักฐาน เพื่อขอรื้อคดี พบว่า เป็นช่วงที่ ครูจอมทรัพย์ ยังอยู่ในเรือนจำ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินการตามภารกิจ เป็นที่เรียบร้อย ส่วนเรื่องที่ตามมา ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรับผิดชอบ

ขณะที่ผู้สื่อข่าว พยายามเดินทางไปสอบถาม บุคคลที่ก่อนหน้านี้ เป็นพยานปากสำคัญในคดี ทั้งหมด บ้านอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร คือ นายเสริฐ รูปสะอาด ที่เคยออกมาสารภาพกับตำรวจ หลังครูจอมทรัพย์พ้นโทษ ว่าเป็นคนขับรถชนคนตาย ต่อมายังมีการนำตัว นายสับ วาปี ออกมายืนยันเป็นคนที่ 2 ว่า เป็นคนขับรถชนคนตายอีก พร้อมเบิกความ นำพยานหลักฐานทั้งหมด มายืนยันในการพิจารณารื้อคดี

แต่เมื่อผู้สื่อข่าว เดินทางไปที่ บ้านของนายสับ วาปี ในอำเภอเมืองมุกดาหาร พบแต่ลูกสะใภ้ ซึ่งได้แจ้งว่านายสับ วาปี ไปอาศัยอยู่กับภรรยาน้อย อีกหมู่บ้าน เมื่อตามไปก็พบ คนที่เป็นภรรยาน้อย บอกว่า นายสับ ได้ออก ไปซื้อไม้ยูคาลิปตัส 7 วัน จะกลับมาหา 1 ครั้ง

ส่วน นายสุริยา นวลเจริญ อยู่ที่อำเภอคำชะอี ก็ไม่อยู่บ้าน เช่นกัน และสุดท้าย นายเสริฐ รูปสะอาด อยู่อำเภอหนองสูง ก็ไม่พบ เพื่อนบ้านบอกว่า นายเสริฐ น่าจะไปทำงาน ที่อำเภอดงหลวง.