วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ม.41 กับการทำหมันแล้วท้อง : ใครผิด….?

ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ บอกว่า ที่ผ่านมา สปสช. นอกจากจะตกเป็นจำเลยของบุคลากรและสถานพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ในฐานะที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะล้มละลายของ รพ.เกือบทั้งประเทศ จากการใช้เงินผิดประเภท (ผิดกฎหมาย) โดยถือตนเองเป็นใหญ่ ตีความบทบัญญัติหลายมาตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ไว้ โดยมักอาศัยเหตุผลว่าเป็นมติเสียงข้างมาก

นอกเหนือจากปัญหาการจ่ายเงินให้องค์กรอิสระที่ไม่ใช่หน่วยบริการ และไม่ได้เกี่ยวอะไรโดยตรงกับสถานพยาบาลแล้ว ยังมีการใช้จ่ายเงิน

ที่ผิดประเภทอีกหมวดหนึ่งคือ การจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นตาม ม.41 ที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดหลัก) ไปออกข้อบังคับให้คณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ (บอร์ดรอง) เอาไปใช้อย่างผิดกฎหมาย

เป็นเหตุให้ประเทศชาติต้องเสียหาย ทั้งนี้ ตาม ม.41 ได้ระบุว่า “ให้คณะกรรมการกันเงินไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้ หรือหาผู้กระทำผิดได้แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร” นั่นหมายความว่า การจะจ่ายเงินได้ต้องมีเงื่อนไขว่า “ผู้ให้การรักษาพยาบาลได้กระทำผิด และความผิดดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วย” แต่บอร์ดใหญ่กลับไปออกข้อบังคับที่เกินเลยและผิดไปจากกฎหมายแม่ดังนี้

-เปลี่ยนคำนิยามใหม่ให้ครอบจักรวาลแต่เกินเลยจากที่ ก.ม.บัญญัติไว้ อาทิ ขยายความคำว่า “การรักษาพยาบาล” ให้ครอบคลุม “บริการสาธารณสุข” ทุกประเภท ทั้งๆที่ใน ม.3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า “การรักษาพยาบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบริการสาธารณสุข” ทำให้มีการสั่งจ่ายเงินในส่วนที่มิได้เป็นความเสียหายจากการรักษาพยาบาลออกไปเป็นจำนวนนับร้อยล้านบาท!!

-เปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินที่เน้นย้ำว่า การจ่ายเงินต้องมีการพิสูจน์ผิดถูก (พิสูจน์ว่าเกิดความเสียหายจากการรักษาพยาบาลที่ผิด) โดยไม่เน้นหาตัวคนทำผิด (No blame) มาเป็นไม่ต้องพิสูจน์ผิดถูก (No fault) แถมยังไปเร่งเวลาให้พิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะพิสูจน์ทราบรายละเอียดขั้นตอนการรักษาพยาบาลว่าผิดถูกอย่างไร ประกอบกับคณะกรรมการตัดสินส่วนหนึ่งไม่มีความรู้ทางการแพทย์ จึงเข้าทางที่จะไม่ต้องไตร่ตรองมากนักและกำหนดให้แพ้ชนะกันด้วยเสียงข้างมาก ทั้งนี้ได้ออกข้อบังคับมีเนื้อหาโดยย่อดังนี้

“หากไม่รู้ว่าผิดหรือถูกก็ให้จ่ายเงินไปเลย!!!”...ขอย้ำอีกทีว่า

ตามตัวบทกฎหมายนั้น เน้นเรื่อง No blame ไม่ใช่ No fault...อย่างไรก็ต้องมีการพิสูจน์ผิดถูกเสียก่อน

-บัญญัติศัพท์คำว่า “สุดวิสัย” ให้จ่ายเงินได้ ทั้งๆที่ตำรากฎหมายและตัวอย่างฎีการะบุตรงกันว่า “เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ป้องกันได้ยากแม้วิญญูชนจะกระทำเต็มที่แล้ว จึงไม่ถือว่ากระทำผิดและพ้นจากความรับผิด” แต่บอร์ด สปสช.กลับไประบุว่า เหตุสุดวิสัยให้จ่ายเงินได้!!! ผลคือ ทุกวันนี้สารพัดเรื่องใน รพ.ต่างนำมาเป็นเหตุให้มารับเงินได้หมด แถมยังทำให้แพทย์และ รพ.ถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้ายในโรงหมอ” เพราะไปเที่ยวก่อความเสียหายให้ผู้ป่วยทั้งๆที่กระทำถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพแล้ว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ บอร์ด สปสช.มีคำสั่งให้จ่ายเงินทุกรายที่ทำหมันแล้วท้อง มารดาที่มีอายุครรภ์ 37 สป.แล้วแท้งบุตร หรือล่าสุดมีการจ่ายเงินกรณีผู้ป่วยแอบไปฆ่าตัวตายก็จ่ายให้ 320,000 บาท!! ทำเอาแพทย์พยาบาลทั่วประเทศตกเก้าอี้หงายหลังว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่คุมเงินหลวงที่ควรจะมีสำนึกที่ดีในเงินแผ่นดิน ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเมื่อญาติได้เงินแล้วอาจไม่พอใช้ คงกลับมาฟ้อง รพ.เพราะเข้าใจว่า รพ.กระทำผิด เหตุเพราะเงื่อนไขหนึ่งในการจ่ายเงินคือกระทำผิดให้เกิดความเสียหาย!!!

และที่น่าวิตกยิ่งๆขึ้นไปอีกคือ มีการลุกลามเข้าสู่ระบบประกันสังคม สิทธิข้าราชการ และ รพ.เอกชน...เพราะเกิดปรากฏการณ์เลียนแบบตามมาแบบกรณีทำหมันแล้วท้อง ที่ตอนนี้สูตินรีแพทย์และแพทย์ทั่วไปต่างไม่อยากรับทำหมัน ใส่ห่วง หรือแม้แต่ฉีดยาคุม เพราะถูกฟ้องร้องกันกราวรูด อันเป็นผลจากการส่งสารทางอ้อมของ สปสช.ว่า ทำหมันแล้วท้องคือความเสียหาย ทั้งๆที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดาตามพยาธิสภาพที่ไม่มีวิธีคุมกำเนิดใดๆที่สามารถป้องกันการท้องได้ 100% ลองดีดเครื่องคิดเลขดูว่า อัตราการล้มเหลวภายหลังคุมกำเนิดอยู่ที่ 1-20% แล้วแต่วิธีการ ปีปีหนึ่งมีการคุมกำเนิดทุกวิธีรวมกันน่าจะนับแสนๆครั้ง

ถ้าใช้มาตรฐานที่ผิด ก.ม.นี้ไปจ่ายเงิน ปีปีหนึ่ง กองทุน สปสช.ต้องจ่ายเงินโดยผิดกฎหมายเช่นนี้นับพันล้านบาทตามมาอย่างแน่นอน...แทนที่ สปสช. จะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานวิชาการด้านการแพทย์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง กลับไปออกระเบียบที่ผิดกฎหมายและทำให้เงินหลวงต้องเสียหายอย่างร้ายแรง.....สงสารคุณตูน บอดี้สแลม ที่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำวิ่งหาเงินช่วยเหลือ รพ. แต่ สปสช.กลับทำตัวเหนือกฎหมายใช้จ่ายเงินโดยไม่เกรงกลัวความผิด

-ที่ผ่านมา บอร์ดเล็กและบอร์ดใหญ่มักอาศัยเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการตัดสินประเด็นที่ล่อแหลมว่าจะผิดกฎหมายและมักตามมาด้วยภาวะระส่ำระสายของ รพ. เพราะนโยบายที่ออกมามักสร้างความอ่อนแอให้ระบบสาธารณสุข ตลอดจนทำให้บุคลากรการแพทย์เสียขวัญหมดกำลังใจ และมอง สปสช.ในภาพพจน์ที่เลวร้าย กรณีจ่ายเงินโดย “อ้างเสียงข้างมากลากไป” แต่ไม่ตระหนักว่า “เสียงข้างมาก ไม่อยู่เหนือกฎหมาย”

อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ตายหมู่ เช่นเดียวกับ ครม.โดย ป.ป.ช.ชี้มูลว่าจ่ายเงินช่วยเหลือประเด็นทางการเมืองแบบผิดกฎหมาย หรือแบบเดียวกับกรณีที่มีการเรียกคืนเงินภาษีจากองค์กรเอกชนที่รับเงินจาก สปสช.ไปแล้วไม่ยอมจ่าย อ้างว่ารับไปเพื่อทำความดีจึงไม่ต้องจ่ายภาษี!?!........ไม่รู้ว่าป่านนี้ได้คืนเงินภาษีครบแล้วหรือยัง?

ขอย้ำว่า ก.ม. ม.41 นั้นมีไว้เพื่อเยียวยาผู้ป่วยโดยเร็วในกรณีที่พิสูจน์ทราบได้ว่า “ผู้ให้การรักษาพยาบาลกระทำผิดแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วย” มิใช่การจ่ายเพื่อสังคมสงเคราะห์ เห็นอกเห็นใจ

ดังนั้น คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดใหญ่) ต้องควบคุมคณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ (บอร์ดเล็ก) ให้ทำถูกต้องตาม ม.41 โดยเริ่มจากสังคายนาข้อบังคับที่ออกโดยผิดกฎหมาย มิฉะนั้นอาจเกิดปรากฏการณ์ตายหมู่ ตาม ก.ม.อาญา ม.157 และ ก.ม. ป.ป.ช. ม.123/1.

หมอดื้อ