วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิกฤติซิมบับเว “เมีย” เป็นเหตุ!

วิกฤติซิมบับเว “เมีย” เป็นเหตุ!

  • Share:

ยังดื้อ–ประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ (กลาง) เจรจากับ พล.อ.คอนสแตนติโน ชิเวงกา ผบ.สส. รวมทั้ง รมว.กลาโหม รมว.ความมั่นคงซิมบับเว และ รมว.กลาโหมแอฟริกาใต้ หลังทหารนำโดย พล.อ.ชิเวงกา ซึ่งหนุนหลังรองประธานาธิบดีเอมเมอร์สัน เอ็มนันกักวา (รูปเล็ก) ก่อรัฐประหาร แต่มูกาเบยืนกรานไม่ทิ้งอำนาจ (รอยเตอร์/เอเอฟพี)

“สาธารณรัฐซิมบับเว” ในทวีปแอฟริกาตอนใต้เผชิญวิกฤติการเมือง เมื่อคณะทหารนำโดย พล.อ.คอนสแตนติโน ชิเวงกา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก่อการยึดอำนาจ สั่งกักบริเวณประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ ผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลกวัย 93 ปี และนางเกรซ มูกาเบ ภริยา วัย 52 ปีไว้ในบ้านพัก

ทหารอ้างว่านี่ไม่ใช่การก่อ “รัฐประหาร” แค่มุ่งเป้ากำจัดพวก “อาชญากร” ที่รายล้อมมูกาเบซึ่งก่อปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ แต่ที่จริงมันก็คือการชิงอำนาจภายในพรรครัฐบาล “ซานู-พีเอฟ” ระหว่างนางเกรซ “สตรีหมายเลข 1” กับรองประธานาธิบดี เอ็มเมอร์สัน เอ็ม-นันกักวา มิตรสนิทของ พล.อ.ชิเวงกาผู้เป็นแม่ทัพตั้งแต่ปี 2537

มูกาเบและเอ็มนันกักวาต่างเคยเป็นนักรบกองโจรมาร์กซิสม์สมัยซิมบับเวยังเป็น “โรดีเซียใต้” ต่อสู้โค่นล้มรัฐบาลคนผิวขาวเจ้าอาณานิคม จนซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2523 จากนั้นมูกาเบก็ขึ้นมาเป็นนายกฯ และประธานาธิบดีหลายสมัย กุมอำนาจเผด็จการมาถึง 37 ปีแล้ว

ยุคแรกๆที่มูกาเบเป็นผู้นำ เศรษฐกิจซิมบับเวเฟื่องฟูเพราะการเกษตรจนได้ฉายา “อู่ข้าวอู่น้ำของแอฟริกา” ต่อมาเกิดสงครามกลางเมือง มูกาเบสั่งกวาดล้างกบฏอย่างโหดเหี้ยม มีคนตายหลายพัน จึงถูกสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปคว่ำบาตร ซิมบับเวยิ่งถูกโดดเดี่ยวหนักขึ้นหลังมูกาเบสั่งยึดไร่นาของคนผิวขาวไปแจกจ่ายให้คนผิวดำในปี 2543 โดยไม่มีแผนรองรับ และคนผิวดำทำการเกษตรไม่เป็น ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมล่มสลาย เกิดวิกฤติด้านอาหารและเงินเฟ้อรุนแรง ปี 2551 ซิมบับเวมีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลกกว่า 2,000,000% อัตราคนว่างงานสูงกว่า 80% มีอัตราคนติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ชาวซิมบับเวหนีไปอาศัยชาติเพื่อนบ้านโดยเฉพาะแอฟริกาใต้หลายล้านคน ทุกวันนี้ซิมบับเวก็ยังทุกข์ยากแสนสาหัส

ขณะที่มูกาเบแก่ชราสุขภาพย่ำแย่ ก็เกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างนางเกรซ ภริยาคนที่ 2 กับนายเอ็มนันกักวา ซึ่งต่างจ้องจะขึ้นมาเป็นผู้นำแทนมูกาเบ จนพรรคซานู-พีเอฟ แตกเป็น 2 ขั้ว

นางเกรซตีกันเอ็มนันกักวาคู่แข่งวัย 75 ปี ทุกวิถีทาง รวมทั้งหาว่าเขาจะก่อรัฐประหาร สัปดาห์ก่อนถึงขั้นเรียกเขาว่า “ไอ้อสรพิษ” ต้องตีที่หัวให้ตายสนิท จากนั้นแค่ 1 วัน มูกาเบผู้รักหลงเมียมากจนคิดผลักดันให้เป็นทายาทอำนาจ ก็สั่งปลดเอ็มนัน– กักวาจนเขาต้องหนีไปลี้ภัยที่แอฟริกาใต้ ทำให้ พล.อ.ชิเวงกาขู่ว่าถ้าไม่หยุดกวาดล้างเหล่าแกนนำพรรคซานูฯ ผู้เคยร่วมต่อสู้แยกเอกราชมาด้วยกัน กองทัพจะเข้าแทรกแซง...การ “รัฐประหาร” จึงเกิดขึ้น

เมียสุดที่รัก–ประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเว บรรจงจูบแก้มนางเกรซ มูกาเบ ภริยา อย่างทะนุถนอม ในงานเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชครบรอบ 37 ปี ที่สนามกีฬาแห่งชาติในกรุงฮาราเร เมื่อ 18 เม.ย. (เอเอฟพี)

เอ็มนันกักวาเป็นทหารสายเหยี่ยว เคยไปฝึกการทหารที่จีนและอียิปต์ ก่อนเข้าร่วมกองโจรมาร์กซิสม์ต่อสู้แยกเอกราช เคยติดคุกและถูกทรมานจนหูหนวกข้างหนึ่ง หลังมูกาเบได้เป็นผู้นำก็ให้เอ็มนันกักวาครองตำแหน่งสำคัญๆ รวมทั้ง รมว.กลาโหม, รมว.ความมั่นคงแห่งชาติ และหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ก่อนให้เป็นรองประธานาธิบดีในปี 2557 ทำให้เจ้าตัวและหลายฝ่ายมองว่านี่แหละคือ “ทายาทอำนาจ” มูกาเบ

ในช่วงเป็น รมว.ความมั่นคงฯ รัฐบาลมูกาเบปราบกบฏอย่างโหดเหี้ยม มีคนตายหลายพัน เอ็มนันกักวาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการ เขายังเป็นผู้นำกวาดล้างฝ่ายค้านหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกในปี 2551 ซึ่งนายมอร์แกน สแวงกิไร ผู้นำพรรคฝ่ายค้านเป็นผู้ชนะ การกวาดล้างครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน จนนายสแวงกิไรต้องถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบ 2 ทำให้มูกาเบชนะเลือกตั้งอีก

กิตติศัพท์ความโหดร้ายเลือดเย็นทำให้เอ็ม–นันกักวาได้ฉายา “เอ็นเกวนา” (คร็อกโคไดล์หรือจระเข้) ขณะที่กลุ่มก๊วนของเขาในพรรคซานูฯ ได้ฉายา “ลาคอสต์” เขายังเป็นตัวเชื่อมระหว่างพรรคซานูฯ กองทัพ และหน่วยข่าวกรอง และเป็นตัวแทนกลุ่มทหารเก่าที่ไม่ชอบนางเกรซ ซึ่งต้องการให้เขาเป็นผู้นำคนต่อไป

ส่วนนางเกรซอายุอ่อนกว่าสามีถึง 41 ปี เริ่มมีสัมพันธ์สวาทกับมูกาเบในปี 2530 ขณะทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดในทำเนียบประธานาธิบดีและมีลูกด้วยกัน 3 คน ลูก 2 คนแรกเกิดนอกสมรสขณะนาง “แซลลี” ภริยาคนแรกของมูกาเบป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หลังแซลลีเสียชีวิตในปี 2535 ทั้งคู่จึงแต่งงานกันในปี 2539

นางเกรซเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง แสวงหาอำนาจและความร่ำรวย ชอบใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรู จนได้ฉายา “กุชชี่ เกรซ” และ “เฟิร์สต์ ชอปเปอร์” และ “ดิสเกรซ” แต่เธอทำตัวเป็นคนใจบุญ ตั้งมูลนิธิการกุศล ทั้งเป็นผู้นำกลุ่มสันนิบาตสตรีในพรรคซานูฯ และเป็นผู้นำกลุ่ม “เจเนอเรชั่น-40”

นางเกรซเป็นคนปากจัด อารมณ์ร้าย ปีนี้เคยต้องคดีทำร้ายร่างกายนางแบบสาวชาวแอฟริกาใต้วัย 20 ปี ก่อนหน้านั้นก็มีข่าวทำร้ายร่างกายผู้อื่นหลายครั้ง เธอยังถูกกล่าวหาอยู่เบื้องหลังการลอบวางยาพิษในไอศกรีมทำให้นายเอ็มนันกักวาล้มป่วยหวิดดับขณะชุมนุมหาเสียงเมื่อเดือน ส.ค.ปีนี้ อีกทั้งเคยชักใยให้มูกาเบสั่งปลดนางจอยซ์ มูจูรู รองประธานาธิบดีคนก่อนในปี 2557 เพราะระแวงว่าจะเป็นคู่แข่งแย่งอำนาจ

ทั้งมูกาเบ นางเกรซ และ พล.อ.ชิเวงกา ถูกสหรัฐฯและอียูคว่ำบาตร ยึดทรัพย์สินและห้ามเดินทางหลังถูกยึดอำนาจ มูกาเบซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการยาวนานจนเข้าขั้น “เสพติดอำนาจ” ยังดื้อรั้นไม่ยอมทิ้งบัลลังก์ แต่ยากที่จะสู้กองทัพผู้มีอำนาจตัวจริงได้

บทสรุปวิกฤติซิมบับเวคงไม่ถึงขั้นนองเลือด เพราะมูกาเบและคู่กรณีคือคนกันเองทั้งนั้น คงเจรจาหาทางออกกันได้ ก่อนลงจากหลังเสืออย่างไม่อัปยศจนเกินไป...ส่วนนางเกรซคง “ฝันสลาย” อนาคตมืดมน เพราะดันไปต่อกรกับศัตรูที่ใหญ่กว่าตัวเองหลายขุม!

บวร โทศรีแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้