วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤติซิมบับเว “เมีย” เป็นเหตุ!

ยังดื้อ–ประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ (กลาง) เจรจากับ พล.อ.คอนสแตนติโน ชิเวงกา ผบ.สส. รวมทั้ง รมว.กลาโหม รมว.ความมั่นคงซิมบับเว และ รมว.กลาโหมแอฟริกาใต้ หลังทหารนำโดย พล.อ.ชิเวงกา ซึ่งหนุนหลังรองประธานาธิบดีเอมเมอร์สัน เอ็มนันกักวา (รูปเล็ก) ก่อรัฐประหาร แต่มูกาเบยืนกรานไม่ทิ้งอำนาจ (รอยเตอร์/เอเอฟพี)

“สาธารณรัฐซิมบับเว” ในทวีปแอฟริกาตอนใต้เผชิญวิกฤติการเมือง เมื่อคณะทหารนำโดย พล.อ.คอนสแตนติโน ชิเวงกา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก่อการยึดอำนาจ สั่งกักบริเวณประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ ผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลกวัย 93 ปี และนางเกรซ มูกาเบ ภริยา วัย 52 ปีไว้ในบ้านพัก

ทหารอ้างว่านี่ไม่ใช่การก่อ “รัฐประหาร” แค่มุ่งเป้ากำจัดพวก “อาชญากร” ที่รายล้อมมูกาเบซึ่งก่อปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ แต่ที่จริงมันก็คือการชิงอำนาจภายในพรรครัฐบาล “ซานู-พีเอฟ” ระหว่างนางเกรซ “สตรีหมายเลข 1” กับรองประธานาธิบดี เอ็มเมอร์สัน เอ็ม-นันกักวา มิตรสนิทของ พล.อ.ชิเวงกาผู้เป็นแม่ทัพตั้งแต่ปี 2537

มูกาเบและเอ็มนันกักวาต่างเคยเป็นนักรบกองโจรมาร์กซิสม์สมัยซิมบับเวยังเป็น “โรดีเซียใต้” ต่อสู้โค่นล้มรัฐบาลคนผิวขาวเจ้าอาณานิคม จนซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2523 จากนั้นมูกาเบก็ขึ้นมาเป็นนายกฯ และประธานาธิบดีหลายสมัย กุมอำนาจเผด็จการมาถึง 37 ปีแล้ว

ยุคแรกๆที่มูกาเบเป็นผู้นำ เศรษฐกิจซิมบับเวเฟื่องฟูเพราะการเกษตรจนได้ฉายา “อู่ข้าวอู่น้ำของแอฟริกา” ต่อมาเกิดสงครามกลางเมือง มูกาเบสั่งกวาดล้างกบฏอย่างโหดเหี้ยม มีคนตายหลายพัน จึงถูกสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปคว่ำบาตร ซิมบับเวยิ่งถูกโดดเดี่ยวหนักขึ้นหลังมูกาเบสั่งยึดไร่นาของคนผิวขาวไปแจกจ่ายให้คนผิวดำในปี 2543 โดยไม่มีแผนรองรับ และคนผิวดำทำการเกษตรไม่เป็น ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมล่มสลาย เกิดวิกฤติด้านอาหารและเงินเฟ้อรุนแรง ปี 2551 ซิมบับเวมีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลกกว่า 2,000,000% อัตราคนว่างงานสูงกว่า 80% มีอัตราคนติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ชาวซิมบับเวหนีไปอาศัยชาติเพื่อนบ้านโดยเฉพาะแอฟริกาใต้หลายล้านคน ทุกวันนี้ซิมบับเวก็ยังทุกข์ยากแสนสาหัส

ขณะที่มูกาเบแก่ชราสุขภาพย่ำแย่ ก็เกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างนางเกรซ ภริยาคนที่ 2 กับนายเอ็มนันกักวา ซึ่งต่างจ้องจะขึ้นมาเป็นผู้นำแทนมูกาเบ จนพรรคซานู-พีเอฟ แตกเป็น 2 ขั้ว

นางเกรซตีกันเอ็มนันกักวาคู่แข่งวัย 75 ปี ทุกวิถีทาง รวมทั้งหาว่าเขาจะก่อรัฐประหาร สัปดาห์ก่อนถึงขั้นเรียกเขาว่า “ไอ้อสรพิษ” ต้องตีที่หัวให้ตายสนิท จากนั้นแค่ 1 วัน มูกาเบผู้รักหลงเมียมากจนคิดผลักดันให้เป็นทายาทอำนาจ ก็สั่งปลดเอ็มนัน– กักวาจนเขาต้องหนีไปลี้ภัยที่แอฟริกาใต้ ทำให้ พล.อ.ชิเวงกาขู่ว่าถ้าไม่หยุดกวาดล้างเหล่าแกนนำพรรคซานูฯ ผู้เคยร่วมต่อสู้แยกเอกราชมาด้วยกัน กองทัพจะเข้าแทรกแซง...การ “รัฐประหาร” จึงเกิดขึ้น

เอ็มนันกักวาเป็นทหารสายเหยี่ยว เคยไปฝึกการทหารที่จีนและอียิปต์ ก่อนเข้าร่วมกองโจรมาร์กซิสม์ต่อสู้แยกเอกราช เคยติดคุกและถูกทรมานจนหูหนวกข้างหนึ่ง หลังมูกาเบได้เป็นผู้นำก็ให้เอ็มนันกักวาครองตำแหน่งสำคัญๆ รวมทั้ง รมว.กลาโหม, รมว.ความมั่นคงแห่งชาติ และหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ก่อนให้เป็นรองประธานาธิบดีในปี 2557 ทำให้เจ้าตัวและหลายฝ่ายมองว่านี่แหละคือ “ทายาทอำนาจ” มูกาเบ

ในช่วงเป็น รมว.ความมั่นคงฯ รัฐบาลมูกาเบปราบกบฏอย่างโหดเหี้ยม มีคนตายหลายพัน เอ็มนันกักวาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการ เขายังเป็นผู้นำกวาดล้างฝ่ายค้านหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกในปี 2551 ซึ่งนายมอร์แกน สแวงกิไร ผู้นำพรรคฝ่ายค้านเป็นผู้ชนะ การกวาดล้างครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน จนนายสแวงกิไรต้องถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบ 2 ทำให้มูกาเบชนะเลือกตั้งอีก

กิตติศัพท์ความโหดร้ายเลือดเย็นทำให้เอ็ม–นันกักวาได้ฉายา “เอ็นเกวนา” (คร็อกโคไดล์หรือจระเข้) ขณะที่กลุ่มก๊วนของเขาในพรรคซานูฯ ได้ฉายา “ลาคอสต์” เขายังเป็นตัวเชื่อมระหว่างพรรคซานูฯ กองทัพ และหน่วยข่าวกรอง และเป็นตัวแทนกลุ่มทหารเก่าที่ไม่ชอบนางเกรซ ซึ่งต้องการให้เขาเป็นผู้นำคนต่อไป

ส่วนนางเกรซอายุอ่อนกว่าสามีถึง 41 ปี เริ่มมีสัมพันธ์สวาทกับมูกาเบในปี 2530 ขณะทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดในทำเนียบประธานาธิบดีและมีลูกด้วยกัน 3 คน ลูก 2 คนแรกเกิดนอกสมรสขณะนาง “แซลลี” ภริยาคนแรกของมูกาเบป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หลังแซลลีเสียชีวิตในปี 2535 ทั้งคู่จึงแต่งงานกันในปี 2539

นางเกรซเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง แสวงหาอำนาจและความร่ำรวย ชอบใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรู จนได้ฉายา “กุชชี่ เกรซ” และ “เฟิร์สต์ ชอปเปอร์” และ “ดิสเกรซ” แต่เธอทำตัวเป็นคนใจบุญ ตั้งมูลนิธิการกุศล ทั้งเป็นผู้นำกลุ่มสันนิบาตสตรีในพรรคซานูฯ และเป็นผู้นำกลุ่ม “เจเนอเรชั่น-40”

นางเกรซเป็นคนปากจัด อารมณ์ร้าย ปีนี้เคยต้องคดีทำร้ายร่างกายนางแบบสาวชาวแอฟริกาใต้วัย 20 ปี ก่อนหน้านั้นก็มีข่าวทำร้ายร่างกายผู้อื่นหลายครั้ง เธอยังถูกกล่าวหาอยู่เบื้องหลังการลอบวางยาพิษในไอศกรีมทำให้นายเอ็มนันกักวาล้มป่วยหวิดดับขณะชุมนุมหาเสียงเมื่อเดือน ส.ค.ปีนี้ อีกทั้งเคยชักใยให้มูกาเบสั่งปลดนางจอยซ์ มูจูรู รองประธานาธิบดีคนก่อนในปี 2557 เพราะระแวงว่าจะเป็นคู่แข่งแย่งอำนาจ

ทั้งมูกาเบ นางเกรซ และ พล.อ.ชิเวงกา ถูกสหรัฐฯและอียูคว่ำบาตร ยึดทรัพย์สินและห้ามเดินทางหลังถูกยึดอำนาจ มูกาเบซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการยาวนานจนเข้าขั้น “เสพติดอำนาจ” ยังดื้อรั้นไม่ยอมทิ้งบัลลังก์ แต่ยากที่จะสู้กองทัพผู้มีอำนาจตัวจริงได้

บทสรุปวิกฤติซิมบับเวคงไม่ถึงขั้นนองเลือด เพราะมูกาเบและคู่กรณีคือคนกันเองทั้งนั้น คงเจรจาหาทางออกกันได้ ก่อนลงจากหลังเสืออย่างไม่อัปยศจนเกินไป...ส่วนนางเกรซคง “ฝันสลาย” อนาคตมืดมน เพราะดันไปต่อกรกับศัตรูที่ใหญ่กว่าตัวเองหลายขุม!

บวร โทศรีแก้ว