วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ครูจอมทรัพย์ น้ำตาคลอไม่ใช่แพะ น้อมรับคำพิพากษา ต้องรับสภาพที่เกิดขึ้น

ครูจอมทรัพย์ น้ำตาคลอ น้อมรับคำพิพากษา หลังสู้ในกระบวนการยุติธรรมถึงที่สุด มั่นใจความจริงคือความจริง ยอมรับเสียใจ แต่ต้องรับสภาพที่เกิดขึ้น ขณะที่ตำรวจ จ่อดำเนินคดีขบวนการเบิกความเท็จต่อศาล... 

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 พ.ย. ภายหลังศาลจังหวัดนครพนม ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ยกคำร้อง หมายถึง ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น และศาลฎีกาเดิม ให้ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เป็นผู้ผิด ตามคำตัดสินเดิม เนื่องจากมีพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายที่ชัดเจน และเชื่อได้ว่าครูจอมทรัพย์ เป็นผู้ผิด นอกจากนี้ยังได้พิจารณาว่า ในส่วนของครูจอมทรัพย์นำพยานหลักฐานมาเบิกความต่อศาลในการพิจารณารื้อคดีนั้น ไม่สามารถเชื่อได้ว่าครูจอมทรัพย์เป็นแพะ โดยไม่สามารถนำมาหักล้างพยานหลักฐานเก่าได้ ส่วนการพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น จะต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานเกี่ยวข้อง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะต้องพิจารณาดำเนินคดีกับส่วนที่เกี่ยวข้อง หากเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

ด้านนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครู ที่เคยตกเป็นจำเลย ในคดีอุบัติเหตุขับรถยนต์ ได้เดินลงมาจากศาล ในสภาพสีหน้าเศร้าไม่ยิ้มแย้ม น้ำตาคลอ โดยยืนยันว่าในเมื่อศาลตัดสินออกมา ตนน้อมรับ และรับได้กับคำพิพากษาที่ออกมา เพราะได้สู้ในกระบวนการยุติธรรมถึงที่สุดแล้ว แต่ตนยังมั่นใจว่าความจริงคือความจริง ยอมรับว่าเสียใจ แต่ต้องรับสภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนขั้นตอนต่อไปขอให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม

ส่วน พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า หลังคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมาว่ายกคำร้อง ในภาระหน้าที่ของตำรวจจะได้ขอรวบรวมหลักฐานคัดสำนวนคำฟ้อง รวมถึงคำพิพากษาทั้งหมด เพื่อประชุมหารือตั้งคณะทำงานต่อไป ส่วนเรื่องความผิดต่างๆ หากมีการตรวจสอบสรุปว่า ในเรื่องของการเบิกความ การสร้างพยานหลักฐานต่างๆ ที่ผิดกฎหมาย จะต้องดำเนินคดีอย่างแน่นอน ต้องรอผลการตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีครูจอมทรัพย์ ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์สำคัญ ซึ่งเป็นคดีแรกในรอบ 34 ปี หลังมีการออก พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 โดยคดีนี้เกิดเหตุเกิดเมื่อ 11 มี.ค. 2548 ในพื้นที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม ทำให้นางจอมทรัพย์ตกเป็นจำเลยในคดีขับรถชนคนตาย โดยผู้เสียชีวิตคือนายเหลือ พ่อบำรุง อายุ 75 ปี ชาวบ้านพระซอง ต.พระซอง อ.นาแก จ.นครพนม ขณะปั่นจักรยานบนถนนเส้นทางพระซอง มุ่งหน้าไปยัง อ.เรณูนคร ส่วนรถยนต์คู่กรณีที่ชนได้ขับหลบหนีไปหลังเกิดเหตุ

ต่อมาทางตำรวจได้มีการสืบสวนดำเนินคดีจากพยานหลักฐาน นำมาสู่หลักฐานรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บค 56 สกลนคร เชื่อมโยงไปยังนางจอมทรัพย์ เจ้าของรถ ทำให้ตกเป็นจำเลยในคดี และมีการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่ปี 2548 ในที่สุดศาลชั้นต้น คือศาลจังหวัดนครพนม ได้พิพากษาตัดสิน นางจอมทรัพย์ ให้จำคุก 3 ปี 2 เดือน ส่วนศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง แต่ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น เมื่อปี 2556 ทำให้ครูจอมทรัพย์ต้องถูกจำคุกในความผิดขับรถชนคนตายโดยประมาท และต้นสังกัดให้ออกจากราชการ

ภายหลังติดคุก 1 ปี 6 เดือน จากคำพิพากษาตัดสินของศาลฎีกา ต่อมาได้รับการอภัยโทษออกมา เมื่อปี 2558 ครูจอมทรัพย์ จึงได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรมว่าตกเป็นแพะ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนขับรถ แต่เป็นความผิดพลาดในกระบวนการสอบสวนของตำรวจที่รับผิดชอบ จึงร้องทุกข์เพื่อให้ทางศาลมีการรื้อฟื้นคดี ให้ความเป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526

ส่วนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคดีนี้ ที่น่าสนใจ และเป็นส่วนสาระสำคัญในการพิจารณาของศาล คือในการพิจารณาไต่สวนของศาลหลังขอรื้อคดี ทางด้านครูจอมทรัพย์ยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นคนขับรถยนต์ที่ชนในที่เกิดเหตุ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันหลักฐานในการดำเนินคดี ว่า รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บค 56 สกลนคร ซึ่งเป็นของครูจอมทรัพย์ ได้เกิดอุบัติเหตุชนคนตาย แต่ภายหลังได้มีการรวบรวมหลักฐานร้องทุกข์ มาเบิกความต่อศาลจังหวัดนครพนม ว่า รถยนต์คันที่ชนคือ รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร พร้อมระบุว่า มีนายเสริฐ รูปสะอาด เคยออกมาสารภาพกับตำรวจหลังครูจอมทรัพย์พ้นโทษ ว่าเป็นคนขับรถชนคนตาย

ต่อมามีการนำตัว นายสับ วาปี ออกมายืนยันเป็นคนที่ 2 ว่า เป็นคนขับรถชนคนตาย พร้อมได้มีการเบิกความ นำพยานหลักฐานทั้งหมดมายืนยันในการพิจารณารื้อคดีของศาลจังหวัดนครพนม ทั้งนี้ พยานหลักฐานทั้งหมดเกิดขึ้นมาจากครูอ๋อง หรือนายสุริยา นวลเจริญ ที่เป็นเพื่อนครูจอมทรัพย์ นำพยานหลักฐานมายืนยันอ้างว่า ครูจอมทรัพย์ตกเป็นแพะ ในช่วงระหว่างครูจอมทรัพย์อยู่ในเรือนจำ

นอกจากนี้ ในการเบิกความต่อศาล ทางด้านครูจอมทรัพย์ยังได้มีการนำพยานปากสำคัญมาเบิกความต่อศาล เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิด คือ นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี และนางทองเรศ วงศ์ศรีชา อายุ 51 ปี ที่เป็นพยานสำคัญที่เคยยืนยันว่า เห็นคนขับรถยนต์ก่อเหตุเป็นชายลงมาดูศพผู้ตาย ก่อนขับรถยนต์หนีไป แต่สามารถจำเลขทะเบียนรถได้เพียง 56 ไม่สามารถจำยี่ห้อ รวมถึงหมวดอักษร และจังหวัดของป้ายทะเบียนได้ แต่สุดท้ายทางศาลได้ระบุว่า พยานหลักฐานทั้งหมดไม่สามารถเชื่อได้ว่า ครูจอมทรัพย์เป็นแพะ และไม่สามารถนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาหักล้างคำพิพากษาตัดสินเดิมได้.