วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2017' ยกระดับการวิ่งสู่มาตรฐานสากล

สสส.ผนึกสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย จัดงานวิ่งสู่ชีวิตใหม่ "ไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2017" ชิงถ้วยพระราชทาน "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ตั้งเป้าเป็นต้นแบบงานวิ่งมาตรฐาน เน้นความปลอดภัย ยุติธรรม เพื่อยกระดับงานวิ่งไทย

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สสส.ร่วมกับสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และภาคีเครือข่ายสุขภาพ ร่วมกันจัดงาน "วิ่งสู่ชีวิตใหม่" หรือ "ไทย เฮลท์ เดย์ รัน 2017" (Thai Health Day Run) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ย. 2560 ณ บริเวณสะพานพระราม 8 ซึ่งในปีนี้ มีความพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 16 ปี ของ สสส.ซึ่งตรงกับวันที่ 8 พ.ย.จึงอยากเชิญชวนประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งหน้าเก่าหรือนักวิ่งหน้าใหม่ ให้ออกมามีกิจกรรมทางกาย โดยใช้การวิ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงชีวิต

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่ สามารถสร้างกระแสการตื่นตัวในเรื่องสุขภาพ กระตุ้นให้เกิดนักวิ่งหน้าใหม่เข้าสู่สนามวิ่งเป็นจำนวนมาก ในปี 2559 ประเทศไทยมีประชากรที่มีกิจกรรมทางกายด้วยการวิ่งราว 12 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่เดิมมีเพียง 5.8 ล้านคน และเชื่อว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าการมีกิจกรรมทางกาย และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยการวิ่ง มิใช่เป็นเพียงกระแสอีกต่อไป แต่จะเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ เป็นวิถีชีวิตของคนไทยเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ

"นอกจากนี้ สสส.ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายทุกช่วงวัย โดยวัยเด็กควรมีกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิก ระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อย 60 นาที เป็นประจำทุกวัน เช่น การวิ่งไล่จับ กระโดดเชือก ขว้างบอลหรือเตะฟุตบอล ขณะที่วัยทำงานผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิกระดับปานกลางขึ้นไปเพื่อให้เลือดลมสูบฉีดต่อเนื่อง อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 5 วัน อาทิ วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว และผู้สูงอายุควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางรวมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการ แกว่งแขนหรือเต้นรำประกอบจังหวะเพลง เป็นต้น" ดร.สุปรีดา กล่าว

ดร.น.พ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สสส.ได้จัดกิจกรรม Thai Health Day Run เป็นครั้งที่ 6 ภายใต้คำขวัญ "วิ่งสู่ชีวิตใหม่" เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิ่ง ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกิจกรรมทางกายด้วยการวิ่งเพื่อสุขภาพ โดยโครงการนี้จะกระตุ้นให้เกิดนักวิ่งหน้าใหม่เข้าสู่สนามวิ่งเป็นจำนวนมาก เพื่อนำพาไปสู่การมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ สสส. จึงจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่าจะขยายมาตรการการเกิดกิจกรรมทางกายให้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมร้อยละ 70.9 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 80 ในปี 2564 นอกจากนี้ยังมีสื่อรณรงค์เพื่อสร้างกระแสความตื่นตัวในเรื่องการวิ่งเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นกระแสความนิยมทำให้มีคนเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

"สสส.และสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทยมีความพยายามในการยกระดับการวิ่งสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นความปลอดภัย และความยุติธรรมในการแข่งขัน และนับว่าเป็นครั้งแรกของการจัดงานวิ่งที่มีจุดปล่อยตัวอยู่บนสะพานพระราม 8 และจุดสิ้นสุดอยู่ที่สวนหลวงพระราม 8 นอกจากนี้ก่อนวันงานยังมีกิจกรรม อาทิ การพัฒนาศักยภาพผู้นำการวิ่งเพื่อสุขภาพ การอบรมนักวิ่งหน้าใหม่ การรณรงค์และส่งเสริมนักวิ่งหน้าใหม่ จัดอบรมอาสาสมัครด้านต่างๆ สำหรับในวันงาน Thai Health Day Run2017 มีการเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ตลอดเส้นทางการวิ่งทุกระยะ โดยได้รับความร่วมมือจาก รพ.วชิรพยาบาล รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.นครธน รพ.เจ้าพระยา และการบริการน้ำดื่มในทุกๆ 2 กิโลเมตรอีกด้วย" ดร.ไพโรจน์ อธิบาย

จากผู้ป่วยที่เดินได้ไม่ถึง 100 เมตร สู่นักวิ่งมินิมาราธอน นายณัฐพล เสมสุวรรณ ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและโรคแพ้ยาอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นโรคที่ใน 1 ล้านคนจะเจอได้แค่ 7 คนเท่านั้น จนเป็นผู้ป่วยติดเตียงโดยมีความคิดหลายๆ ครั้งเพื่อที่จะจบชีวิตของตนเอง จนวันหนึ่งขณะที่นอนอยู่บนเตียงที่ รพ.หันไปเห็นนกบินมาเกาะหน้าต่าง จึงน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกอิจฉาในชีวิตของนกตัวนั้นที่มีอิสระอยากออกไปใหนก็ได้ แต่ตนเองเดินแค่ 4-5 ก้าวก็เหนื่อยแล้ว

"การได้รับคีโม 30 กว่าครั้ง ส่งผลให้ร่างกายซูบผอมเดินไปทางไหนมีแต่คนกลัว เด็กตัวเล็กๆ หันมาเห็นยังร้องไห้ ทำให้ยิ่งท้อใจอย่างมาก จึงเริ่มหาหนังสืออ่านเพื่อเพิ่มพลังบวกให้กับตนเองจนมาเจอหนังสือของหนุ่มเมืองจันท์ ซึ่งในนั้นเขียนว่า "เราเข้าใจทุกคนบนโลกไม่ได้ แต่เราทำให้เขาเข้าใจเราได้" หลังจากนั้นจึงมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้นส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าสู่การวิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจ เพราะวันนั้นแฟนเพื่อนบังเอิญป่วยแต่ได้ลงวิ่งไว้ 10 กิโลเมตร เพื่อนจึงชวนตนไปแทน ตนก็รับปากไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะวิ่งไหวไหม วิ่งไปสักระยะนึงก็เริ่มมีอาการเหนื่อย มองเห็นทางแยกข้างหน้าซ้ายขวา ระหว่าง 5 กิโลเมตร กับ 10 กิโลเมตร จึงคิดในใจว่าหากวิ่งไปทาง 5 กิโลเมตร ตนก็แค่ได้ลงมือกระทำ แต่หากวิ่ง 10 กิโลเมตร นั่นหมายถึงตนทำได้ และสุดท้ายก็ทำได้ หลังจากนั้นก็เริ่มออกวิ่งพัฒนาตนเองจนหลงรักการวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เจอเพื่อนใหม่ สุขภาพดีขึ้น และสุดท้ายอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองออกมาวิ่ง อย่าท้อแท้เอาชนะใจตนเองให้ได้ เพราะการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ" นายณัฐพล เล่าให้ฟัง

จากเหตุการณ์เด็กไทยที่ไปเรียนในประเทศสิงคโปร์โดนรถไฟฟ้าทับขาขาดทั้ง 2 ข้าง และพลิกชีวิตด้วยความคิดบวก อย่าง น.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สำรวจความสุขคนไข้ ของโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล เล่าว่า "การได้ทำงานปัจจุบันเป็นผลมาจากการที่ได้ตัดสินใจวิ่งในงานThai Health Day Runในปี 2555 เพราะเคยคิดว่าชีวิตนี้ตนจะไม่มีโอกาสได้วิ่งอีกแล้วหรอ จึงตัดสินใจลงวิ่งโดยมีนักกายภาพเข็นรถวีลแชร์ตามตลอดเส้นทาง แต่ด้วยความพยายามจึงไม่ขอใช้รถวีลแชร์เลย ในการวิ่งครั้งนั้นทำให้เปลี่ยนความคิดที่เคยจำกัดตนเองว่าสามารถวิ่งได้แค่ในฟิตเนส แท้จริงแล้วตนออกมาวิ่งข้างนอกได้มาร่วมพูดคุยกับนักวิ่งที่มีประสบการณ์ ถือว่าโชคดีมากที่ได้มาเจอกับสิ่งดีๆ แบบนี้ รวมถึงในงานมีการสอนวิ่งที่ถูกวิธีและให้ความรู้สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ได้อย่างครบถ้วน จึงทำให้ตนรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ชีวิตที่กล้าออกมาเดินมาวิ่งได้เห็นรอยยิ้มได้ยินคำให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน เกิดมิตรภาพที่ดี ทำให้ปัจจุบันเริ่มวิ่งได้ดีขึ้นและทำเวลาได้ดีมากขึ้น" น.ส.ณิชชารีย์ เล่าพร้อมรอยยิ้มสดใส

มาที่สุดยอดนักวิ่ง วัย 78 ปี ที่อายุไม่ใช่อุปสรรคของการออกกำลังกาย นางสุนันทา เลื่อมประภัศร์ ที่เริ่มวิ่งครั้งแรกตอนอายุ 50 ปี และปัจจุบันวิ่งมา 28 ปี แล้ว

"จริงๆ ตนเป็นคนไม่ได้ชอบออกกำลังกายแต่มีสาเหตุให้ต้องออกกำลังกาย เนื่องจากตอนนั้นสามีเกิดป่วย ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ไปออกกำลังกายตนจึงตามสามีไปแรกๆ ก็นั่งรอ พอนานไปรู้สึกว่ารอแล้วเสียเวลาจึงออกกำลังกายไปพร้อมกับสามีด้วย ครั้งแรกก็เริ่มเดินก่อนแล้วเริ่มวิ่งช้าๆ สลับกันไปมา สมัยก่อนยังไม่มีการแข่งขันวิ่งมากมายแบบปัจจุบัน ใน 1 เดือนจะมี 1 ครั้งแต่ตนก็เริ่มลงสมัครวิ่งมาเรื่อยๆ ครั้งแรกลงวิ่ง 3 กิโลเมตร และเพิ่มระยะมาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน วิ่งระยะ 42.195 กิโลเมตร ถือเป็นการวิ่งที่ไม่หวังรางวัลใดๆ เน้นวิ่งเพื่อสุขภาพของตนเอง ตอนนี้มีเพื่อนนักวิ่งมากมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หลายคนก็เชิญชวนให้ไปวิ่ง ตนก็ไปเพราะได้มิตรภาพมากขึ้นเรื่อยๆ มีความห่วงใยกันดูแลกันระหว่างทางวิ่งหรือแม้กระทั่งจบการแข่งขันก็ยังเป็นห่วงกันเหมือนเดิม ทำให้หายเหงาหายเครียดมีความความสุขกับการวิ่งและจะวิ่งต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะวิ่งไม่ไหว เด็กๆ รุ่นใหม่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็อยากให้มาเริ่มวิ่งกันเยอะๆเพราะคุณจะได้สังคมที่กว้างขึ้นในหมู่นักวิ่งรวมถึงสุขภาพที่ดีมากขึ้นด้วย" นางสุนันทา เชิญชวนทิ้งท้าย