วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เยาวชนไทยโชว์ศักยภาพคนรุ่นใหม่ บนเวที "One Young World 2017"

“เราเชื่อมั่นว่าพวกคุณทุกคนจะสร้างโลกที่ดีขึ้น และมีสันติภาพมากขึ้นสำหรับมวลมนุษยชาติ จงใช้พลังอันยิ่งใหญ่ ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และความมุ่งมั่นที่มี ก้าวแรกอาจเริ่มที่ระดับบุคคล แต่ก้าวเล็กๆจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและอนาคตที่ดีขึ้น”

คำกล่าวของ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติต่อหน้าผู้นำเยาวชนกว่า 1,500 คนจากทั่วโลก ในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนคนรุ่นใหม่ “One Young World Summit 2017” เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ กรุง โบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย ประเทศที่มีความขัดแย้งยาวนานกว่า 50 ปีจึงสงบ

สำหรับปีนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ภายใต้โครงการ “ซีพี สานฝัน ปันโอกาสสู่ผู้นำรุ่นใหม่” ได้สนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่จากกลุ่มธุรกิจต่างๆในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำนวน 15 คน และผู้นำเยาวชนจากองค์กรภายนอกอีก 5 คน รวม 20 คน เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ให้ข้อคิดและคำแนะนำกับคนรุ่นใหม่ตัวแทนประเทศไทยก่อนที่จะเดินทางไปร่วมประชุมว่า “การเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องไม่ละความสนใจที่จะทำให้ส่วนร่วมดีขึ้นด้วย” คำกล่าวนี้กินใจเยาวชน เมื่อเข้าไปร่วมประชุมแล้วตรงกับจุดมุ่งหมายการประชุม

“One Young World Summit 2017” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “คิดเปลี่ยนโลก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใน 5 ประเด็นปัญหาสำคัญของโลกในขณะนี้ได้แก่ 1. ความยากจน 2. การศึกษา 3. สันติภาพและความปรองดอง 4. ความเป็นผู้นำ และ 5. สิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับนโยบายและความมุ่งมั่นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการพัฒนาทั้งธุรกิจและสังคมไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ภายใต้ค่านิยม 3 ประโยชน์คือ เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน และเพื่อองค์กร

เยาวชนจากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม ได้โชว์ศักยภาพ แนวคิด และประสบการณ์ในแง่มุมที่น่าสนใจ รวมทั้งเยาวชนจากประเทศไทยที่แสดงวิสัยทัศน์กันอย่างเต็มที่

น.ส.สุทธิณี ชุมนุมพร จาก บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในตัวแทนประเทศไทย เผยถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนระดับโลกว่า นอกจากจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมโลกใบนี้แล้ว ยังทำให้เกิดความมั่นใจว่าเยาวชนและคนรุ่นใหม่ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเป็นผู้นำอยู่ในตัวของตนเอง

“เวทีนี้เป็นเสมือนการให้กำลังใจกับคนที่ทำงานอยู่ให้เดินหน้าต่อไป ส่วนคนที่ยังไม่มีทิศทางก็จะมองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะทุกคนมีความดี มีความสามารถ มีทักษะหลายๆด้านอยู่ในตัว แล้วก็มีความคิดที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าในตอนนี้เราอาจจะยังไม่ได้มีบทบาทในการเข้ามาเป็นผู้นำในหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆอย่างแท้จริง แต่ในความเป็นจริงทุกๆคนมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัวอยู่แล้ว ซึ่งการเป็นผู้นำนั้น เริ่มต้นได้ตั้งแต่ตอนนี้ วันนี้ เราสามารถทำและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลยไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม” น.ส.สุทธิณี กล่าว

น.ส.ชนิสา นิลจินดา จาก บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เล่าว่าเดิมมีความสนใจในเรื่องปัญหาความยากจนและสิ่งแวดล้อม แต่ภายหลังการเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้กลับพบว่า ปัญหาทั้ง 5 ด้านที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้นั้นล้วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันจนไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ เป็นเรื่องหรือปัญหาที่มองแบบแยกส่วนหรือต่างคนต่างแก้ไม่ได้ เพราะทั้งหมดมีส่วนช่วยหนุนเสริมและเชื่อมโยงกัน

“ปัญหาของโลกทั้ง 5 ข้อนั้นแยกออกจากกันได้ยาก เพราะว่าการที่เราจะกำจัดความยากจนให้หมดไปได้นั้น มันเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของการทำในทุกๆเรื่องรวมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องผ่านจากการที่เราจะต้องมีผู้นำที่ดีต้องมีระบบการเมืองที่ดีไม่มีปัญหาเรื่องของการคอร์รัปชัน แล้วก็จะต้องมีระบบการศึกษาที่มีความเข้มแข็ง เพราะว่าการศึกษาไม่ได้เป็นเรื่องของวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเชื่อมโยงไปเป็นการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วย ทำอย่างไรให้คนในสังคมทุกระดับมีความตระหนัก มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะว่าถ้าเขาไม่มีและไม่รู้ ก็จะไม่เกิดการแก้ปัญหาเกิดขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือน้ำท่วมในกรุงเทพฯที่มีขยะลอยขึ้นมา เราโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเราเอง เพราะเราไม่เคยตระหนักว่าไม่ควรที่จะไปทิ้งตั้งแต่ต้น” น.ส.ชนิสา กล่าว

ด้าน น.ส.อาซีลา ดอรอแต เยาวชนผู้สูญเสียผู้ปกครองจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตัวแทนจาก สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง) จ.ยะลา ที่ได้รับเกียรติให้ขึ้นเวทีบอกเล่าทั้งน้ำตาถึงแนวทางการสร้างสันติภาพในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการใช้ความรักและความเมตตาว่า ปัญหาความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยความรุนแรง แต่สันติภาพจะต้องใช้ความเข้าใจ และใช้หลักมนุษยธรรมเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการสร้างสันติภาพและความปรองดอง

“เราสามารถสร้างสันติภาพได้ด้วยการร่วมมือกัน จงอย่าสูญสิ้นความหวัง ความหวังที่จะมีอนาคตที่สันติสุข พวกเราผู้แทนเยาวชน One Young World ทุกคนขอจงร่วมมือกันใช้โอกาสนี้ร่วมกันออกแบบอนาคตของโลกที่จะไม่มีเยาวชนต้องสูญเสียครอบครัวไปกับความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป” น.ส.อาซีลา กล่าว

นายฆวัน มานูเอล ซานโตส ประธานาธิบดีสาธารณรัฐโคลอมเบีย ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่ผ่านมา จากการทำงานเพื่อยุติ ความขัดแย้งต่างๆที่มีมายาวนานกว่า 50 ปีในประเทศของตนเองขึ้นกล่าวว่า

“ใครๆต่างก็คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ แนวทางของการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโคลอมเบียก็คือ การพยายามเอาความเกลียดชังที่บังตาเราทุกคนอยู่ออกไป เพื่อให้พวกเราทุกคนมองเห็นกันด้วยความรัก สิ่งที่สำคัญคืออย่าท้อ และอย่าหยุดที่จะพยายาม ผมใช้เวลานานกว่า 6 ปีทำในสิ่งต่างๆ โดยไม่เคยละทิ้งความพยายามเลยแม้แต่ครั้งเดียว และขอบคุณทุกๆกำลังใจที่ทำให้ผมมุ่งมั่นที่จะทำงานนี้ต่อไป เพื่อเยาวชนทุกคนในโคลอมเบียจะได้มีสันติภาพที่แท้จริง”

นอกจากนี้ “มูฮัมหมัด ยูนูส” ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอีกคน ได้กล่าวย้ำเพื่อแสดงความมั่นใจในตัวของคนรุ่นใหม่ในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดียิ่งขึ้นว่า “พวกคุณคือคนรุ่นใหม่ที่มีพลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะคุณเข้ามาอยู่ในโลกใบนี้พร้อมกับพลังของเทคโนโลยีที่มีอยู่ในมือ ซึ่งไม่เคยมีคนรุ่นไหนมีมาก่อน หากคุณลงมือทำโดยใช้พลังของเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ของทุกๆคน เราจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆที่อยู่รอบตัวของเราได้”

ข้อสรุปจากตัวแทนประเทศไทยทั้ง 3 คน สอดคล้องกับหัวใจสำคัญของการประชุมในครั้งนี้คือ การปลูกฝังแนวคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในสองประเด็นที่สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำที่อยู่ในตัวของทุกๆคนที่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้และความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำในสิ่งที่ดีต่างๆอย่างไม่ย่อท้อ

อนาคตของโลกใบนี้จึงต้องฝากไว้ที่พลังของคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน!

ทีมข่าวภูมิภาค