วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ธปท.แนะดูแลค่าบาทผันผวน รายเล็ก-รายกลางไม่ป้องกันความเสี่ยง

ผู้ว่าการ ธปท.ระบุค่าบาทแข็งเกิดจากดอลลาร์สหรัฐฯอ่อน แนะผู้ส่งออกนำเข้าโค้ดราคาขายเป็นสกุลท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเพื่อลดความผันวน จี้เอสเอ็มอีปรับตัวหลังรายเล็ก–รายกลางไม่ป้องกันความเสี่ยง มองเศรษฐกิจปีหน้าดีขึ้น แต่ต้องจับตาความเปราะบางเสถียรภาพการเงิน–การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้มาจากความไม่แน่นอนจากปัจจัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินสกุลหลัก ซึ่งการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯในรอบนี้มาจากปัจจัยความไม่ชัดเจนของแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลอื่นในภูมิภาค และในช่วงนี้มีหลายสกุลที่แข็งค่ามากกว่าค่าเงินบาท

“การบริหารความเสี่ยงค่าเงินบาท เป็นเรื่องที่สำคัญของภาคเอกชน เนื่องจากความผันผวนในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากค่าเงินบาท แต่มาจากความผันผวนของค่าเงินสกุลหลัก ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกนำเข้าอาจจะพิจารณาสกุลเงินในการค้าขายมากขึ้นเช่น การใช้เงินสกุลท้องถิ่น หรือการแลกเงินโดยตรงระหว่างกันโดยไม่ต้องโค้ดราคา หรือแลกเปลี่ยนผ่านเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะลดความผันผวนจากค่าเงินได้ในระดับหนึ่ง”

ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท.ยังระบุด้วยว่า จากข้อมูลของ ธปท. พบว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทขนาดเล็กแทบจะไม่มีการทำป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเลย ขณะที่บริษัทขนาดกลางมีการทำป้องกันความเสี่ยงเฉพาะในเวลาที่เกิดความผันผวนเท่านั้น ทำให้เมื่อบริษัทเหล่านี้หันมาซื้อบาท หรือซื้อเงินดอลลาร์พร้อมกัน จะกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทเพิ่มขึ้น และสร้างความผันผวนเพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงควรจะทำให้เป็นปกติทำอย่างต่อเนื่อง มีความสม่ำเสมอ ซึ่งกรณีนี้ตนมองว่า กิจการขนาดกลางและขนาดย่อมควรที่จะปรับตัว เพราะในส่วนของค่าเงินนั้น จะช่วยให้เรื่องการเสนอราคาซื้อขายของสินค้าส่งออกหรือนำเข้าได้บ้างเท่านั้น แต่หลักใหญ่อยู่ที่คุณภาพของสินค้า ยกตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยวของไทยที่มีคุณภาพที่ดี แม้ค่าเงินบาทจะแข็งขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“เอสเอ็มอีจะต้องเร่งที่จะปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะการเพิ่มผลิตภาพ และการปรับโครงสร้างการผลิต ยกตัวอย่างเช่นในบางภาคอุตสาหกรรม เอสเอ็มอีมีปัญหามีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น แต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในธุรกิจเดียวกันหนี้เอ็นพีแอลกลับลดลง”

นายวิรไท กล่าวต่อถึงการช่วยภาคธุรกิจในส่วนของการดูแลค่าเงินบาทว่า ในส่วนของเอสเอ็มอี ได้มีโครงการภายใต้มาตรการเพิ่มขีดความสามารถและส่งเสริมความรู้ให้กับเอสเอ็มอี ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมการสัมมนารับฟังความรู้ดังกล่าว จะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินให้ทดลองดำเนินการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนั้น ธปท.กำลังพิจารณาที่จะแก้กฎหมายอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของ ธปท.เพื่ออำนวยความสะดวกในการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ ธปท.ยังได้กล่าวถึงการมองเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ปรับตัวดีขึ้นกว่าต้นปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าในปีหน้าภาวะเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยในส่วนของการส่งออกขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้ดี ขณะที่การบริโภคยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ขณะที่ด้านความเสี่ยงในระบบการเงินที่จะต้องจับตาใน 2 เรื่อง คือ 1.เสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งมาจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และมีสภาพคล่องที่ล้นระบบ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เกิดภาวะการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากกว่าที่ควรเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งในภาวะที่เงินทุนทั่วโลกมีความผันผวนมาก ส่วนนี้อาจจะสร้างความเปราะบางให้กับเสถียรภาพของระบบการเงินได้ ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ส่วนเรื่องที่ 2 ที่ต้องติดตาม คือ ผลของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของระบบการเงินของไทยทั้งหมด จากการนำเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ หรือการเข้ามาของฟินเทค ส่งผลต่อการค้าการลงทุนที่จะเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน ระบบการเงินของไทยยังต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือภัยที่จะเกิดขึ้นมาจากการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะภัยจากโลกไซเบอร์.