วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตัดแขน ตัดขา ลักพาขายตัว! ย้อนเหตุรถตู้จับเด็กอาละวาด ‘คำโกหก’ หรือ ‘เรื่องจริง’?

‘รถตู้จับเด็ก’...ส่งเด็กไปขายให้แก๊งขอทาน ขายให้ชาวต่างชาติที่ต้องการมีลูก เด็กโตส่งขายเป็นแรงงานเด็กตามโรงงานเถื่อน เด็กชาย-หญิงหน้าตาดี ส่งขายบริการทางเพศ หรือแม้กระทั่ง ตัดแขนตัดขา บังคับขอทาน...

‘รถตู้จับเด็กอาลาวาด’...ข่าวลือที่ถูกพัดกระพือออกมาเป็นระยะๆ ในแวดวงพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งข่าวดังกล่าวสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับคนที่มีลูกมีหลานได้ไม่น้อย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียง 3 เหตุการณ์ (ลือ)แก๊งลักเด็กอาละวาด!

อ้างเป็นสารวัตรนักเรียน หลอกเด็กขึ้นรถตู้ เด็กหนีรอดมาได้ ชวนสงสัย!

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ข่าวแก๊งจับเด็กออกอาละวาดแพร่สะพัดขึ้นอีกครั้ง ภายหลังจากที่นักเรียนชาย 2 คน โดนจับขึ้นรถตู้แบบไม่ทราบจุดประสงค์ แต่หนีรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิดแบบชนิดชวนสงสัย โดยผู้เป็นแม่ได้พาลูกชายวัย 13 ปี แต่งเครื่องแบบนักเรียน เข้าพบร้อยเวร สน.นางเลิ้ง เพื่อแจ้งความเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับลูกชายมาหยกๆ

ด.ช.พีระพงศ์ วัย 13 ปี ได้เล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญให้ตำรวจฟังว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ของวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ขณะที่ตนออกจากบ้าน เพื่อเดินไปโรงเรียนพร้อมกับ ด.ช.พรพงศ์ อายุเท่ากันชั้น ม.1 เพื่อนข้างบ้าน โรงเรียนเดียวกัน แต่เมื่อมาถึงสะพานวันชาติ จะเลี้ยวซ้ายไปตามถนนวิสุทธิกษัตริย์ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม. ซึ่งอีกประมาณ 100 เมตร ก็จะถึงโรงเรียนอยู่แล้ว ปรากฏว่า ได้มีรถกระบะสีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับสวนมาตามถนนวิสุทธิกษัตริย์

โดยมีชาย 3 คนแต่งชุดซาฟารี สีนำ้เงินเข้มนั่งอยู่ตอนท้าย และชายแปลกหน้าคนหนึ่งได้หันมาตะโกนเรียกชื่อ “พีระพงศ์ๆ” ถึง 2 ครั้ง เมื่อหันไปดู ปรากฏว่า ไม่เคยเห็นหน้า แต่ไม่ได้เอะใจว่า คนร้ายรู้จักชื่อ เนื่องจากเขียนติดไว้ที่กระเป๋าสะพายหลัง จากนั้น คนร้ายได้จอดรถ โดยด.ช.พีระพงศ์ อ้างว่า ชายแปลกหน้าคนเดิม ซึ่งท่าทางน่าเชื่อถือ แนะนำตัวว่าเป็นสารวัตรนักเรียนชักชวนให้รีบกระโดดขึ้นรถ จะขับพาไปส่งที่โรงเรียน โดยไม่ทันคิดจึงยอมขึ้นรถไปอย่างง่ายดาย

เด็กชายวัย 13 ยังเล่าอีกว่า เมื่อขึ้นรถไปแล้ว โชเฟอร์ไม่ยอมกลับรถ เพื่อเลี้ยวไปส่งโรงเรียนตามที่ได้บอกไว้ ด.ช.พีระพงศ์ จึงแน่ใจว่าถูกหลอกแน่ จากนั้น รถตู้คันดังกล่าว ได้ขับไปจอดใกล้ๆ กับรถตู้สีขาวไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนคันหนึ่ง โดยชายทั้ง 3 คน ภายในรถ พูดสำเนียงอีสาน และได้สำแดงธาตุแท้ของผู้ประสงค์ร้ายออกมา พูดจาขึ้นมึง-กู ตะคอกใส่หน้า ให้รีบเดินไปขึ้นรถตู้ดีๆ

น้องพีระพงศ์ ที่เกือบจะตกเป็นเหยื่อแก๊งลักเด็กให้การต่ออีกว่า เมื่อถูกบังคับเช่นนั้น จึงตัดสินใจอาศัยช่วงจังหวะที่คนร้ายทั้ง 3 คนพาเดินไปยังรถที่จอดอยู่ วิ่งหนีสุดชีวิต โดยมีชายในชุดซาฟารีอีก 2 คนควบไล่ตามมา แต่วิ่งได้เร็ว จึงทำให้รอดจากเงื้อมมือของแก๊งมหาภัยมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ในขณะเดียวกัน ด.ช.พีระพงศ์ ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมของเพื่อนคู่หูที่อยู่ในเงื้อมมือของแก๊งจับเด็ก

แต่ในขณะที่ ร้อยเวรกำลังสอบปากคำเพิ่มเติมอยู่นั้น แม่ของด.ช.พรพงศ์ เพื่อนคู่หูของ ด.ช.พีระพงศ์ ได้พาลูกชาย ซึ่งเป็นเหยื่ออีกคนที่ถูกคนร้ายจับขึ้นรถตู้ไป มาแจ้งความที่โรงพักพอดิบพอดี ราวกับนัดกันไว้

ลือรถตู้จับเด็ก ใช้ขนมล่อ นักเรียนยันเห็นกับตา แต่ครูไม่ค่อยเชื่อถือ

ภายหลังจากมีข่าวแพร่สะพัดว่า มีแก๊งรถตู้ลักพาตัวเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในย่านเอกมัย โดยใช้ขนมหลอกล่อให้ตายใจ แต่เหยื่อรู้ทันวิ่งหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิดนั้น ผู้สื่อข่าวไทยรัฐเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยการสอบถามจากชาวบ้านในแถบดังกล่าว จนทราบว่า เด็กที่ลือกันว่าถูกจับกุมขึ้นรถตู้ชื่อ น้องโก้ วัย 8 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3

ต่อมา ผู้สื่อข่าวพบน้องโก้ ขณะวิ่งเล่นอยู่ในชุมชน เมื่อสอบถามเรื่องราว น้องโก้ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่อ้างว่า เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ โดยเล่าแบบวกไปวนมาว่า ตนได้ไปนั่งวาดรูปอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟมักกะสัน กับเพื่อนนักเรียนอีกคนหนึ่ง แล้วชวนกันไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้อกระดาษเอ 4 นำมาวาดรูปอีก หลังจากซื้อเสร็จก็เดินออกมาสังเกตเห็นรถตู้สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่ใกล้ซุปเปอร์มาร์เก็ต มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ประตูรถ

น้องโก้กล่าวอีกว่า ชายฉกรรจ์คนดังกล่าว ได้กวักมือเรียกให้ตนและเพื่อนเข้าไปหา โดยบอกว่ามีขนมให้กิน ตนและเพื่อนจึงเดินเข้าไป แต่เมื่อเข้าไปใกล้ๆ เห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันนั่งอยู่ในรถนับสิบคน แต่ละคนมีผ้าขนหนูผูกปากทุกคน โดยมีชายฉกรรจ์อีก 2 คนนั่งอยู่ในรถด้วย แต่ทั้งสองคนสวมหมวกไอ้โม่ง คลุมใบหน้าทำให้เกิดเอะใจ ประกอบกับพ่อแม่เคยสอนว่า ถ้ามีคนแปลกหน้ามาชวน อย่าไปไหนด้วยอย่างเด็ดขาด ตนและเพื่อนจึงตัดสินใจวิ่งหนี แต่ชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว ก็ไม่ได้ไล่ติดตาม แต่กลับขับรถหนีออกไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพื่อนที่ไปด้วยชื่ออะไร แต่น้องโก้กลับตอบไม่ได้ว่า เพื่อนคนที่ร่วมชะตากรรมเฉียดความเป็นความตายมาด้วยกันชื่อว่าอะไร บอกแต่เพียงว่า เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก รู้แค่เพียงชื่อเล่นว่า อ้วน แต่ไม่รู้ชื่อจริงและไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

ขณะที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ ด.ช.โก้ ศึกษาอยู่นั้น กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เท่าที่คุยกับตำรวจเห็นว่านักเรียนพูดจาไม่ชัดเจน จึงไม่แน่ใจว่าเรื่องที่กล่าวอ้างเป็นการยกเหตุผลที่ไม่อยากมาโรงเรียนหรือไม่

ลวงไปซื้อปืนฉีดน้ำ ถูกขังไว้ในบ้าน กินข้าววันละมื้อ โชคดีหนีรอดมาได้!

ข่าวอาชญากรรม บนหน้าหนังสือพิมพ์ ปี 2550 ได้ปรากฏข่าวแก๊งลักเด็กอาละวาด ซึ่งรายละเอียดของข่าวดังกล่าว ถูกเล่าจากปากของ ด.ช.คิม (นามสมมติ) อายุ 10 ขวบ

ด.ช.คิม เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งเลวร้ายที่ตัวเองได้พบเจอว่า เมื่อต้นปี 2548 ตนเคยถูกลักพาตัวไป ขณะเล่นกับเพื่อนย่านหลังโรงเรียนวัดศรีสำราญ จังหวัดสมุทรสาคร โดยถูกเด็กวัยรุ่น 3 คนหลอกว่า จะพาไปซื้อปืนฉีดน้ำแล้วพาขึ้นไปบนรถตู้สีเทาติดฟิล์มทึบ ไม่ทราบเลขทะเบียน โดยพบเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคนบนรถตู้คันดังกล่าว ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย

ทั้งนี้ รถตู้คันดังกล่าวได้พาไปขังไว้ที่บ้านไม้หลังหนึ่ง ภายในบ้านมีเด็กอยู่อีกหลายคน โดยเด็กๆ จะได้กินข้าวเพียงวันละ 1 มื้อ แต่ตนสามารถหลบหนีรอดออกมาได้ เนื่องจากกลุ่มคนร้ายพาออกมาซื้อของนอกบ้าน จึงฉวยโอกาสที่คนร้ายเผลอวิ่งหลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากพลเมืองดี และได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจรถไฟ นำตัวส่งกลับบ้าน

ลือ หลอก ไม่มีจริง! ความเข้าใจผิดๆ “รถตู้จับเด็ก”

นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่มูลนิธิกระจกเงาติดตามปัญหาเด็กหายนั้น ทางมูลนิธิฯ ยังไม่พบว่า มีเด็กที่สูญหายด้วยการลักพาตัวจากรถตู้จับเด็ก และไม่เคยมีตำรวจจับแก๊งรถตู้จับเด็กได้สักรายเดียว แต่จะมีเพียงแค่ข่าวลือจากพ่อแม่ผู้ปกครองว่า มีแก๊งรถตู้จับเด็กออกอาละวาดเท่านั้น

“ยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งที่เพิ่งผ่านมา ช่วงต้นปี 2560 นะครับ มีเด็กคนหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษบอกว่า ตัวเองนั้น ถูกแก๊งรถตู้จับเด็กจับตัวไป แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดรอบเมืองศรีสะเกษ กลับไม่พบว่า จะมีรถตู้ผ่านมาในช่วงเวลาที่เด็กบอกแต่อย่างใด” นายเอกลักษณ์ ยกตัวอย่างให้เข้าใจปัญหาข่าวลือรถตู้จับเด็กมากขึ้น

ทั้งนี้ นายเอกลักษณ์ ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของข่าวลือรถตู้จับเด็กว่า “ประเด็นก็คือว่า 1.เด็กโกหก เพื่อที่จะโดดเรียน หรือกระทำความผิดอย่างอื่น จึงเลือกที่อ้างด้วยเหตุผลที่ว่า มีรถตู้จับเด็กจับตัวไป”

“2.เกิดจากความความเข้าใจผิด ยกตัวอย่างเหตุการณ์ๆ หนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมื่อปีที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเด็กอยู่คนหนึ่งเดินอยู่ข้างถนน จากนั้น ก็มีรถตู้มาจอด และมีคนเดินลงมาจากรถตู้ ซึ่งข่าวที่ปรากฏออกไปตามสื่อนั้น ระบุว่า คนบนรถตู้ทำทีอุ้มตัวเด็ก แต่ชาวบ้านแถวนั้น พบเห็นเหตุการณ์จึงขับไล่ได้ทัน และจากนั้น รถตู้ก็ขับหนีออกไปทันที”

“เรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะวันรุ่งขึ้น ทางคนขับรถตู้ได้เดินทางมากแสดงตัวที่โรงพัก พร้อมกับชี้แจงว่า รถตู้คันที่ถูกพูดถึงอยู่นี้ เป็นรถตู้ของเทศบาล ซึ่งคนที่อยู่บนรถก็เป็นเจ้าหน้าที่เทศบาลทั้งหมด และเหตุผลที่ทุกคนใส่ชุดดำก็เพราะเพิ่งเดินทางกลับมาจากงานศพ ส่วนที่คนบนรถทำทีเหมือนจะเข้าไปอุ้มเด็ก ความจริงคือ พวกเขาเห็นเด็กเดินอยู่ที่ข้างถนนคนเดียว เขาก็เลยไปบอกเด็กให้เดินเข้าซอย เข้าบ้าน เพราะเดี๋ยวรถจะชน”

ส่วนปัญหาเด็กหายนั้น เอกลักษณ์ ยืนยันว่า “มีอยู่จริง และมีสถิติเด็กหายอยู่ที่ 5-20 รายต่อปี โดยแบ่งเป็นหญิงและชายเท่าๆ กัน”

“โดยส่วนใหญ่แล้วนั้น ปัญหาเด็กหายมาจาก ผู้ก่อเหตุมีวัตถุประสงค์ คือ เอาตัวเด็กไปกระทำทางเพศ ยกตัวอย่างเช่น เคสนายหนุ่ย หรือติ๊งต่าง ฆาตกรรมเด็ก ซึ่งคนร้ายหลอกล่อ และเดินจูงมือเด็กไปทำอนาจาร โดยที่ไม่ต้องลักพาตัวแต่อย่างใด เพราะคนเหล่านี้จะใช้วิธีการตีสนิท ชักชวนเด็ก โดยที่ไม่ใช้กำลังบังคับ และไม่ใช้รถตู้

(นายหนุ่ย เคยให้การรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังถูกจับกุมว่า กระทำอนาจารเหยื่อมาแล้วนับ 10 ราย
และฆ่าตาย 4 ศพ ตั้งแต่ปี 2551 โดยเด็กหญิงอายุ 6 ขวบ ที่ถูกฆ่าใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง เป็นศพสุดท้าย)

โดยเอกลักษณ์ บอกเล่าถึงความเข้าใจผิดๆ กรณีรถตู้จับเด็กว่า 1. แก๊งรถตู้ จับเด็กไปตัดแขนตัดขานั้น เป็นวาทกรรมที่ไม่มีจริง เพราะการตัดอวัยวะไม่สามารถทำได้โดยง่าย และต้องทำในสถานพยาบาลที่มีเครื่องมือครบถ้วนเหมาะสมและต้องเป็นห้องปลอดเชื้อ มีสถานที่จัดเก็บอวัยวะเพื่อนำไปปลูกถ่ายได้

2.เด็กขอทานที่พบเห็นอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศนั้น เป็นเด็กที่มากจากประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ได้ลักพาตัวมา แต่มาจากการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ระหว่างพ่อแม่และผู้ที่จะนำเด็กมาขอทาน

3.เด็กที่ขายบริการทางเพศอยู่ตามแหล่งขายบริการนั้น ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเหตุผลที่เด็กเหล่านี้เดินทางมาทำงานในลักษณะนี้ คือ พวกเขาเห็นว่าเพื่อนบ้านหรือคนในละแวกบ้าน ทำงานเช่นนี้แล้วมีรายได้ค่อนข้างดี จึงตัดสินใจยึดอาชีพนี้ด้วย

โดยท้ายที่สุด เอกลักษณ์ ได้ใช้ช่องทางนี้ฝากเตือนไปยังพ่อแม่ผู้ปกครองว่า “เมื่อคนร้ายเห็นเด็กอยู่คนเดียว โดยที่ไม่มีผู้ปกครอง คนร้ายก็จะเข้าไปพูดคุยตีสนิทกับเด็ก เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองอย่าปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง และผู้ปกครองควรจะตั้งค่าทักษะเบื้องต้นให้กับเด็ก คือไม่รับของจากคนแปลกหน้า ไม่รับของขวัญจากคนแปลกหน้า และต้องร้องขอความช่วยเหลือ หากตนเองตกอยู่ในวินาทีที่อันตราย”


รถตู้จับเด็ก จะมีจริงหรือไม่
ไม่สำคัญเท่า
...
พ่อแม่ผู้ปกครองสร้างภูมิคุ้มกันที่ถูกต้อง
ให้แก่ลูกหลานแล้วหรือยัง?