วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

น้ำตาซึมเบื้องหลัง ศักดิ์ชัย กาย ทำหนังสือพระราชพิธี มหากาพย์สิ่งพิมพ์

ผมในฐานะนักสัมภาษณ์ และ ศักดิ์ชัย กาย ในฐานะผู้ถูกสัมภาษณ์ เจอกันและร้องไห้กันเป็นครั้งที่ 2

ครั้งแรกเป็นบทสัมภาษณ์ว่าด้วยเรื่อง 'สมุดภาพรัชกาลที่ 9' ที่เขาร่ำไห้รวบรวมภาพประวัติศาสตร์ของพระองค์ท่านขึ้นมา โดยหวังใจให้คนไทยได้เก็บไว้เป็นสมบัติ เอาไปบูชา แนบหัวใจ แนบกาย เป็นการสัมภาษณ์ในช่วงเวลาแห่งการสูญเสียใหม่ๆ มันจึงเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความโศกเศร้า ด้วยความรู้สึกเสมือนเสียเสาหลักของชีวิตไป คล้ายกับคนไทยทั้งประเทศ 

มาถึงผลงานชิ้นใหม่ที่ทรงคุณค่าและถูกพูดถึงมากมายคราวนี้ การสัมภาษณ์ก็มีน้ำตา ทว่าเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยความรู้สึกแตกต่างออกไป

"...ผมตั้งใจให้เป็น 'หนังสือเบื้องหลังในงานพระราชพิธี' ที่เก็บทุกรายละเอียดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะงานพระเมรุมาศ ไม่ว่าจะเป็นการฉลุไม้ชิ้นหนึ่งมีความรู้สึกอย่างไร กลิ่นที่ได้มาเป็นยังไง เขาประกอบอย่างไร กระทั่งพระราชรถหรือพระราชยานุมาศที่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ที่จะมีการบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาพิชัยราชรถ พระที่นั่งราเชนทรยาน ในการลอกชั้นเนื้อทอง ที่เคยลงรักปิดทองไว้ 200 ปี เราจึงได้รู้ได้เห็นว่าเนื้อไม้ที่เป็นงานจิตรกรรมที่แบบประณีตมากแค่ไหน" 

"หรือความวิจิตรในการรังสรรค์สร้างพระโกศไม้จันทน์ คุณเห็นตอนสร้างเสร็จ แต่รู้ไหมหากคุณถอดรหัสออกมา ในนั้นเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ของไม้จันทน์ ที่จิตอาสา 50 กว่าคน ในแต่ละวันที่ฉลุออกมาประกอบร่าง มีจำนวน 13,200 ชิ้น นี่แค่คือตัวอย่างเล็กๆ ที่คุณจะได้เห็นภาพ ได้ชื่นชมในหนังสือเล่มนี้ หนังสือที่เราต้องถอดทั้งวิญญาณ เพื่อที่จะได้หนังสือเล่มนี้ออกมา เป็นหนังสือที่บันทึกประวัติศาสตร์ในรัชกาลที่ 9 ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง"

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวบทใหม่ของ ศักดิ์ชัย กาย ช่างภาพชื่อดัง เจ้าของนิทรรศการห้องหมายเลข ๙ ห้องที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันทรงคุณค่า ถ่ายทอดผ่านพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวัตถุล้ำค่าที่หาชมได้ยาก จากศิลปินชั้นนำของคนไทยในหลายยุคสมัย มากกว่า 160 ชิ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

กับเรื่องราวกว่าจะเป็นผลงานที่เขานิยามว่า 'เป็นมหากาพย์สิ่งพิมพ์สยาม' ที่ดูท่าจะไม่เกินความจริง

Q : ถามย้อนไปหน่อย หลังวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เราทำอะไรในฐานะสื่อมวลชนบ้าง

ถ้าจำกันได้ เราได้ทำหนังสือสมุดภาพเมื่อหลังเหตุการณ์ 13 ตุลาปีที่แล้ว โดยไม่ได้คิดว่าสมุดภาพเหล่านั้นเป็นของที่หายากที่สุด คิดเพียงว่าฐานะที่วิชาชีพเราทำสื่อก็ตั้งใจอยากทำหนังสือเล่มที่ดีที่สุดออกมา ณ ขณะนั้น แล้วการตอบรับค่อนข้างที่จะดีมากๆ เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกๆ คนได้อย่างดี ซึ่งการบันทึกของเราก็ไม่ได้เป็นเชิงการบันทึกเป็นจดหมายเหตุ เราแค่อยากทำหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาให้สมพระเกียรติ เพราะมันคือสิ่งที่เราถนัด ก็พยายามค้นคว้าและก็ดูว่าใครทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะทำงานของเราให้ดีที่สุด

โดยเฉพาะงานพระเมรุมาศครั้งนี้ โชคดีที่เรารู้จักกับทางศิลปกรรมทั้ง 10 หมู่ หลายๆแผนกก็รู้จักกันดี มีทั้งเพื่อน ลูกน้อง ลูกศิษย์ ที่เราทำงานร่วมกันมา ก็เข้าไปดู พอเข้าไปดู มันเป็นสิ่งที่เราทำได้ แล้วมันเป็นสิ่งที่เราอยากทำและถนัด เราถนัดเรื่องงานช่าง ถึงแม้เราจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ 

ฉะนั้นกระแสของจิตอาสาในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่าประชาชนคนไทยที่อยากจะมีส่วนร่วมการถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มหาศาลรูปแบบ ที่ทุกคนไม่ได้เลือกงาน เราเองก็ไม่ได้เลือกแบบเฉพาะงาน แต่เราอยากจะเข้าไปบันทึกไงว่าบันทึกเหล่านั้น เป็นบันทึกอย่างดี อย่างดีที่สุด ซึ่งเราจะบันทึกอย่างดีได้อย่างไรโดยไม่รู้เรื่องว่าเขาทำอะไร อย่างไร เราจะไม่มีทางอินเลยนะ

'อย่างเวลาพูดคุยถึงว่าไม้จันทน์มีกลิ่นหอม คุณจะรู้ไหมว่ากลิ่นเป็นยังไง คุณต้องจับไง คุณได้สัมผัสเสร็จแล้วใช่ไหม รูป รส กลิ่น เสียง ที่มันบอกได้ ต้องบอกให้ได้ไง ในการฉลุพระโกศไม้จันทน์เขาทำยังไง เราทำได้นิ'

ซึ่งเขารับจิตอาสาทั้งหมด 400 กว่าคน เพื่อสอบให้ได้ 50 คน ผมทำหนังสือถึงกรมศิลปากร ถึงความตั้งใจที่จะทำ 'หนังสือเบื้องหลังในงานพระราชพิธี' ครั้งนี้ขออนุญาตเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับจิตอาสาแต่ละแผนก ทางกรมศิลปากรก็ให้ความเมตตา อนุญาตให้เข้าไปบันทึกภาพและเรื่องราวได้

Q : คุณเข้าไปทำอะไรบ้าง

การบันทึกของเรา เรามีโอกาสเข้าไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น เราก็มดงานตัวนึงแหละ แม้ว่าเราจะไม่ได้ประกอบทั้งหมด แต่เราก็รู้แล้วว่าการฉลุไม้ชิ้นหนึ่งมีความรู้สึกอย่างไร กลิ่นที่ได้มามันเป็นยังไง เขาประกอบกันอย่างไร

'แม้กระทั่งพระราชรถหรือพระราชยานุมาศที่แบบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์เลยนะ ที่จะมีการบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาพิชัยราชรถ พระที่นั่งราเชนทรยาน ในการลอกชั้นเนื้อทอง คือเขาลงรักปิดทองไว้ 200 ปี ในการบูรณะมาในแต่ละสมัยนี้ ก็บูรณะทับขึ้นไปๆ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่จะต้องมีการล้างจนถึงเนื้อไม้ เป็นครั้งแรกเลยใน 200 ปีที่ผ่านมานะ เรารู้ว่านี่เป็นไม้ ไม้อะไรเคยรู้ไหม เขาแกะถึงชั้นเนื้อไม้ที่เป็นงานจิตรกรรมที่แบบประณีตแค่ไหน คุณเคยเห็นเส้นจริงๆ ไหม แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่คุณจะได้เห็น คุณอยากเห็นไหม'

ถ้าคุณอยากเห็น ก็เหมือนกับคนอ่านหนังสือเรา ก็ต้องอยากเห็นด้วยถูกไหม ผมเข้าไปอยากเข้าไปดู ซึ่งบางทีก็ต้องขออนุญาตปีนป่ายขึ้นไป แต่ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดจารีตนะ ในการเข้าไปทำงานแต่ละครั้ง มีการขอขมา ไหว้ครู ไหว้ให้ถูกต้อง เพื่ออยากจะรู้ เหมือนสิ่งที่คนอ่านหนังสืออยากจะรู้ ในเมื่อเรารู้แล้วเราอยากจะมาถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาเป็นสิ่งพิมพ์ เพราะสิ่งพิมพ์นี้ได้บันทึกปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในการถวายงานในพระราชพิธีครั้งนี้ เพราะนี่เป็นคอนเซ็ปต์เรา ก็เดินทางมาแบบนี้ตลอดเวลา

Q : ใช้ทีมงานไปทั้งหมดกี่คน

เข้าไปจริงๆ ในส่วนทีมงานกองของผมมีประมาณ 6 คน และก็มีเพื่อนฝูงในวงการบันเทิงบ้าง ในวงการศิลปกรรม วงการจิตรกรรม บางคนที่เป็นช่างไม้พาไปแนะนำให้กับกองงานต่างๆ ซึ่งทุกครั้งที่เข้าไป เรามีความรู้สึกเขาให้การต้อนรับเราดี ฉะนั้นต้องขอบคุณเขาทุกวันที่กรุณาให้ไปมีส่วนร่วมในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นของสูงที่สุด ซึ่งประชาชนคนไทย 70 ล้านคน จะมีใครมีสิทธิ์ไปจับและเป็นของที่ใกล้ชิดพระองค์ที่สุด ในวาระสุดท้ายด้วยนะ เราไม่เสียชาติเกิดแล้ว (ยิ้ม) แล้วเราเอาความรู้สึกนี้มาถ่ายทอดกับคนที่อ่านหนังสือไง

'เหมือนที่คุณบอกไว้ว่าเราไม่ได้ขายหนังสือ เราขายความรู้สึก เราขายความทรงจำ ให้คนได้รับความรู้สึกดีๆ เหล่านี้' ไม่ใช่จากผมคนเดียวด้วยนะ จากจิตอาสาทั้งหมดไม่รู้กี่ร้อยคน จากช่างศิลปกรรมไม่รู้อีกกี่ร้อยคน ที่ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ มาตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม ออกมาเป็นงานพระราชพิธีครั้งสำคัญในครั้งนี้

Q : เป็นหนึ่งปีที่มีเรื่องราวมากมาย

ใช่ เป็น 1 ปีที่ผ่านมา มันมีเรื่องราวที่ผ่านมาเยอะแยะไปหมดเลยนะ และเราก็มีความรู้สึก ไม่รู้เราเอาแรงมาจากไหน หนึ่งกิจกรรมต่างๆ ภาคสังคมที่คนทำ ก็อยากจะทำงานเพื่อถวายพระเกียรติ ทุกสิ่งที่คนทำ เราเป็นคนทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ไง สิ่งที่เราถนัดที่สุด เพราะฉะนั้นผมก็พยายามจะโฟกัสสิ่งที่ผมทำ ถึงแม้มันจะมีคนชักชวนทำอะไรเยอะแยะ เพราะทั้งหมดที่ทำ ผมคิดๆ อย่างแรกเลยว่า คุณก็รู้ว่าสิ่งพิมพ์เขาอยู่ในยุคจะใช้คำว่าขาลงก็ได้ หรือการล่มสลายของสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ผ่านมามันเป็นปรากฏการณ์ที่มีให้เห็นอย่างชัดเจน

คุณมองดีๆ นะ คุณมีความรู้สึกว่าปรากฏการณ์ 13 ตุลาที่ผ่านมา เหมือนท่านพระราชทานออกซิเจนให้กับสื่อสิ่งพิมพ์หรือเปล่า อย่างนี้คือตรงที่สุด เห็นไหมสื่อสิ่งพิมพ์ก็บูมขึ้นมา ใครพิมพ์อะไรก็ขายได้ ใครทำเล่มอะไรก็ขายได้ ขายจนแบบมันเยอะไปหมดเลยอ่ะ

คำถามก็คือว่า ทำให้มันดีๆ ได้ไหม ทำให้มันดีๆ ได้ไหม นี่คือของที่มีค่าที่สุดที่ท่านพระราชทาน แม้กระทั่งท่านจากไปแล้ว ท่านยังพระราชทานของที่เป็นมงคลให้ออกซิเจนแก่พวกคุณอยู่ได้ใช่ไหม ผมเลยคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ผมอาจจะทำได้ เล่มสุดท้ายในชีวิตก็ได้ที่อาจจะทำได้ดีขนาดนี้ เราต้องถอดทั้งเลือดเนื้อทั้งวิญญาณที่เราทำได้ออกมาให้เล่มนี้ จะพูดเว่อร์ว่า 'เป็นมหากาพย์สิ่งพิมพ์สยาม' ว่าต้องเห็นต้องมีนะ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ที่จะพยายามประดิดประดอย หรือรังสรรค์สร้างหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ผมต้องการให้หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ เป็นบันทึกทางสิ่งพิมพ์ในรัชกาลที่ 9 ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง

Q : ในหนังสือที่คุณเรียกมันด้วยความภาคภูมิใจว่า 'มหากาพย์สิ่งพิมพ์สยาม' ข้างในบรรจุเรื่องราวอะไรบ้าง

คือเราทำงานด้วยศิลปะนะ เราอยากให้อันนี้เป็นบันทึกที่เล่าเรื่องราวประกอบเรื่อง โครงร่างตั้งแต่เส้นสาย ลายเส้น ออกแบบพระเมรุมาศ เส้นแรกเลย ผ่านงานศิลปกรรมต่างๆ ที่ระดมสมองของคนที่ทำงานศิลปะ รังสรรค์สร้างพระเมรุมาศสุดยิ่งใหญ่ ถวายแด่พระองค์ท่านมีที่มายังไง และภาพแต่ละภาพก็จะเล่าเรื่องเอง เช่น ความวิจิตร งดงาม อลังการในการรังสรรค์สร้างพระโกศไม้จันทน์ คุณเห็นตอนเสร็จแล้ว แต่คุณรู้ไหมว่าถ้าคุณถอดรหัสออกมาในนั้นเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ของไม้จันทน์ที่จิตอาสา 50 กว่าคน ในแต่ละวันที่ฉลุออกมาประกอบร่างมีจำนวน 13,200 ชิ้น นี่แค่คือตัวอย่างที่คุณจะว้าวที่ได้เห็นภาพ

เป็นการเล่าเรื่องในฐานะหนึ่ง เราเป็นช่างภาพ ผมจะเล่าเรื่องภาพแต่ละภาพที่ผมไปเก็บมา คืออาจจะแตกต่างจากคนอื่นที่อาจจะเป็นภาพที่ไม่ได้ไปจับต้องหรือไปจัดวางเอง เพราะเขาจะมีเงื่อนไข ผมจัดวางในส่วนที่ได้รับอนุญาต 3 วันสุดท้าย อย่าว่าแต่ได้จับเลย ไม่มีใครได้เห็นหรอก ผมต้องขออนุญาตเข้าไป เพราะผมเคยเข้าไปสอน โชคดีที่ 2 คือผมทำงานด้านดอกไม้อยู่แล้ว ในนั้นมีเพื่อนฝูง ลูกศิษย์ ลูกน้อง ทำงานอยู่กันแบบเป็นพันคน เรามีโอกาสได้เข้าไปเก็บภาพ เรื่องราวตรงนั้นมาถ่ายทอด

เรา LIVE ไม่ได้ เราเฟซบุ๊กได้เป็นบางภาพ แต่เราอยากให้คนเห็นว่าดอกปาริชาติที่ว่ามันรังสรรค์ขึ้นมายังไง เฉพาะกลีบดอกไม้ เกสรดอกไม้ ธัญพืชที่ประกอบร่างขึ้นมาเป็นหนึ่งดอก มันเป็นยังไง การแทงหยวกสดๆ เขาแทงหยวกกันยังไง เขามีประเพณี มีธรรมเนียมในการทำยังไง และออกมายังไง เราก็บันทึกเอาไว้ว่า เล่าเรื่องว่าการแทงหยวกเขาแทงยังไง ทำยังไง เรียกว่าแทบทุกขั้นตอนก็ได้ หนังสือเล่มนี้มันก็เกินหนังสือแล้วล่ะ เพราะว่าเราใช้หน้าทั้งหมด 400 หน้า

คือตอนแรกอยากได้ 560 หน้า ตอนนี้มันมีปัญหาตรงที่เข้าเล่มมันจะแตก ยิ่งรวมงานประติมากรรม หนังสือเล่มนี้ก็หนักเกิน 5 กิโลแล้ว จะเป็นการบันทึกงานเบื้องหลังในพระราชพิธี ซึ่งหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 23-26 มีอะไรเกิดขึ้น บันทึกไว้หมด เรามีทีมช่างภาพที่เก็บริ้วขบวนที่ทุกคนอยากจะเห็น จริงๆ แล้วเราต้องนึกขอบคุณทางทีวีทั้งหมด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราเห็น ภาพที่เราไม่เคยเห็นจากมุมต่างๆ ผมถือว่าทีวีสอบผ่านละ มันเป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยขอบคุณทุกวันเลยนะ เปิดทีวีทีไรก็ขอบคุณก่อนเลย แบบมันงดงามสมพระเกียรติจริงๆ

โดยเฉพาะที่ผมเห็นไทยรัฐทำกราฟิก ผมรู้สึกแบบโอ้โหเขาทำได้แบบนี้เลยเหรอ ผมไปนั่งเห็นทีมงานที่ทำกราฟิก 3D ภาพ 1 ภาพ ใช้ตั้ง 18 คนเลยเหรอ ทำยังไง แล้วภาพออกมางานยังไม่มีริ้วขบวนเลย แต่ไทยรัฐมีริ้วขบวนเป็น 3D เราเลยนึกย้อนมาว่า เราทำภาพนิ่งจะทำอย่างไรให้ดีกว่าหรือทัดเทียมเขาได้ หนังสือผมถ้าเปิดผ่านไปแสดงว่าเราสอบตก แต่ผมรับประกันว่าเมื่อคุณลองเปิดดู คุณต้องหยุดดูและหาคำตอบให้ได้ ผมจะเล่าเรื่องอะไรในแต่ละคู่หน้านั้น เช่น คุณเปิดเห็นการแทงหยวก เห็นการสลักผลไม้ในโบราณราชประเพณี

คุณเห็นบล็อกเวลาปั๊มในตอนกรอสด เพื่อเอามาประกอบกับการแทงหยวก มันเป็นบล็อกทองเหลืองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เราบอกกับตัวเองว่า เราโคตรมีบุญเลยนะ ได้มาจับต้องสิ่งที่เป็นมงคลเหล่านี้ แต่คนอ่านหนังสือเราไม่ได้มีโอกาสเหมือนเราไง แล้วเราจะทำภาพยังไง คือมันไม่ได้ไง เราถามตัวเองว่าอันนี้เป็นพระราชพิธีสูงสุดเลยนะ อย่าว่าแต่ถ่ายเลย เราจะไปแตะต้องสิ่งนั้นไม่ได้เลยไง เราจะทำวิธียังไง คือนี่แหละการที่เราจะต้องหาวิธีในการแก้ไขในการทำงาน ในเมื่อเราจับต้องของจริงไม่ได้ เราจะทำยังไงให้คนที่เขาทำของจริงทำขึ้นมาให้ถ่ายรูปได้ ผมก็ต้องทำเรื่องไปถึงวิทยาลัยในวังชาย ว่าเรามีเจตนาที่จะทำอะไร เพราะฉะนั้นทีมช่างแทงหยวกที่เป็นข้าราชการและเป็นจิตอาสา ทั้งหมดไม่รู้กี่ 10 ชีวิต ตั้งแต่ไปตัดต้นกล้วยตานีมาจากเมืองจันทบุรี ทำไมต้องไปเอาต้นนี้ล่ะ ต้นอื่นก็มี เราเอาเข้าไปในหนังสือมั้ยเนี่ย

Q : ฟังดูยิ่งใหญ่มากๆ 

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมงานเบื้องหลังพระราชพิธี พูดง่ายๆ คือว่าอะไรอยู่ในวันที่ 26 ต.ค. และวันที่ 26 ต.ค. นั้นเกิดขึ้นมาจากคติความเชื่ออะไร และเบื้องหลังของคนที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ทั้งหมดมี 3 ส่วนสำคัญ คือ 1.วันที่ 26 มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินตามรอยจารีตประเพณีของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เบื้องหลังที่สำคัญมากคือ เบื้องหลังช่าง 10 หมู่ ทีนี้ยังรู้สึกไม่สะใจ มันจับต้องได้แค่สิ่งพิมพ์ไง เราเลยคิดว่า เราได้ทำงานกับศิลปินนะ รุ่นใหญ่ทั้งนั้น โดยเฉพาะท่านอาจารย์สุดสาคร ชายเสม ซึ่งเป็นประติมากรคนสำคัญ ท่านได้ออกแบบฉากโขนพระราชทานทั้งหมด ท่านเป็นประติมากร เป็นอาจารย์ที่มีศิลปะที่สวยงามมากคนหนึ่งของประเทศ และผมก็ได้เห็นงานประติมากรรมนูนต่ำ เป็นพระบรมรูปของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งผมประทับใจทุกวันเลย ที่เหมือนกับว่าเราทำโปรเจกต์นี้ นอกจากความเป็นมงคลที่อยู่กับตัวเราแล้ว เรารู้สึกว่าเวลาที่เราเจอปัญหาหรือทางตัน อยู่ดีๆ ก็จะมีคำตอบลอยมาให้เรา

"ผมไปหาอาจารย์สุดสาครครั้งแรก ท่านก็บอกผมเตรียมหล่อพระบรมรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 ไว้ให้ 1 องค์ สีขาว เป็นปูนหล่อปลาสเตอร์ ผมก้มลงกราบอาจารย์เลย อาจารย์ให้ผมจริงเหรอ (น้ำตาคลอ) ท่านบอกว่า 'ผมเห็นคุณว่าคุณทำอะไร' และนำออกมาอีกองค์หนึ่งเป็นพระบรมรูปปูนปั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ คู่กัน ผมก็นั่งร้องไห้อยู่พักนึง ทำไมอาจารย์ให้ความเมตตาเราแบบนี้ ผมเป็นคนคิดเร็วไง ผมคิดปิ๊งๆ จากนั้นเลยว่า พระบรมรูปชิ้นสำคัญนี้จะนำไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับคนอื่นให้ได้ เป็นคนที่เวลามีดีก็อยากให้คนอื่นมีด้วย อยากให้คนแชร์ในสิ่งที่เรามี คิดมาตลอดทางเลยว่าผมจะทำยังไง อย่างครั้งนี้คุณเห็นว่ามีพระบรมรูปที่เป็นประติมากรรมนูนต่ำของอาจารย์สุดสาครวางอยู่ 4 องค์อยู่ในตู้

ซึ่งในช่วงจัดนิทรรศการ เราเห็นคนเข้ามาเยอะมาก ให้ความสนใจมาก เราเป็นคนทำสื่อแบบนี้ เราคิดว่าถ้าคนซื้อหนังสือเราไปแล้วมีงานประติมากรรมไปด้วย เขาจะรู้สึกยังไง เราคิดอยู่ตลอดว่าจะทำยังไงในการหล่องานศิลปกรรมที่เราคิดว่ามีค่ากับเรามาก เป็นเนื้อสำริด เนื้อทองเหลือง เป็นปูนปลาสเตอร์ คิดสารพัดสิ่ง จนเราได้คำตอบว่าสิ่งที่เป็นไปได้สูงสุดมันเป็นไปได้อย่างงี้ เราเลยคิดว่าคนที่มาซื้อหนังสือ เราพูดซ้ำอีกทีนึงว่า เราไม่อยากให้เขาคิดว่ามาซื้อหนังสือไง เราให้คนมาซื้อบันทึกแห่งความทรงจำที่ยิ่งใหญ่มากครั้งหนึ่ง ถ้าคุณซื้อหนังสือไป คุณได้ผลงานประติมากรรมที่มีค่า คุณได้ไปคุณจะเอาไปวางไว้เฉยๆ ไหม เราคิดว่าจะเป็นสิ่งที่คนเอาไปบูชากราบไหว้ต่อไป ใครเห็นก็จะรู้ว่าเป็นผลงานที่เราเป็นสื่อในการเชื่อมศิลปินกับประชาชนคนไทยที่มีได้หรือได้ไป


Q : ความรู้สึกของอีกหนึ่งคนทำสื่อที่ทำงานเพื่อถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 มาตลอดคุณรู้สึกอย่างไร

บอกตรงๆ นะ ผมรู้สึกเหมือนเราเป็นประชาชนคนธรรมดา เราได้ทำงานในสิ่งที่เราถนัด เราก็ต้องดีใจ ภูมิใจเป็นเรื่องปกติ แต่สเกลความดีใจของเราอาจจะมากขึ้นกว่างานที่เราทำ แล้วเราได้รับการตอบรับจากประชาชน ตอนช่วงที่คิว ณ สนามหลวงมหาศาล คิวหน้าห้องนิทรรศการก็ยาวมหาศาลพอๆ กับที่สนามหลวงเลย เป็นคุณจะรู้สึกยังไง ร้องไห้ เราจะทำยังไงในการอำนวยความสะดวกให้เขา เช่น มีคนแก่มาขอเข้าก่อน มีพระภิกษุมาต้องทำยังไงให้เข้าห้องนี้ได้ไวที่สุด คือเราดีใจ ทีนี้ความดีใจมันเป็นแค่รูปธรรมไง ผมถึงบอกว่า เราทำแล้วมีคนตอบรับที่ดี เราก็อยากจะทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

โดยเฉพาะที่ผมบอกในเมื่อคำตอบของสื่อสิ่งพิมพ์มันอยู่ในช่วงที่แย่ ขาลง หรือสิ่งพิมพ์มันจะตายจริงไหม ผมจะทำให้เห็นว่าสิ่งพิมพ์มันอยู่ได้ต่อเมื่อคนที่เขาอยากได้สิ่งพิมพ์ เขาอยากได้สิ่งพิมพ์ที่ทรงคุณค่า มีคุณภาพ เป็นสิ่งที่สื่อดิจิตอลหรือสื่ออื่นไม่สามารถให้ความรู้สึกนี้กับคุณได้ ในห้องนี้ไม่มีสื่อดิจิตอลเลยคุณเห็นไหม นี่คือสื่อสิ่งพิมพ์ สิ่งเหล่านี้ที่เราเห็นเป็นรูปธรรม เรารู้สึกจากสิ่งที่เห็น ณ ขณะนี้ แล้วถ้าได้รวมอยู่ในเล่มๆ หนึ่ง มันจะวิเศษแค่ไหน ผมจึงเรียกสื่อสิ่งพิมพ์ของผมเล่มนี้ว่า เป็นมหากาพย์สิ่งพิมพ์ของสยามประเทศที่ทุกคนต้องได้เห็น ต้องมีครอบครองไว้

Q : ปัจจุบันเปิดให้จองแล้ว เปิดแบบเงียบๆ

พูดตรงๆ ผมทำอะไรต้องเป็นข่าวไง แต่ผมอยากให้มันเป็นข่าวดี แล้วหนังสือเล่มที่แล้วของผมขาย 1,999 บาท ผมก็พูดหลายครั้งว่าขายขาดทุน เพราะใจผมต้องการมาแจกที่สนามหลวงไง ที่นี่กำลังผมไม่มี ผมก็พิมพ์ขึ้นมาขายแบบไม่วางแผงเลย เพราะว่าเราก็คัดค้านในใจตลอดเวลาว่า ในเมื่อทำสื่อสิ่งพิมพ์แล้วไม่วางแผง เราก็ไม่อยากจะเห็นเป็นโปรดักส์ พูดตรงๆ เราไม่วางแผงเลยไง เพราะว่าเราอยากให้คนได้รับหนังสือเล่มนี้ไปเป็นสิ่งของมีค่า เพื่อให้คนสั่งจองปรากฏว่าคนเอาไปปั่นขายเล่มละหมื่นถึงหมื่นห้า

พอมีข่าวว่า ผมจะทำมหากาพย์สิ่งพิมพ์ 2 เล่มนี้จวนจะเสร็จแล้ว ผมถึงบอกเพื่อให้ประชาชนจอง เพราะกลัวคนจองแล้วไปขายแพง ยิ่งมีประติมากรรมท่านอาจารย์สุดสาครด้วย ยิ่งระมัดระวังไงว่า คืออยากให้คนเป็นเจ้าของไหม ใช่, แต่ไม่อยากให้คนเอาไปขายต่อ เลยคิดว่าจะเปิดจองแบบเงียบๆ แล้วก็ใกล้โปรดักชั่นที่เราสามารถพิมพ์ออกมาเสร็จ ไม่น่าจะเกิน 30 วัน ผมเริ่มเมื่อไม่กี่วันก่อนที่ผมโพสต์ว่าเริ่มให้จองแล้วที่หอศิลป์ หรือจองได้ที่ออนไลน์แม็กกาซีน ซึ่งยอดถล่มทลายมากๆ เราก็ดีใจ แต่ไม่อยากให้คนเดียวจองหลายเล่ม อยากให้ทั่วถึงกัน

Q : งานในครั้งนี้สุดท้ายที่ถวายแด่พระองค์ท่าน อย่างที่คุณบอก ได้ความภาคภูมิใจ ได้ทำงานสื่อดีๆ ให้กับแผ่นดิน การทุ่มเทหัวใจไปทั้งหมดที่มี มีข้อเสียอะไรบ้างไหมในการทำงานนี้

ไม่มีหรอกครับ คือทุกครั้งที่ผมทำงานนะ ผมก็นึกถึงเพื่อนหลายๆ คนที่ทำงานภาคสังคมก็ดี ทำงานอะไรที่ถวายพระองค์ท่าน ผมคิดว่าถ้าเราคิดดีทำดีนะ เราจะไปคิดถึงสิ่งที่มันเสียอะไรล่ะ จะสิ่งที่มันเป็นมงคลกับชีวิต มันไม่มีทางที่เราจะได้รับความเสียหายหรือเสี่ยงทำ ไม่มี

Q : ทำงานชิ้นนี้ ทำแบบขาดทุน เหมือนครั้งก่อนที่คุณบอกไหม

ต้นทุนมันคืออะไร ต้องถามก่อน

Q : ถ้าต้นทุนคือเงิน 

ถ้าเรามองถึงเงิน เรามีเท่าไหร่ก็ไม่พอ เราต้องไม่มองไง ผมตั้งใจที่จะทำภาพพิมพ์เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ไปแจกที่หน้าสนามหลวงเหมือนอย่างที่ทุกคนเขาทำไง แล้วพอเราเห็นจริง คนที่เดินออกมาจากสนามหลวงแล้วก็ถือพระบรมฉายาลักษณ์ ทำอย่างโน้นบ้างอย่างนี้บ้าง เราก็เลยคิดว่าไม่อยากให้ในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นร่ม ไม่อยากให้พระบรมฉายาลักษณ์เป็นพัด ซึ่งภาพของเรามีขนาดใหญ่ เราไม่อยากให้ภาพของเราไปเป็นร่มไปเป็นพัด เราอยากให้ทุกคนเอาไปบูชา เลยยูเทิร์นกลับมาเป็นเล่ม แต่ความเป็นเล่มของผมก็เหมือนเดิม คือไม่คิดเหมือนคนอื่น เราก็ทำเป็นเล่มใหญ่ ว่าคุณเอาไปใส่กรอบได้เลยนะ สิ่งที่ผมคิดต่อไปจากนี้ก็คือว่า คุณเห็นตูนทำไหมตอนนี้ เขาเป็นนักวิ่งไหม ไม่ใช่ เขาเป็นนักร้อง นักร้องยังวิ่งได้ตั้งเป็นพันกิโล เพื่ออะไรล่ะ

ตูนมีจิตอาสาทางภาคสังคมสูงมาก ดังนั้นวิธีการของแต่ละคนไม่เหมือนกันใช่ไหม ผมไม่มีทางสามารถทำอย่างที่ตูนทำได้ แต่ผมก็คิดว่าการที่ได้มีโอกาสทำโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านแล้ว รายได้บางส่วนที่ผมสามารถนำไปทำกิจกรรมทางการกุศลได้ ผมต้องทำ แล้วผมต้องทำให้เห็นด้วยว่า เราทำสิ่งเหล่านี้แล้ว เราจะมาอ้างว่าขายเพื่อการกุศล มันง่ายเกินไปไหม

แต่สิ่งที่ผมทำออกมาทุกคนต้องตัดสินได้เองว่า ที่ผมทำผ่านมา ผมไม่ได้ตั้งใจทำล้านฉบับ ขายถล่มทั่วประเทศไหม ทั้งๆ ที่ผมทำได้ แต่ผมก็เลือกทำอย่างที่ผมมีความสุขแล้ว ว่าสิ่งพิมพ์ที่ผมอาจจะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตที่สุดแล้วที่ผมได้ทำ แล้วรายได้ที่ผมสามารถนำไปทำกิจกรรมทางการกุศลได้นะ เช่น โรงพยาบาลต่างๆ ของตูนทำตั้ง 11 โรงพยาบาล ของผมอาจจะ 2 โรงพยาบาล ตามสเกลที่ผมทำได้ ผมก็มีความสุขที่สุดแล้ว

เพราะว่าเราได้ทำในสิ่งที่พระองค์ท่านสอนไง ว่าการทำความดีมันไม่ได้เป็นขนาด มันไม่ใช่เป็นปริมาณ คุณต้องตีความหมายของความพอเพียงให้พอ ความพอเพียงไม่ใช่เป็นอะไรที่จำกัดให้คุณอยู่แค่นี้ คุณทำสิ่งมันสามัญธรรมดาให้เกิดความยิ่งใหญ่ก็เป็นความพอเพียงได้ ผมก็เอาอย่างนี้ เพราะว่าเราทำอันนี้ได้ดีที่สุด แล้วให้ได้ประโยชน์สูงสุดแก่วิชาชีพเรา เราก็นอนตายตาหลับแล้ว”

Q : นี่ก็คือการฝากงานไว้ในแผ่นดิน?

ใช่ครับ

Q : ชิ้นที่เรียกว่านอนตายตาหลับเหมือนกันนะ?

ตอนนี้ยังไม่อยากจะตาย แต่ว่าผมก็คิดว่าเราทำชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตที่เราสามารถทำได้แล้ว เราต้องทำ

Q : สุดท้ายวันที่ 26 ต.ค. คุณยืนร้องไห้อยู่ตรงไหนของประเทศไทย?

ผมบอกตรงๆ 24-25 ผมอยู่ห้องเครื่องสดที่วัดพระแก้ว วันจริงต้องขึ้นไปอยู่พระเมรุมาศนับตั้งแต่ 1 ทุ่ม – 3 ทุ่ม ซึ่งจะมีดราม่าเกิดขึ้นตลอดเวลา คือบรรยากาศวังเวง คือบรรยากาศของคนร้องไห้อย่างโหยหวน งานมหรสพเราก็ต้องเก็บภาพด้วย ซึ่งเขาจะแยกเป็น 2 ส่วน เขาจำกัดช่างภาพมาก ว่าไม่ให้บันทึกหรือไม่ให้หันกล้องไปในงานพระราชพิธี คือไม่ได้รับอนุญาตไง แต่เราเข้าไปบันทึกภาพงานมหรสพ แล้วมันมีภาพหนึ่งที่แบบ (เสียงสั่น) เล่า 2 เรื่องคือว่า ในขณะที่กำลังเต้นบัลเลต์มโนราอยู่ ไม่มีใครรู้เลยว่าวินาทีนั้นอะไรจะเกิดขึ้นที่พระเมรุมาศ แล้วทันทีที่ปรากฏกลุ่มควันไฟขึ้น เสียงที่ตามมันแบบบีบหัวใจแบบ (เสียงสั่นเครือ) 

แล้วเราก็มองไปว่าเล่นดนตรีก็ดีนะ คนที่เขาเต้นเขาก็ไม่หยุดเลยนะ ทำไมเขาเต้นต่อ คือแบบเขายังทำหน้าที่เขา ประโคมก็ไม่ได้หยุด แล้วมองไปมีกลุ่มควันไฟขึ้น แล้วมันมีดราม่าเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมดเลย มันเป็นปรากฏการณ์ที่เรางงมากเลยนะว่า นี่มันเป็นสวรรค์ชั้นดุสิดาลัย ที่พระองค์ท่านกำลังเปลี่ยนไปประทับอยู่รึเปล่า เรารู้สึกอย่างนั้น บางทีก็มีนกบินมากลุ่มหนึ่งอีก แล้วทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเสียงร้องไห้ของคน ความรู้สึกแบบนี้มันยากที่จะถ่ายทอดได้ หรือว่าเราจะทำยังไง หนังสือเรามีเสียงไม่ได้ หนังสือเรามีภาพคนฟูมฟายมากไปก็ไม่ได้ เราก็มีความรู้สึกมหัศจรรย์มาก นี่เป็นปรากฏการณ์ชีวิตที่เราไม่เสียดายชีวิตแล้ว ที่เราเกิดมาในแผ่นดินในหลวง รัชกาลที่ 9 แล้วได้เห็นสิ่งเหล่านี้

Q : เก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีนะ?

ครับ ก็ต้องแน่นอนนะ ท่านอยากเห็นประชาชนคนไทยร้องไห้ไปตลอดมั้ย? ท่านทำ 70 ปี ท่านเสด็จฯไปไหนต่อไหน ไม่มีวันไหนที่ท่านไม่ทรงงานเลย ถามตัวเองว่าสิ่งเหล่านั้นท่านต้องการอะไร ท่านต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ท่านไม่เคยทอดทิ้งประชาชนของท่านเลยแม้แต่วันเดียว ในขณะที่ท่านทรงพระประชวรอยู่ ท่านทรงงานมั้ย? ท่านทำทุกวันเลย เพื่อประชาชนอยู่ดีกินดี แล้วเราเป็นประชาชน เราก็ต้องสานต่อสิ่งที่พระองค์ท่านทำ พระองค์ท่านจากไปไหนก็แล้วแต่ พระองค์ท่านก็ต้องทรงมีความรู้สึกที่ประชาชนคนไทยได้ทำสิ่งที่พระองค์ท่านทรงอยากเห็น แล้วจะได้สัมผัสได้ไงว่า ประชาชนของท่านอยู่ดีกินดีแล้ว ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ เราก็จะผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยกัน เพราะว่าเราต้องมองไปข้างหน้า แล้วก็อย่างที่ผมบอก พระองค์ท่านไม่ได้ตรัสว่าให้ทุกคนทำแค่ไหน พระองค์ท่านบอกให้ทุกๆ คนคิดอย่างนี้ทำอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำทุกวัน 

เราใช้ชื่อหนังสือว่า ธ สถิตดุสิดาลัย บันทึกแห่งประวัติศาสตร์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากคติความเชื่อในไตรภูมิจักรวาลที่มียอดเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง และการเสด็จกลับสู่เทวาลัยสถานของพระมหากษัตริย์ องค์สมมติเทพผู้ทรงอวตารลงมาบนโลกเพื่อปกครองมนุษย์ สู่งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ร้อยเรียงผ่านภาพถ่าย และความรู้อันทรงคุณค่าที่ทีมงานลงพื้นที่เก็บบันทึกและรวบรวมจากผู้เชี่ยวชาญและคณะทํางานมาตลอดกว่า 1 ปี จากเส้นสายแรกแห่งงานออกแบบก่อสร้างพระเมรุมาศ การบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ สู่การประมวลภาพ กระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมไทยอันวิจิตรหลายแขนง

โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ จิตอาสา และประชาชนผู้มีหัวใจภักดิ์ ที่ได้ร่วมกันทุ่มเทแรงกายแรงใจ ขับเคลื่อนให้งานพระราชพิธีครั้งนี้สําเร็จสมบูรณ์แบบ เพื่อร่วมถวายพระเกียรติสูงสุดแด่พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งแห่งปวงชนชาวไทย เป็นประวัติศาสตร์แห่งศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันยิ่งใหญ่ของชาติ เป็นสมบัติแห่งความทรงจําของปวงราษฎร์ทุกคนที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดีเต็มหัวใจไม่มีวันเสื่อมคลาย.