วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรเบิร์ต มูกาเบ มาถึงจุดนี้ได้ไง? ผู้นำ 4 ทศวรรษซิมบับเว โดนยึดอำนาจ

สถานการณ์ทางการเมืองในสาธารณรัฐซิมบับเว ประเทศทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา และอยู่ติดกับประเทศแอฟริกาใต้...มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกผันชีวิตของประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ ผู้นำที่กุมอำนาจบริหารประเทศมานานเกือบ 40 ปี ไปแบบฉับพลัน

เสียงปืนและเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องในกรุงฮาราเร เมืองหลวง ตลอดคืนวันอังคารที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนเช้ารุ่งขึ้น กองทัพซิมบับเวได้ส่งกำลังทหารพร้อมรถถังและยานหุ้มเกราะออกมาปิดถนนบริเวณสถานที่สำคัญๆ ทั้งทำเนียบประธานาธิบดี รัฐสภา และศาล รวมทั้ง ยึดสถานีโทรทัศน์แห่งชาติในกรุงฮาราเร จนถือเป็นความเคลื่อนไหวในการยึดอำนาจ ประธานาธิบดีมูกาเบ วัย 93 ปี อย่างครบสูตร พร้อมกับควบคุมตัวผู้นำวัยชราไว้ในบ้านพัก

แน่นอนคำถามที่เกิดขึ้นก็คือ โรเบิร์ต มูกาเบ ผู้เคยเป็นฮีโร่ เป็นวีรบุรุษปลดแอกประเทศ และความเป็นไทของคนผิวสีที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของคนผิวขาวในชาติได้สำเร็จ กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีแห่งซิมบับเว ยาวนานรวมแล้วถึง 37 ปี ทำไมจึงมาพบกับชะตากรรม..ร่วงหล่นจากอำนาจไปอย่างชอกช้ำเยี่ยงนี้ ?

* ย้อนประวัติ มูกาเบ ผู้นำ 4 ทศวรรษแห่งซิมบับเว

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า โรเบิร์ต มูกาเบ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2467 เป็นบุตรชายช่างไม้ในเมืองคูตามา แต่โชคดีได้ร่ำเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแห่งฟอร์ต ฮาเร (University of Fort Hare)ในประเทศแอฟริกาใต้ และได้สอนหนังสืออยู่ในประเทศกานาสักระยะหนึ่ง โดยมูกาเบ มีความสนใจเรื่องการเมือง ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนผิวขาวผู้ปกครองประเทศกับประชาชนอย่างมาก

เมื่อกลับมาบ้านเกิดในปี 2503 มูกาเบได้ช่วยก่อตั้งพรรคซิมบับเว แอฟริกัน เนชันแนล ยูเนียน (ซานู) ซึ่งแยกตัวมาจากพรรคเดิม ทว่าในอีก 4 ปีต่อมา เขาถูกจับในข้อหาพูดจาปลุกปั่นในที่สาธารณะ และถูกจำคุกนานถึง 10 ปี เมื่อถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเป็นอิสระ เป็นช่วงขณะที่เวลานั้นเกิดสงครามกลางเมือง กลุ่มคนผิวดำ ประชาชนส่วนใหญ่ของซิมบับเวลุกฮือต่อต้านรัฐบาลคนขาว โดยมูกาเบได้เข้าร่วมกับแนวหน้าคนรักชาติแห่งซิมบับเวที่ต่อต้านรัฐบาล กระทั่งมีการเจรจาไกล่เกลี่ยยุติการสู้รบกันที่กรุงลอนดอน จนนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2523

* คว้าชัยเลือกตั้งครั้งแรกอย่างถล่มทลาย

การเลือกตั้งครั้งแรกในซิมบับเว หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในปี 2523 มูกาเบ นำพรรคซานู-พีเอฟ คว้าชัยเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย จนทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปีนั้น กระทั่งได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีผู้มีอำนาจเต็มคนแรกของประเทศในปี 2530 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งโดนยึดอำนาจ

*เจ้าของวลีเด็ด ‘มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เขาพ้นจากตำแหน่ง’

ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งเมื่อปี 2551 มูกาเบ เคยกล่าวไว้ว่า ‘ถ้าคุณแพ้การเลือกตั้งและถูกปฏิเสธโดยประชาชน คงถึงเวลาที่คุณควรออกไปจากการเมืองได้แล้ว’ ทว่าจากการผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรก มูกาเบ กลับได้คะแนนเป็นที่ 2 ตามหลังนายมอร์แกน ทะสะแวนกิไร จึงทำให้เขาพยายามโจมตีคู่แข่งทางการเมืองมากขึ้น และสาบานว่า ‘มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ที่สามารถทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปได้

ท่ามกลางการหาเสียงโจมตีนายทะสะแวนกิไรอย่างดุเดือด และเพื่อความมั่นใจว่าต้องชนะเลือกตั้งรักษาอำนาจต่อไป จึงทำให้เกิดเหตุรุนแรงกับเหล่าผู้สนับสนุนคู่แข่งทางการเมืองรายนี้ของเขา จนทำให้นายทะสะแวนกิไรตัดสินใจขอถอนตัวจากลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรอบ 2 เพื่อปกป้องคนที่สนับสนุนเขา


*เศรษฐกิจซิมบับเวพังสลาย

ตามรายงานของบีบีซี ระบุว่า นับตั้งแต่มูกาเบ ชนะเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2523 เขาหวังจะนำพาประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยภายใต้ระบอบรัฐสภา จึงได้พยายามยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผิวดำ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าจ้าง และการให้มีโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ ไปจนถึงการแจกจ่ายอาหาร

แต่ปัญหาเกิดขึ้นตามมาทันทีที่เขาปลดผู้นำชนกลุ่มน้อยออกจากรัฐบาล ก็คือ นำไปสู่การปะทะกันระหว่างชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจของซิมบับเวทรุดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่คนผิวขาวซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศต่างพากันอพยพออกจากซิมบับเว เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย

ทว่ายิ่งนับวันเศรษฐกิจของซิมบับเว มีแต่ตกต่ำลง ย่ำแย่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ จากการบริหารประเทศที่ล้มเหลวและการคอร์รัปชันของรัฐบาลมูกาเบ ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงลิบลิ่ว และพอหลังจากชนะเลือกตั้งในปี 2545 ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการโกง จนมูกาเบได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย เขาได้ให้สภาออกกฎหมายยึดไร่และทรัพย์สินของคนผิวขาวกว่า 4,000 คน ในขณะที่รัฐบาลเองก็ไม่มีความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรแทนคนขาว ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดน้อยลงอย่างมาก ชนิดจากประเทศที่เดิมเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวโพด กลับกลายเป็นผู้นำเข้าแทน

*ความนิยมเริ่มลดลง แต่ยิ่งใช้ความรุนแรงมากขึ้น

เหมือนกับเป็นสมการผกผัน เพราะในขณะที่ความนิยมของมูกาเบลดลง เขากลับยิ่งใช้ความรุนแรงปราบปรามฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น ไปจนถึงการควบคุมเสรีภาพของสื่อ คุกคามนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จนทำให้เศรษฐกิจของซิมบับเวยิ่งพังพินาศ อัตราเงินเฟ้อในซิมบับเว ตามข้อมูลของนิตยสารฟอร์บส์ รายงานเมื่อปี 2551 ระบุเงินเฟ้อของซิมบับเวแตะระดับ 89.7 หมื่นล้านล้านเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนธนาคารต้องออกธนบัตรใบละ 1 แสนดอลลาร์มาใช้ในเดือนพ.ย.2551

*จุดจบทางการเมือง ดันภรรยาสืบทอดอำนาจ

การยึดติดอำนาจทำให้มูกาเบ ยังคงลงสมัครเลือกตั้ง และได้รับเลือกเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ขณะที่ตอนนั้น เขาอายุ 89 ปี เข้าไปแล้ว แต่พอหลังจากสังขารเริ่มร่วงโรยด้วยวัยชรา มูกาเบ กลับส่งมอบอำนาจต่อให้แก่นางเกรซ มูกาเบ ภรรยาคนที่สองที่เขาแต่งงานด้วยเมื่อปี 2540 และนำมาสู่จุดจบทางการเมืองของเขา โดยเฉพาะอย่างย่ิง หลังจากปลดนายเอ็มเมอร์สัน มนันกากวา พ้นจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีอย่างกะทันหัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อดันภรรยาตัวเองรับตำแหน่งนี้แทน ในขณะที่มูกาเบก็น่าจะรู้ดีว่า นายมนันกากวา มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกองทัพ

*ในที่สุด..กองทัพเข้ายึดอำนาจ 

และแล้ว การประลองกำลังครั้งนี้ของมูกาเบ กับนายมนันกากวา ซึ่งแน่นแฟ้นกับกองทัพ ได้นำมาสู่จุดจบทางการเมืองของผู้นำชรา เมื่อในที่สุด โดนกองทัพเข้ายึดอำนาจ เมื่อ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยยกเหตุผลว่า ‘เรามีเหตุผลเดียวก็คือการกำจัดเหล่าอาชญากรที่อยู่รายล้อมรอบตัวมูกาเบที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

เวลานี้ โลกกำลังจับตาด้วยความระทึกกันต่อ...ก็คือ ชะตากรรมของโรเบิร์ต มูกาเบ และนางเกรซ มูกาเบ จะเป็นเช่นไรต่อไป!!