วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เลี้ยงเด็กอย่างไร? จึงจะได้เป็นคนดี

“เด็กไทย” คือ “หัวใจของชาติ”... เด็กฉลาดชาติเจริญ

เป็นคำกล่าวที่ได้เริ่มต้นกับการที่จะให้ข้อคิดและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้คนในสังคมเพื่อจะได้ช่วยกันเลี้ยงดู ให้การศึกษา ให้การฝึกอบรมบ่มนิสัยแก่เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานในครอบครัวและในสังคมเรา

การเลี้ยงเด็กจะให้พวกเขาเป็นไปในทิศทางใดจึงจะได้เติบโตขึ้นมาเป็น “คนดี” ให้กับครอบครัวหรือให้กับสังคมกันได้อย่างไร? จึงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบให้เห็นเป็นรูปธรรม

พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ ธนบุรี กทม. บอกว่า เด็กๆที่เกิดขึ้นมาบนผืนแผ่นดินไทยนั้น พวกเขาจะเกิดในแห่งหนตำบลใดก็ตาม จะเกิดในชาติภูมิใดก็ตาม จะเกิดในครอบครัวใดก็ตาม จะยากดีมีจนเช่นใดก็ตาม จะเกิดในสถานะของความพร้อมหรือความไม่พร้อมของคนที่เป็นคนให้กำเนิดก็ตาม ล้วนแต่เป็นหน่ออ่อนของสังคมและเป็น “คนไทย” ด้วยกันทั้งนั้น

“เมื่อพวกเขาเกิดมาแล้วจึงต้องเป็นภาระความรับผิดชอบของทุกคนทุกฝ่ายในสังคม นับตั้งแต่คนที่เป็นผู้ให้กำเนิดโดยตรง ผู้คนในครอบครัว ผู้คนในสังคมรอบข้างและผู้คนในสังคมที่จะต้องรับภาระช่วยกันเลี้ยงดูฟูมฟักให้แต่ละชีวิตที่เกิดมานั้นได้รับการเลี้ยงดูที่ดีและได้รับโอกาสที่ดี”

ขอแต่ละคนอย่าได้มองข้ามไปว่าเด็กคนนั้นมิใช่ลูกของฉัน เด็กคนนี้มิใช่ญาติของฉัน เด็กคนโน้นมิใช่เด็กในชุมชนหรือหมู่บ้านของฉัน

และเด็กคนนั้นมิใช่เด็กในพื้นที่ที่ฉันจะต้องรับผิดชอบ แต่ขอให้ตระหนักอยู่เสมอว่าทุกชีวิตของเด็กที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทยนั้น พวกเขาก็คือลูกหลานของคนไทยและทรัพยากรที่สำคัญของสังคมไทย

...เราเลี้ยงเด็กอย่างไรแล้วพวกเขาก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กอย่างนั้น เช่น เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางความเย้ยหยันแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนขี้ขลาด เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางการตำหนิเตียนแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนกล่าวโทษแต่คนอื่น เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนหลอกลวงคนอื่น เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางความรักความเอ็นดูแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนที่รู้จักรักคนอื่น เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางการส่งเสริมและสนับสนุนแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเอง เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางความซื่อสัตย์สุจริตแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนที่มีความยุติธรรม

เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางการยกย่องสรรเสริญแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนรู้จักมองเห็นคุณค่าของคนอื่น เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางความรู้ความเข้าใจแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นผู้มีสติปัญญา เราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลางความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนที่มีน้ำใจต่อผู้อื่น และถ้าเราเลี้ยงเด็กอยู่ท่ามกลาง “ความสุข” แล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนมองโลกด้วย “ความรักและสวยงาม” เป็นต้น

นอกจากนั้นการเลี้ยงเด็กควรจะให้ครบ 4 ประการคือ เลี้ยงให้ดู เลี้ยงให้เห็น เลี้ยงให้เป็น และ เลี้ยงให้ได้ การที่จะเลี้ยงให้ดูนั้นคือเลี้ยงและดูแล เลี้ยงแล้วมิใช่เพียงคำว่าเลี้ยงโดยที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ อย่าได้คิดว่ามีคนเลี้ยงแล้วก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนเลี้ยงเพียงอย่างเดียว

“การที่จะเลี้ยงให้เห็นคือการเลี้ยงดูด้วยการให้เด็กได้เห็นสังคมที่เปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้ในชีวิต อย่าได้ปิดกั้นหรือจัดเพียงมุมเล็กๆให้เด็กได้พบเห็นอยู่ในมุมที่แคบจนเกินไป ชีวิตของเด็กย่อมต้องการเรียนรู้ ต้องการความเข้าใจในสิ่งที่อยู่รอบข้าง ต้องการสัมผัสกับความเป็นจริงของชีวิต”

ประการต่อมาคือ “การเลี้ยงให้เป็น” คือการเลี้ยงให้เด็กเป็นทั้งมี “วิชา” และมี “จรณะ”

กล่าวคือการเลี้ยงที่พร้อมจะเปิดให้เด็กได้เรียนวิชาต่างๆ พร้อมที่จะรับรู้ด้านต่างๆ ทางวิชาการอย่างเต็มที่ ให้คละเคล้ากันไป ส่วนเด็กจะมีความสนใจหรือถนัดในวิชาใดและด้านใดนั้นขอให้เป็นเรื่องของอนาคต

อย่าได้เอาความต้องการหรือความรู้สึกของตนเองไป “กรอก” ให้เด็กได้เป็นไปตามทัศนคติของตนเองทุกด้านเสมอไป...บางด้านเด็กอาจจะไม่ต้องการเหมือนกับที่เราต้องการก็ได้

สุดท้ายคือ “การที่จะเลี้ยงเด็กให้ได้” นั้นเป็นหัวข้อที่สำคัญที่สุดคือการเลี้ยงเด็กให้ได้เป็น “คนดี” ไม่ว่าพ่อและแม่หรือผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่เลี้ยงดูและสอนเด็กล้วนต้องการเป้าหมายสูงสุดคือการที่ลูก...ลูกศิษย์ของตนเองได้เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ เติบโตขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข

“ไม่กลายเป็นคนเลว...เป็นอาชญากรที่สร้างความเดือดร้อน...สร้างความเสื่อมเสียให้กับครอบครัวหรือให้กับสถาบันการศึกษาที่ตนเคยเล่าเรียนมาก็ถือว่าเป็นความหวังอันสูงสุดของการเลี้ยงเด็กแล้ว”

พระมหาสมัย ย้ำว่า การเลี้ยงเด็กให้มีความรู้ความเข้าใจในชีวิต มีภูมิความรู้ในการดำเนินชีวิตประจำวันในการใช้ชีวิตนับตั้งแต่ยืน เดิน นั่ง และนอนนี้ขอให้อยู่บนพื้นฐานแห่งความสุข...การเกื้อกูลแก่คนอื่น นับว่าเป็นการให้ความรู้และความเข้าใจที่ได้ผลอย่างดี เด็กที่มีความรู้แล้วนำความรู้ที่เกิดขึ้นในสมอง...สติปัญญาของตนเองไปใช้ ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและต่อคนอื่น นับว่าเป็นคนที่มีความรู้ดี

ต่อจากนั้น...ที่สำคัญไม่เคยแพ้กันเลยก็คือการที่เด็กมีความประพฤติที่เรียบร้อย ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ทั้งต่อตนเองและต่อคนอื่น เป็นเด็กที่มีกิริยามารยาทสวยงาม สุภาพอ่อนโยน รู้จักที่สูงรู้จักที่ต่ำ ไม่เป็นคนหยาบคายหรือกระด้าง รู้จักกาลเทศะ รู้จักสังคมและชุมชนจนกลายเป็นคนที่มีความประพฤติเรียบร้อยนับว่าเป็น “เด็กดี”

การที่เด็กจะเป็นคนดีได้จึงควรให้ครบทั้ง 2 ประการคือมีวิชาความรู้และมีข้อวัตรปฏิบัติที่งดงาม ทางพระจึงเรียกว่ามีความพร้อมทั้งด้าน “วิชาและจรณะ” นั่นเอง

คำโบราณยังกล่าวขานกันอยู่เสมอว่า “ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น” ฉันใด เด็กซึ่งเป็นลูกหลานของเราก็ย่อมมีเหตุและมีผลที่เป็นไปในทิศทางนั้นได้ฉันนั้น เราอยากจะให้ลูกหลานของเราเป็นเช่นใด เราจะต้องกระทำหรือประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพวกเขาให้ได้ อย่าได้แต่ปากว่าตาขยิบ

เริ่มที่ภายในครอบครัวของเรา ในชุมชนหรือในหมู่บ้านของเราเป็นที่ตั้ง...เมื่อได้ผลเป็นเช่นใดแล้วจึงค่อยๆขยายไปถึงพื้นที่อื่นและสังคมอื่น คนที่เป็นพ่อและเป็นแม่หรือครูบาอาจารย์นี้สำคัญที่สุด

“...ถ้าเรายิ้มเด็กก็จะยิ้ม ถ้าเราหัวเราะเด็กก็จะหัวเราะ ถ้าเราบูดเด็กก็จะบูด ถ้าเราเน่าเด็กก็จะเน่า ถ้าเราเยือกเย็นเด็กก็จะเยือกเย็น ถ้าเราโหดร้ายเด็กก็จะโหดร้าย ถ้าเราแข็งกระด้างเด็กก็จะแข็งกระด้าง ถ้าเราเหลวไหลเด็กก็จะเหลวไหล ถ้าเรามีเมตตาเด็กก็จะมีเมตตา ถ้าเรามีความปรานีเด็กก็จะมีความปรานีเช่นเดียวกัน”

ผู้สนใจร่วมสร้างอนาคตเด็กให้เป็นอนาคตของชาติ ติดต่อได้ที่ มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ ซอยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถนนอิสรภาพ ซอย 15 แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร 10600 โทรศัพท์ 0-2465-6165, 0-2466-8354 โทรสาร 0-2472-4212 Facebook : เพจ มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน

เด็กที่เกิดมาพบแต่บรรยากาศแห่งความสงบและความสุขแล้วก็หวังได้เลยว่าอนาคตในวันข้างหน้า สังคมและชาติไทยของเราก็จะมีแต่ความสงบ...ความสุข เจริญก้าวหน้าได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว

แต่...ในทางตรงกันข้าม เด็กที่เกิดมาพบแต่ความขัดแย้ง ชิงดีชิงเด่น ผู้คนในสังคมรอบข้างมีแต่การเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่รู้จักเสียสละ...ช่วยเหลือคนอื่นหรือคนที่อ่อนแอกว่า พบแต่ความสับสนวุ่นวายเพราะการกระทำของ “ผู้ใหญ่”

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นฉันใด ลูกหลานของเราก็ย่อมจะเป็นไปในทิศทางที่เรากระทำมาแล้วฉันนั้น.