วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2 ทาง 3 เงื่อนไข รัฐบีบจัดระเบียบ แจกยามะเร็ง 'หมอแสง' ลั่นถูกห้ามก็เลิก!

มะเร็ง..เป็นแล้วมีโอกาสตาย

แน่นอน ไม่มีใครอยากป่วย แต่เมื่อป่วยแล้วย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อ “รักษา”

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีประชาชนนับหมื่นคนแห่เดินทางมารับยาที่บ้านนายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือ “บ้านหมอแสง” ตั้งอยู่ที่ บ้านบางเดชะ อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี เพื่อลงทะเบียนรับยาสมุนไพรที่เชื่อว่ารักษามะเร็งได้ฟรี ซึ่งนายแสงชัย หรือ ชาวบ้านตั้งฉายาว่าหมอเทวดา จะแจกสมุนไพรบรรจุแคปซูล ในทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน ซึ่งประชาชนจำนวนมากต่างบอกว่า กินยาของ นายแสงชัย แล้วอาการป่วยมะเร็งดีขึ้น...

อย่างไรก็ตาม นายแสงชัย ได้แจกยานี้มานับ 10 ปีแล้ว เมื่อก่อนมีคนมารับยาไม่มาก แต่เมื่อคนที่ทราบข่าวว่าอาจจะรักษาได้ ก็เปรียบเสมือนแสงในปลายอุโมงค์...ทำให้คนหลั่งไหลมารอรับ

แต่แล้ว... สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ได้เข้ามาพบนายแสงชัย เพื่อขอให้นายแสงชัย “ดำเนินการให้ถูกต้อง” เนื่องจากสิ่งที่นายแสงชัยทำอยู่นั้นหมิ่นเหม่ที่อาจจะผิดกฎหมาย เนื่องจากนายแสงชัยไม่ใช่หมอ องค์การอาหารและยา (อย.) ยังไม่ได้รับรอง ครั้นจะห้ามไม่ให้แจก อาจจะขัดแย้งกับมวลมหาประชาชนที่มารอรับยา...

เปิดที่มายา หมอแสง รักษามะเร็ง พร้อมตัวยารักษา

ทั้งนี้ นายแสงชัย เคยเปิดเผยว่า ได้สูตรยามาจากหมอพื้นบ้านชาวกัมพูชา และได้นำกลับมาพัฒนาสูตรให้ดีขึ้น เริ่มจากทดลองใช้กับสุนัขจรจัดที่ป่วยเป็นมะเร็งอวัยวะเพศ พบว่าสุนัขมีอาการดีขึ้น จึงเริ่มนำไปใช้กับลูกสาวตัวเองที่ป่วยเป็นมะเร็ง อาการก็ดีขึ้นเช่นกัน จึงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบยาตัวนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยใจจริง

ส่วนสูตรยาสมุนไพรแก้โรคมะเร็ง ประกอบด้วย วัตถุดิบหลัก คือ รำข้าว 80% เป็นรำข้าวที่ร่อนเอาของไม่ดี เศษแกลบออก ส่วนอีก 20% เป็นข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เห็ดกระถินพิมาน เกสรพิลันกาสา สูตรจริงๆ มีเท่านี้ อยู่ที่การผสมผสาน ใช้รำข้าวเป็นวัตถุตั้งต้น ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เห็ดกระถินพิมาน เกสรพิลันกาสา ผสมแต่ละตัวก่อนจนกว่าจะครบ 6 เดือน ก็นำมาผสมในรำข้าว เคล้าให้เข้ากัน ปั่นให้เข้ากันให้ได้ แล้วนำมาอัดแคปซูล

หากถูกห้ามไม่ให้แจกจริง ก็คงต้องเลิก เหตุไม่มีหลอดทดลองโชว์ ทำใจเรื่องขึ้นทะเบียนตำรับยา

หลังจากสาธารณสุขจังหวัดเข้ามาตรวจสอบ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสคุยกับ นายแสงชัย ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งนายแสงชัยกล่าวเสียงดังว่า...ใจจริงตนไม่อยากจะให้สัมภาษณ์แล้ว เพราะพอพูดอะไรออกไปก็กลายเป็นคนผิด จนทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

“ตอนนี้เราเองก็คงทำอย่างนี้ต่อไป...แต่ถ้าใครมาห้ามเมื่อไหร่ก็คงเลิกและจบ เพราะในเมื่อทางภาครัฐมาแทงกั๊ก ไม่แน่ชัดว่า “จะจับ” หรือ “ห้าม” ทั้งนี้ผลตรวจออกมาก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ซึ่งสุดท้ายผมก็ผิดอยู่ดี เพราะที่ไม่มีทะเบียน”

นายแสงชัย กล่าวต่อไปว่า จะให้ตนขึ้นทะเบียนได้อย่างไร ในเมื่อผมไม่มีหลอดทดลองโชว์เขา ที่ผ่านมา ตนได้ทดลองกับสุนัข จะให้อีดำอีด่างไปเป็นพยานให้เขาหรือ ผมถามว่าภูมิปัญญาไทย จำเป็นไหมที่ต้องมีหลอดทดลอง การจะขึ้นทะเบียนได้ต้องมีข้อต่างๆ มากมายแบบถี่ยิบ”

“ที่ผ่านมา ผมช่วยคนโดยไม่หวังอะไร คนที่เข้ามาหาก็ล้วนเป็นคนใกล้ตาย ที่หมอไม่รับทั้งนั้น บางคนกินแล้วดีขึ้น บางคนอาจจะตายก็น่าจะมี” นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้าย

ย้ำชัด “ไม่ห้ามประชาชนรับยา” แต่เร่งทำความเข้าใจ

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ โดยย้ำว่า “ไม่ได้ห้ามประชาชนรับยาสมุนไพรจากนายแสงชัย และจากการตรวจยานายแสงชัย เบื้องต้น ยังไม่พบอันตรายในส่วนสเตียรอยด์หรือยาเพิ่มความอยากอาหาร แต่จะมอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรีตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด โดยเฉพาะสารโลหะหนัก และแบคทีเรีย"

2 ทางเลือก 3 ขั้นตอน สำหรับ “หมอแสง รักษามะเร็ง”

นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า มาตรการที่ดำเนินการจะมี 3 ส่วน คือ 1.ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถึงแม้คุณแสงชัยจะระบุว่าเขาไม่ใช่หมอ แต่คนที่มารับ “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” ก็เข้าใจว่านี่คือ “ยารักษามะเร็ง” ทั้งนี้ การให้ยากับผู้ป่วยนั้นต้องมี 3 องค์ประกอบหลัก

1.บุคคลที่ให้ยา : ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ภาษาบ้านๆ คือหมอ จะแผนปัจจุบัน หรือหมอแผนไทย ซึ่งตรงนี้ คุณแสงชัยมี 2 ทางเลือก...

“ส่วนตัวคาดว่า หากจะเลือก คุณแสงชัยอาจจะเลือก “หมอแผนไทย” โดยต้องเป็นหมอแผนไทยที่มีใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งศาสตร์ของหมอแผนไทย มีวิธีการดูแลคนไข้ผู้ป่วยมะเร็งอยู่ ซึ่งตรงนี้ถือว่ามีขั้นตอนของการให้ยา โดยจะให้แพทย์แผนไทยรับรอง หรือตัวคุณแสงชัย ขอขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์แผนไทยก็ได้ หลักเกณฑ์เป็นหมอชาวบ้าน นั้น จะต้องอยู่ในชุมชนนั้นๆ เกิน 10 ปีขึ้นไป คนในชุมชนยอมรับ เป็นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้ก็มีหลักเกณฑ์กำหนดเช่นกัน ถึงแม้จะได้เป็นหมอชาวบ้านแล้ว ก็ต้องมีการตรวจคัดกรองอีก ไม่ใช่ว่าจะเอายามาแจกได้เลย”

2.สถานที่ : การแจกจ่ายยาลักษณะนี้ควรทำในโรงพยาบาล หรือคลินิก หากเป็นหมอแล้ว ก็อาจจะขอตั้งคลินิกขึ้นมา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่ทำให้ถูกต้อง

3.ผลิตภัณฑ์ : จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนกับทาง อย. ซึ่งตรงนี้ก็มี 2 ทางเลือก ว่าจะขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังนั้นจึงขอเรียนตรงๆ ว่า ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ 2

ทีมข่าวฯ ถามว่า หากคุณแสงชัย เลือก หมอแผนไทย ทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แบบนี้จะเป็นไปได้หรือ เพราะนี่คือยาในการรักษามะเร็ง นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า อย่างน้อยก็เป็นการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัย ได้ทราบสูตรที่แน่นอน เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นไม่สามารถประกันได้ว่าเป็นการรักษาโรค แต่อาจจะนำมาใช้ได้ โดยเฉพาะกับหมอแผนไทย

แท้จริงแล้ว การแจกยาลักษณะดังกล่าว ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่.. รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ยอมรับว่า หมิ่นเหม่ ถ้าเพื่อรักษาโรคเลย ทำไม่ได้ เพราะมีกฎหมายกำหนดอยู่ แต่เขาก็มีการเปิดช่องสำหรับแพทย์แผนไทย แม้คุณแสงชัยจะย้ำว่าไม่ได้รักษาโรค แต่คนที่มารับยาเข้าใจแบบนั้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องหาทางออกร่วมกัน

พบผู้ป่วยมะเร็งปีละ 1.2 แสนคน ตาย 7 หมื่น มะเร็งตับแชมป์

“ปีหนึ่งมีคนเป็นมะเร็งรายใหม่ 1.2 แสนคน/ปี ตายปีละ 70,000 คน/ปี ทั้งผู้ป่วยรายใหม่และรายเก่า แต่คนป่วยมะเร็งนั้นไม่ได้เสียชีวิตทุกคน เพราะว่ามีการรักษาให้หายขาดได้ในมะเร็งบางประเภทและบางระยะ เราไม่อยากให้คนกลุ่มนี้เสียโอกาสในการรักษา เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม ทั้งนี้ ประเทศไทย มีผู้ป่วยมะเร็ง 5 ชนิด ที่เจอมากที่สุด คือ

1.มะเร็งตับ : มีผู้ป่วยมากที่สุด และมีสถิติเสียชีวิตมากที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยมักจะรู้ตัวในระยะท้ายๆ ซึ่งมะเร็งตับป้องกันได้ด้วยการงดกินของดิบ เพราะอาจจะทำให้เกิดพยาธิใบไม้ในตับ
2.มะเร็งปอด : ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่
3.มะเร็งเต้านม : ผู้หญิงป่วยเป็นอันดับ 1 ซึ่งแนะนำให้ผู้หญิงหมั่นตรวจตนเอง หรือ ให้ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากที่หายขาด เนื่องจากตรวจพบในระยะแรกๆ
4.มะเร็งปากมดลูก : ผู้หญิงป่วยรองมาจากมะเร็งเต้านม ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีน ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งลดลง
5.มะเร็งลำไส้

นอกจากนี้ ยังมีมะเร็งส่วนอื่นๆ ที่เจอบ่อย เช่น ต่อมลูกหมาก เม็ดเลือด ต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเหล่านี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น การฉายแสง คีโม เป็นต้น

“ส่วนตัวผมเข้าใจธรรมชาติของคนป่วยมะเร็ง เพราะส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการ หรือ ประคับประคอง ซึ่งรักษาแบบนี้ถือว่า “ไม่พอ” เพราะชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง เราเองไม่อยากปิดกั้นความหวังตรงนี้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้เข้าใจ เพื่อให้มีโอกาสที่จะเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้อง และอาจจะใช้ยาสมุนไพรมาเสริมก็ได้”

ตรวจเบื้องต้น ยานายแสงชัย ไม่พบ สเตียรอยด์ - ยากระตุ้นความอยากอาหาร

เราได้รับยามาตรวจ 2-3 เม็ด ผลไม่พบสเตียรอยด์ และยากระตุ้นความอยากอาหาร แต่เรายังตรวจไม่เสร็จ เรายังต้องตรวจเรื่องแบคทีเรียกับโลหะหนัก นั้นยังไม่ได้ตรวจ นอกจากนี้ การกินยาลักษณะนี้จำเป็นต้องกินระยะยาว ดังนั้นเราจึงต้องทราบว่า เราควรกินยานานขนาดไหนถึงจะปลอดภัย ซึ่งหน้าที่ตรวจสอบตรงนี้เป็นของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์..

เมื่อถามว่า ส่วนผสมที่คุณแสงชัยระบุ เป็นอย่างไร นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า เรามีข้อมูลอยู่บ้างว่า ส่วนผสมทุกตัวที่เอ่ยมานั้นมี Antioxidant เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนในการป้องกันมะเร็ง หรือทำลายเซลล์มะเร็งบางชนิด ซึ่งตรงนี้เป็นข้อมูลในห้องหลอดทดลอง แต่ยังไม่มีการทดลองในคนจะได้ผลหรือไม่ ต้องใช้ปริมาณเท่าไร ต้องรับประทานต่อเนื่องนานหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูลเลย

“เพราะแบบนี้แหละ เราจึงต้องเตรียมมาตรการในการเก็บข้อมูลเพิ่ม โดยจะมีการแบ่งการศึกษาข้อมูล 2 ระยะ คือ ระยะเก็บข้อมูล และการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด”

นพ.ปราโมทย์ อธิบายรายละเอียดว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ ​จะเก็บข้อมูลกับคนที่ไปรับยาว่าได้ผลจริงหรือไม่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์มาตรวจอย่างละเอียด ว่าปลอดภัยหรือไม่ มีสรรพคุณจริงหรือไม่ มีส่วนผสมอย่างที่บอกจริงหรือไม่ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จะนำยาไปตรวจเบื้องต้นในหลอดทดลอง ว่ามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งประเภทใดบ้าง

“เราจะประสานกับคุณแสงชัยแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเราต้องการทราบว่าเขามีสูตรยาจริงหรือไม่ สูตรยาที่ว่าต้องมีส่วนผสมที่แน่นอน ซึ่งตรงนี้เราแค่เก็บตัวอย่าง 2-3 ลอตมาตรวจเราก็จะทราบ ส่วนข้อมูลประชาชนที่มารับยานั้น เราเองยังไม่มีข้อมูล แต่ก็คงต้องดูทางคุณแสงชัย ว่ามีข้อมูลย้อนหลังหรือไม่ ซึ่งหากสูตรที่คุณแสงชัยมี ดีจริง ก็ควรมาทำวิจัยต่อเพื่อให้ได้ตำรับที่เป็นมาตรฐาน เพื่อที่จะมาทดลองในคน”

หากยาดีจริง สิทธิบัตร ควรเป็นของใคร...

“เรื่องนี้คุณแสงชัย ต้องมาคุยเรื่องสูตร ว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นของใคร จะเป็นของสาธารณะหรือไม่ หรือของบุคคล ของประเทศ หรือคุณแสงชัยต้องการเก็บเป็นความลับเพื่อไปจดสิทธิบัตร ผมขอเรียนตรงๆ นะ ว่าของดีๆ เอามารวมกัน 5-6 อย่างแล้ว ผลที่ออกมาไม่แน่ว่าอาจจะดี บางทีของดีอาจจะต้านกันเองก็ได้ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เราอาจจะได้คำตอบในการรักษาแบบมาตรฐาน”

นพ.ปราโมทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เราทำนั้นเป็นการคุ้มครองประชาชน การรับของแจกของฟรีนั้นต้องมีความปลอดภัยด้วย เราจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลกับประชาชน ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ดังนั้นเราจึงได้เตรียมแผ่นพับ ใบปลิว ในการทำความเข้าใจกับประชาชน โดยที่ยังไม่ห้ามแจกแต่ประการใด. 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน